โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทยยังไงต่อ? 8 บรรณาธิการสื่อ ชวนคุยก่อนเลือกตั้ง

TODAY

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 02.55 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 02.55 น. • TODAY

บนเวทีดีเบต ‘กู้ไทยทานิค เศรษฐกิจไทย’ รวม 8 บรรณาธิการ (บก.) จากสื่อหลากหลายในวงการทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ ได้ร่วมกันตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากพรรคการเมือง

โดยบรรณาธิการสื่อต่างๆ ประกอบด้วย นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ สำนักข่าว TODAY / นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ The Standard / พุทธิฉัตร จินดาวงศ์ ไทยรัฐ / ปวัน สิริอิสสระนันท์ PPTV / สมปรารถนา คล้ายวิเชียร มติชน / ณาตยา แวววีรคุปต์ ไทยพีบีเอส/ สมคิด พุทธศรี 101 / ฐปณีย์ เอียดศรีไชย The Reporter

ส่วนฝั่งพรรคการเมือง ประกอบด้วย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย

โดยการดีเบตได้แบ่งเป็น 3 ช่วง ในแต่ละ Chapter (ตอน) TODAYBizview ขอสรุปบางส่วนที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้อ่านกัน

Chapter 1: ได้ตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองว่า ถ้าจะวาง strategy (กลยุทธ์) ใหม่ให้ประเทศไทย ไม่พึ่งพาเครื่องยนต์เดิมๆ จะเดินต่ออย่างไร และเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศควรเป็นอย่างไรบ้าง? ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

‘ดร.การดี’ ตอบคำถามนี้เป็นคนแรกว่า ประเทศไทยต้องคุยกันให้ชัดก่อนว่า อนาคตอยากเดินไปทางไหน จะทำท่องเที่ยวแบบไหน จะทำเกษตรหรือเศรษฐกิจใหม่ยังไง ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด

ถ้าอยากไปถึงตรงนั้นจริงๆ ก็ต้องลงทุนกับ ‘คน’ ให้มากพอ เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว การเรียนรู้ ปรับตัว และอัปสกิลตลอดชีวิต ไม่ใช่เรื่องเท่ๆ แต่เป็นเรื่องจำเป็นของประเทศ

‘ศิริกัญญา’ ตอบว่า ไทยไม่ควรพึ่งเศรษฐกิจจากข้างนอกอย่างเดียว ต่อให้ยังต้องพึ่งส่งออกและ FDI แต่ต้องดึงเงินที่มาพร้อมเทคโนโลยี ไม่งั้นก็ได้แค่เป็นฐานประกอบ ไม่เคยเป็นเจ้าของจริง

ทางออกคือฟื้นความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนในประเทศ ดึงเอกชนไทยกลับมาลงทุน พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตคน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากข้างใน

ส่วน ‘ดร.เผ่าภูมิ’ ตอบว่า ไทยไม่ควรเกาะแค่ปลายน้ำ เพราะโลกเปลี่ยนตลอด เสี่ยงสูง ทางรอดคือทำตัวเองให้เป็นศูนย์กลางห่วงโซ่การผลิตของโลก จะได้กระจายความเสี่ยง

เงื่อนไขคือไทยต้องพร้อมจากข้างใน ทั้งดิจิทัล คน กฎหมาย และคมนาคม เพื่อยกระดับจากฐานผลิตปลายน้ำ สู่การเป็น Supply Chain ของโลก

ทางพิธีกร ‘กรุณา บัวคําศรี’โยนคำถามกลับมาว่า จากที่พูดถ้าทำได้จะทำให้ GDP โตเท่าไหร่?

