โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Gold Pulls Back หลังพุ่งแรง 4 วันติด-สถาบันการเงินประเมินฟื้นตัวต่อเนื่อง

The Bangkok Insight

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 06.58 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 06.52 น. • The Bangkok Insight

Gold Pulls Back หลังพุ่งแรง 4 วันติด นักลงทุนขายทำกำไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนนโยบายการค้า-ตะวันออกกลางตึงเครียด สถาบันการเงินใหญ่หลายแห่ง ประเมินราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง

ทองคำพักฐานหลังพุ่งแรง 4 วันติด จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายขึ้นภาษี 15% ของทรัมป์สร้างความสับสนต่อตลาด และอาจกระทบข้อตกลงการค้ากับคู่ค้าเดิม ปัจจัยหนุนระยะยาวยังไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ ความเสี่ยงตะวันออกกลาง ความกังวลต่อ Fed และการลดบทบาทพันธบัตร ระยะสั้นทองมีแนวโน้มแกว่งตัวปรับฐาน เนื่องจาก real yields ยังสูง และดอลลาร์ยังแข็งค่า

ความผันผวนยังอยู่ในกรอบปกติของตลาด โดยการเคลื่อนไหวในช่วง ±2% ถือว่าไม่ผิดปกติในภาวะปัจจุบัน

สำนักข่าว Bloomberg รายงาน ราคาทองคำปรับตัวลดลง หลังจากปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน โดยการอ่อนตัวครั้งนี้เกิดจากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน จากนโยบายการค้าของสหรัฐ และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทิศทางคลี่คลายอย่างชัดเจน

Gold

ระหว่างการซื้อขาย ราคาทองคำปรับลดลงสูงสุด 1.6% ก่อนจะลดช่วงติดลบลงบางส่วน การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการกลับเข้าสู่ตลาดของนักลงทุนจีนหลังสิ้นสุดวันหยุดตรุษจีน ก่อนหน้านี้ในช่วง 4 วันทำการ ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นรวมกว่า 7% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเตรียมประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอยู่ในภาวะตึงเครียด

ซ่ง เจียงเจิ้น นักวิจัยจาก Guangdong Southern Gold Market Academy ให้ความเห็นว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำภายในกรอบประมาณ 2% ยังถือเป็นระดับความผันผวนตามปกติของตลาดในปัจจุบัน พร้อมประเมินว่าแนวโน้มในระยะยาวยังคงเป็นบวก เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอิหร่านยังดำเนินต่อไป และนโยบายภาษีของสหรัฐ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในเวทีโลก

ตลาดการเงินเผชิญความสับสน หลังสหรัฐ เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้า 15%

ภาวะตลาดยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกเป็น 15% ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยไม่เห็นด้วยกับมาตรการ "ภาษีตอบโต้" (reciprocal tariffs) ที่เขาผลักดันก่อนหน้านี้

ประเทศคู่ค้าหลายรายของสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบของมาตรการใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขภาษีล่าสุดอาจขัดแย้งกับข้อตกลงทางการค้าที่เคยบรรลุไว้ก่อนหน้า โดยการประเมินของสหภาพยุโรประบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจทำให้อัตราภาษีสำหรับสินค้าส่งออกบางประเภทสูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ในกรอบความตกลงการค้าเดิม

คริสโตเฟอร์ แฮมิลตัน หัวหน้าฝ่าย Client Solutions ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Invesco Ltd. ระบุว่า ประเด็นข่าวเกี่ยวกับภาษียังคงทำให้ระดับความไม่แน่นอนในตลาดอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปัจจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ราคาทะลุกรอบสำคัญอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และค่าเงินดอลลาร์ยังทรงตัวแข็งค่า ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะสะสมฐานมากกว่าปรับขึ้นอย่างรุนแรงในระยะสั้น

ทองคำยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ หลังเผชิญแรงปรับฐานรุนแรงก่อนหน้า

แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรล่าสุด แต่ราคาทองคำยังสามารถทรงตัวเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงเทขายรุนแรงในช่วงต้นเดือน

แรงซื้อเชิงเก็งกำไรจำนวนมากก่อนหน้านี้ได้ผลักดันราคาทองคำในรอบหลายปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม ก่อนที่แรงขายจะเร่งตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาปรับฐานลงแรง

อย่างไรก็ตาม ราคาล่าสุดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงการปรับฐานดังกล่าว แม้ว่าภาวะการซื้อขายยังคงมีความผันผวนสูงกว่าปกติ

Gold

สถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่ง ได้แก่ BNP Paribas SA, Deutsche Bank AG และ Goldman Sachs Group Inc. ยังคงประเมินว่าราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลว่าปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการปรับขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ การลดบทบาทของพันธบัตรรัฐบาลและสกุลเงินหลักในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ตลอดจนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ปัจจุบัน สหรัฐ ได้ส่งกำลังทหารเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2003 ขณะเดียวกัน การเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมีกำหนดกลับมาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาผ่านการทูต แต่ก็เตือนว่าอิหร่านจะเผชิญผลกระทบรุนแรงหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ พร้อมทั้งปฏิเสธรายงานที่ระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐ มีความกังวลต่อความยืดเยื้อของปฏิบัติการทางทหาร

ขอบคุณข้อมูล: ฮั่วเซ่งเฮง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...