โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

Marketing 2026: ยิ่งเครียดคนยิ่งเปย์หนัก เมื่อความฟุ่มเฟือยคือที่พักใจในวันเหนื่อยล้า

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
Marketing 2026: ยิ่งเครียดคนยิ่งเปย์หนัก เมื่อความฟุ่มเฟือยคือที่พักใจในวันเหนื่อยล้า

‘ปีเผา’ คือ Buzzword ที่ได้ยินคนพูดกันมาทุกปี เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างแพงขึ้นอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด พอๆ กับความเครียดในการใช้ชีวิตแต่ละวันที่ทำคน Burn Out มานักต่อนัก

แต่ทำไมแทนที่จะรัดเข็มขัด อดเปรี้ยวไว้กินหวานอย่างโบราณว่า ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับยอมจ่ายหนักกับกาแฟแก้วละร้อย เติมของเล่นใส่ตู้โชว์ หรือกดซื้อวิตามินที่แพงกว่าข้าวทั้งมื้อ?

นี่ไม่ใช่แค่พฤติกรรมฟุ่มเฟือย แต่มันคือ ‘กลไกเอาตัวรอด’ ของมนุษย์ในวันที่โลกภายนอกบีบคั้นเกินรับไหว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมแบรนด์ที่เข้าใจความสุข สุขภาพและพลังงานชีวิตรายวันจะเป็นแบรนด์ที่อยู่รอดในปี 2026

คนเปย์เงินหนีอะไร แล้วหนีทำไม

โครงสร้างผู้บริโภคในปี 2026 จะไม่มีคำว่าตรงกลางอีกต่อไป ตลาดจะแยกขั้วชัดเจน จุดที่นักการตลาดต้องจับตาคือกลุ่ม Premium Escape Spending หรือคนที่ใช้จ่ายเพื่อหลีกหนีความเครียด

ในวันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น แทนที่คนจะประหยัดทุกอย่าง พวกเขาเลือกที่จะตัดงบจากของใช้จำเป็น แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปทุ่มให้กับสิ่งที่มอบความสะดวกสบาย หรือยกระดับสถานะภายนอก เพราะมนุษย์มักโหยหา ‘การมีอำนาจควบคุม’ เมื่อรู้สึกว่าโลกภายนอกควบคุมไม่ได้ การจ่ายเพื่อตัวเองจึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจและการปลอบประโลมใจ

รายงานจาก McKinsey เผยว่า Gen Z คือเจเนอเรชันที่เปย์หนักที่สุดในทุกประเทศ โดยเฉพาะในหมวดเสื้อผ้า (34%) และความงาม (29%) พวกเขาไม่มองว่าการจ่ายเพื่อความสุขเป็นความฟุ่มเฟือย แต่คือ ‘ของจำเป็นทางใจ’

วิธีทำการตลาดปี 2026 เป้าหมายคือคนต้องมีความสุข

ในอดีตเราอาจมองว่าความสุข (Joyness) คือเรื่องบันเทิง แต่ในปี 2026 ความจอยจะถูกยกระดับเป็น Emotional Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางอารมณ์

ผู้คนไม่ได้มองหาแค่เสียงหัวเราะชั่วคราวจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยอัลกอริทึม แต่โหยหาประสบการณ์จริงที่เยียวยาใจ (The Joy Renaissance) แบรนด์ที่อยู่รอดจึงไม่ใช่แบรนด์ที่ขายของเก่งที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถสร้างความทรงจำ และทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มได้

ตัวอย่างที่สะท้อนเทรนด์นี้ชัดเจน คือกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบ Multisensory Experienceเช่น

Rare Beauty Confidence Mist:สเปรย์บำรุงผิวและผม ที่ผสานกลิ่นพีชฟลอรัลกับสารบำรุงอย่าง Niacinamide และ Biotin เพื่อเสริมความมั่นใจ พร้อมบำบัดอารมณ์ไปในตัว

Submersive Spa:ที่จะเปิดตัวในรัฐเท็กซัสในปี 2026 รวมศิลปะ เสียง แสง กลิ่น และทรีตเมนต์ทางประสาทวิทยา (Human Neuroscience) เข้าไว้ในสปาเดียว

Fork N’ Film:คอนเซปต์โรงหนัง-ดินเนอร์ Immersive ที่รวมอาหาร ภาพยนตร์ และการแสดงสด สร้างรายได้กว่า 23 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว

ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนสินค้า ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ปลอบประโลมจิตใจ และมอบความสุขที่จับต้องได้ในวันเหนื่อยล้า

Daily Longevity: ทำไมคนยอมเปย์ให้สุขภาพมากขึ้น

อีกหนึ่งเหตุผลที่คนยอมจ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืด คือการ ‘ลงทุนกับตัวเอง’ ผ่านแนวคิด Daily Longevityหรือการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา แต่ให้ความสำคัญกับนิสัยเล็กๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีพลังงานต่อสู้กับโลกในแต่ละวัน เช่น

Gut-first Living:ดูแลลำไส้เพื่อสมดุลทั้งกายและใจ

Preventive Beauty:ความงามเชิงป้องกัน ที่เริ่มตั้งแต่วัยรุ่น

Energy Economy:การจัดการพลังงานในร่างกาย ทั้งจากอาหาร เสริมอาหาร หรือกิจวัตรเล็กๆ อย่างการนอนหลับมีคุณภาพ

ไม่ว่าแบรนด์จะอยู่ในหมวดไหน ถ้าคุณสามารถตอบโจทย์สุขภาพที่ยั่งยืนและเป็นจริงในทุกวันได้ แบรนด์ของคุณก็จะมีที่ทางในชีวิตผู้บริโภค

ในปี 2026 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่การลดราคาเพื่อสู้รบในตลาดที่ฝืดเคือง แต่คือการสร้าง Trust (ความเชื่อใจ) และ Value (คุณค่า) ที่พิสูจน์ได้จริง แบรนด์ของคุณต้องเปลี่ยนตัวเองจากผู้ขาย มาเป็น ‘ระบบที่ซัพพอร์ตชีวิต’ ของผู้บริโภค

แบรนด์ที่มอบ ‘ความสุขที่จับต้องได้’ และ ‘สุขภาพที่ยั่งยืน’ ให้ลูกค้าได้ในวันที่เขาเครียดที่สุด แบรนด์นั้นจะกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะยอมตัดออกจากกระเป๋าสตางค์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...