‘ดร.การดี’และ‘ดร.เผ่าภูมิ’ ตอบเหมือนกันคือ GDP โต 5% ใน 4 ปี ส่วน ‘ศิริกัญญา’ มองระยะยาวต้องโตได้มากกว่า 3%

ถึงคิวบก. ยกมือถาม เริ่มที่ ‘เคน นครินทร์’ถามว่า ไทยพึ่งเศรษฐกิจโลกหนัก กระตุ้นในประเทศอย่างเดียวไม่พอ คำถามคืออีก 4–5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน และจะทำยังไงให้เศรษฐกิจโตแล้วเงินไปถึงคนทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP

‘ศิริกัญญา’ตอบว่า ไทยยังต้องพึ่งส่งออกและต่างชาติอยู่ แต่ปัญหาคือเราได้มูลค่าเพิ่มน้อย เพราะส่วนใหญ่ยังทำแค่ขั้นประกอบ เลยไม่ค่อยได้ส่วนแบ่งจริง

ทางออกคืออีก 4–5 ปีต้องปฏิรูปทั้งรัฐ อุตสาหกรรม และบริการ ดึงเงินลงทุนที่มาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ขายของให้รัฐ แต่ต้องได้ความรู้และเทคโนโลยีติดมือมาด้วย

‘ดร.เผ่าภูมิ’ มองว่า จะเปิดประเทศหาเงินจากข้างนอกไม่ได้เลย ถ้าเศรษฐกิจในประเทศยังอ่อน คนในประเทศ ทั้งเกษตรกรและ SME ต้องมีกำลังซื้อและอยู่ได้ก่อน

ส่วน FDI ต้องไม่ใช่แค่เข้ามาตั้งโรงงานประกอบ แต่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลิตชิ้นส่วนสำคัญในไทย ให้ไทยเป็น Supply Chain ของโลก ไปพร้อมกับทำให้เศรษฐกิจในประเทศแข็งแรงจริงๆ

‘ดร.การดี’พูดว่า ในสายตาโลก ไทยควรเป็น Global Partner เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการลงทุนและการผลิต ยืนเป็นกลางแบบมีกลยุทธ์ ใช้จุดแข็งการเป็นศูนย์กลางอาเซียนให้ชัด

โจทย์คือแต่ละอุตสาหกรรมต้องเลือกให้ได้ว่าจะยืนตรงไหนในห่วงโซ่ ตั้งแต่วิจัย พัฒนา ผลิต ไปจนถึงสร้างแบรนด์ เพราะมูลค่าไม่ได้อยู่ที่การผลิตปริมาณมากอย่างเดียว

ตัวแทน บก.จากมติชน ‘สมปรารถนา’ ยกไมค์ถามต่อ ถ้าเศรษฐกิจโต 5% ภายใน 4 ปี คนจน คนเงินเดือน และธุรกิจทั้งเล็ก-ใหญ่ จะรู้สึกได้จริงไหม หรือโตแค่ในตัวเลข แต่ชีวิตคนยังเหมือนเดิม

‘ดร.การดี’ตอบก่อนว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตช้าลงและฟื้นตัวช้าทุกครั้งที่มีวิกฤต คำถามคือเมื่อกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ เราจะเตรียมอุตสาหกรรมและงานใหม่ยังไง ไม่ใช่ทำแบบเดิม คนแก่ รายได้ไม่โต และความจนส่งต่อกันไปเรื่อยๆ

หรือถึงเวลาต้องรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างงานมูลค่าสูงจริงๆ ให้เงินเข้ากระเป๋าคนไทย ไม่ใช่โตแค่ในตัวเลข GDP

‘ดร.เผ่าภูมิ’ เขามองว่า GDP โตอย่างเดียวไม่พอ ต้องโตให้มีคุณภาพ คือโตให้ครบทุกภาค ทั้งอุตสาหกรรม บริการ และเกษตร ไม่ใช่บางภาคโต แต่บางภาคถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

และที่สำคัญกว่านั้นคือ GDP ต้องโตแล้วเงินลงไปถึงคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่โตแค่บริษัทใหญ่ แต่คนรายได้น้อยยังลำบาก แบบนั้นยิ่งทำให้เหลื่อมล้ำกว่าเดิม

Chapter 2 : ถามว่า How to บริหารงบประมาณประเทศ ลดขาดดุลฯ หนี้สาธารณะ และมีแนวทางการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร?

‘ดร.เผ่าภูมิ’ บอกว่า แทนที่จะกังวลเรื่องการแบ่งเงินที่มีอยู่น้อยนิด เราเน้นหาวิธีเพิ่มเงินในกระเป๋าประเทศด้วยการดึงคนเข้าระบบภาษีผ่านโครงการ หวยใบเสร็จ บิลลุ้นล้านเพื่อจูงใจให้คนขอใบกำกับภาษี

ซึ่งรัฐจะได้ฐานข้อมูลและรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องรีดภาษีเพิ่ม นอกจากนี้ยังเน้นการช่วยเหลือแบบเจาะจงที่คนจนจริงๆนโยบายคนไทยไร้จนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทันที

‘ศิริกัญญา’ ตอบว่า เปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยให้ความสำคัญกับ การลงทุนในคนเป็นอันดับ 1 เช่น งบการศึกษาและสวัสดิการเด็ก ซึ่งที่ผ่านมามักถูกละเลยเพราะรัฐชอบไปสร้างถนนสร้างตึกมากกว่า

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ใช้วิธีแก้กฎหมายเอา เช่น การเปิดเสรีไฟฟ้า เพื่อให้เอกชนลงทุนเองโดยไม่เปลืองงบหลวง

‘ดร.การดี’ ยอมรับว่างบประมาณมีจำกัด จึงต้องแบ่งการใช้จ่ายเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ต้องสร้างอนาคต อย่างการพัฒนาคนและระบบสาธารณสุข ให้ประชาชน โดยมีนโยบายเด่นคือการแจกเงินดูแลเด็กแรกเกิด 65,000 บาท และกองทุนออมให้เด็กมีเงินก้อนตอนโต เพื่อให้เติบโตมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพและเสียภาษีคืนรัฐได้

‘เอม นภพัฒน์จักษ์’จากสำนักข่าว TODAY ถามว่า สมมติว่าเดินหน้านโยบายไปแล้ว ไม่สามารถหารายได้ได้สำเร็จ แล้วมีความจำเป็นต้องเลือก 1 ใน 3 อย่างระหว่าง 1. ขึ้นภาษี 2. ลดสวัสดิการ 3. กู้เพิ่ม จะเลือกทำอะไร เพราะอะไร?

‘ศิริกัญญา’ตอบว่า ยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ประเทศเปราะบางจนเลือกทางใดทางหนึ่งไม่ได้ จึงต้องทำ ผสมผสานทั้ง 3 อย่าง”คืออาจต้องกู้บ้าง เก็บภาษีเพิ่มบ้าง เน้นภาษีคนรวย และปรับสวัสดิการ เพื่อประคองตัวในช่วงที่เศรษฐกิจยังโตช้า ให้ผ่าน 4 ปีแรกไปให้ได้จนกว่าการคลังจะกลับมาเข้มแข็ง

‘ดร.เผ่าภูมิ’ เลือกทางออกด้วยการ ขยายฐานภาษี คือการดึงคนที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้ถูกต้องผ่านแรงจูงใจต่างๆ แทนที่จะไปขึ้นอัตราภาษีกับคนเดิมๆ หรือไปลดสวัสดิการ เพราะเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจถูกกระตุ้นจนคนมีรายได้เพิ่ม รัฐก็จะเก็บภาษีได้เพิ่มเองตามธรรมชาติ

‘ดร.การดี’ มองว่าก่อนจะไปเลือกทางเจ็บปวดอย่างขึ้นภาษีหรือกู้เพิ่ม รัฐควรหันมาจัดการ อุดรอยรั่วจากการทุจริต และนำ สินทรัพย์ของรัฐที่ถูกทิ้งร้าง มาบริหารให้เกิดรายได้เสียก่อน เพราะยังมีเงินจำนวนมากที่รั่วไหลหรือใช้ไม่คุ้มค่า ถ้าจัดการตรงนี้ได้ก็อาจไม่ต้องไปเพิ่มภาระให้ประชาชน

ฝั่ง บก.ยังโยนคำถามต่อโดย ‘ฐปณีย์’ จาก The Reporter ถามว่า GDP กินได้ไหม? เกษตรกร/ชาวสวนยาง ยังจนอยู่ จะช่วยพวกเขาให้มีเงินในกระเป๋าจริงๆ อย่างไร

ด้าน ‘ศิริกัญญา’เน้นแก้ปัญหาทุจริตด้วยระบบ ป้องกันหัวคิวโดยเชื่อว่าถ้ารัฐมนตรีไม่โกง ข้าราชการก็ไม่กล้า และจะใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนและ AI ช่วยกันจับผิด ถ้าทำได้รับรองว่างบจะเหลือมาพัฒนาประเทศโดยไม่ต้องเก็บภาษีเพิ่ม ส่วนเรื่องภาษีที่ไม่เป็นธรรม แก้ได้ด้วยสวัสดิการที่ทั่วถึง

ส่วน‘ดร.เผ่าภูมิ’ ยืนยันว่า GDP กินได้ ถ้าบริหารจัดการดี โดยจะทำให้เศรษฐกิจภาพรวมโตก่อน แล้วกระจายรายได้ลงสู่ฐานรากผ่านโครงการรับประกันกำไรสินค้าเกษตร ถ้ากำไรไม่ถึง 30% รัฐเติมให้และโครงการคนไทยไร้จน เติมเงินให้คนรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาท เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนอยู่รอดได้จริง

‘ดร.การดี’ มองว่าเกษตรกรจะรวยจริงต้อง เลิกขายแค่วัตถุดิบราคาถูก แต่ต้องแปรรูปให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง และรัฐต้องเข้ามาจัดการความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติและตลาดโลกให้ ส่วนเรื่องทุจริต เน้นการเลือก คนดีเข้ามาบริหาร และกระจายอำนาจให้เกษตรกรเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอง

Chapter 3: จะมีแนวทางยังไงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ-สังคมในสายตาคนไทยและนานาชาติ

‘ดร.การดี’ เสนอว่า การเมืองต้องยึดจริยธรรมให้สูงกว่ากฎหมาย กวาดทุนเทา–สแกมเมอร์ออกจากระบบให้ชัด ไม่เปิดทางให้คนมีข้อกังขาเข้ามามีอำนาจ

พร้อมวางไทยเป็น Global Partner ยืนเป็นกลางแบบมีกลยุทธ์ ใช้จุดแข็งศูนย์กลางอาเซียน ควบคู่กับการลงทุนในคนให้เรียนรู้ตลอดชีวิตและเปิดให้ประชาชนช่วยตรวจสอบรัฐอย่างโปร่งใส

‘ดร.เผ่าภูมิ’ บอกว่า ไทยต้องสร้างอำนาจต่อรองด้วยเทคโนโลยี ทำตัวเองให้เป็นศูนย์กลางผลิตชิ้นส่วนสำคัญของโลก จะได้ไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง

ขณะเดียวกันรัฐต้องโปร่งใส ใช้ดิจิทัลและ AI เข้ามาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างจริงจัง และเสริมฐานในประเทศให้แข็ง ทั้งช่วยเกษตรกรและแก้ความจนแบบตรงจุด เพื่อให้เศรษฐกิจเดินได้จากข้างในด้วย

‘ศิริกัญญา’เน้นว่า ไทยต้องโตจากการปฏิรูปจริง ๆ ไม่ใช่แค่กระตุ้นสั้น ๆ และต้องมีผลงานให้เห็นเร็ว ภายใน 100 วัน เช่น จัดการคดีทุจริตให้ชัด เพื่อเรียกความเชื่อมั่น พร้อมกับดึงลงทุนต่างชาติที่มาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และล้างกฎระเบียบเก่าๆ ให้ธุรกิจทำงานง่ายขึ้น ลดช่องทุจริตไปพร้อมกัน

‘เคน นครินทร์’ ตั้งคำถามว่า การแก้ทุจริตจะทำได้จริงหรอ ถ้ามองไปแล้วคนร้ายคือคนที่เรารู้จักกล้าทำจริงลงโทษไหม

‘ดร.การดี’ ตอบว่า ในตำแหน่งที่สำคัญ จะต้องแสดงวิสัยทัศน์จริงๆ ไม่ใช่มาจากการวางหมากมาก่อนแล้วจากฝั่งการเมือง รวมถึงมีการตรวจสอบอย่างจริงจังมากขึ้นว่าภาครัฐจะไม่ใช่เส้นสายของการทุจริต

‘ศิริกัญญา’ จะต้องมีการเอาจริง โดย สร้าง Success Case ภายใน 100 วัน โดยการเปิดเผยผลสอบคดีทุจริตสำคัญ เช่น คดีตึก สตง. ถล่ม รวมถึงกิโยตีนกฎหมาย (Operation 18) ยกเลิกใบอนุญาตที่ล้าสมัยภายใน 18 เดือน เพื่อลดช่องทางเรียกรับสินบน

‘เอม นภพัฒน์จักษ์’ตั้งคำถามไปยัง พรรคเพื่อไทยว่า ในสถานการณ์ที่ยังมีคดีความของ ทักษิณ ชินวัตรหากได้เข้าไปเป็นรัฐบาล จะมีความเกรงใจหรือข้อจำกัดในการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันได้ยาก

‘ดร.เผ่าภูมิ’ ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฏหมาย และพรรคเองก็จะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง รวมถึงการดำเนินนโยบายจะต้องเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน

บก.จากมติชน และ The Reporter ตั้งคำถามคล้ายกันว่า ถ้าทั้ง 3 พรรคได้จับมือกันตั้งรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากกว่าอีกฝั่งไหม แล้วจะกู้ไททานิคร่วมกันได้ไหม

‘ศิริกัญญา’ ตอบว่า จริงๆ นโยบายก็ดูไม่ได้ต่างกันมาก ถ้าหลังวันที่ 8 ได้เป็นแกนนำก็อาจจะมีการส่งเทียบเชิญไป

‘ดร.เผ่าภูมิ’ ตอบว่า รอบนี้เพื่อไทยเราไม่ได้มองเลยว่าการจับมือกับใครจะได้ประโยชน์แบบไหน เราเน้นไปที่นโยบายเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนดูว่าถ้าเลือกเราแล้วจะได้อะไร ประเทศจะไปทางไหน

‘ดร.การดี’ พูดว่า การมาทำการเมืองครั้งนี้ มีเจตจำนงชัดเจนว่ามาเพื่อจะมาสร้างการเมืองที่สุจริต ดังนั้นในการจับมือกับพรรคอื่น ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตก็จะขอไม่ร่วมด้ัวย

‘ณาตยา’ จาก TPBS ถามว่า อะไรคือจุดร่วมสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทย?

‘ดร.เผ่าภูมิ’ มองว่านโยบายในหลายๆ พรรคการเมืองมีแนวคิดที่คล้ายกันที่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้ไปข้างหน้า แต่กลไกในการทำงานอาจจะต่างกันแต่เป้าหมายน่าจะอันเดียวกัน

‘ศิริกัญญา’ พูดว่า นโยบายในหลายพรรคมีความคล้ายกันคือเรื่องของการปราบทุนเทา ซึ่งตอนนี้เห็นแนวคิดแล้วเหลือแค่ลงมือทำ และอนาคตสามารถคุยกันได้ถ้าต้องมีการทำรัฐบาลร่วม

‘ดร.การดี’ บอกว่าถ้าเกิดมีการร่วมรัฐบาลจริงๆ จะชวนมาตั้ง KPI ของรัฐบาล โดยเอาความเจริญของประเทศเป็นตัวตั้ง เพื่อวัดคุณภาพของรัฐบาลชุดใหม่ คนจนต้องลดลง การศึกษาต้องดีขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...