แพทย์หัวใจโภชนวิทยาคลินิก ชี้ ข้อดี-ข้อเสีย การตัดกระเพาะอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก
แพทย์หัวใจโภชนวิทยาคลินิก ชี้ ข้อดี-ข้อเสีย การตัดกระเพาะอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ นพ.ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โภชนวิทยาคลินิก และเวชศาสตร์เชิงป้องกัน โพสต์เฟซบุ๊กคุยกับหมอฆนัท กรณี คุณ พ.อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง รีวิวตัดกระเพาะอาหาร รายแรกของไทย เสียชีวิต โดย ก่อนเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน คุณ พ.ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า “อย่าตัดกระเพาะ เราตัดมาแล้ว 15 ปี ตอนนี้โรคประสาทจะตามมารวมถึงโรคอื่นๆ ตอนแรกมันดี แต่ตอนนี้ไม่ดีแล้ว กินได้แค่นม อาหารอ่อน กล้วย เพื่อให้อยู่รอด… เราคือรุ่นแรก รุ่นหนูทดลอง เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้… ผมแค่มาเล่าในส่วนของผม”
ทั้งนี้ คุณพ.เคยมีน้ำหนักตัว 155 กิโลกรัม พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีต่าง ๆ มากมายแต่ไม่สำเร็จ จนได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเมื่อประมาณปี 2554 หลังผ่าตัดน้ำหนักลดลงอย่างชัดเจนภายใน 1 ปี
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด อยู่ระหว่างการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอยู่
นพ.ฆนัท ระบุว่า หมอขอพูดในภาพรวมครับว่า การผ่าตัดกระเพาะอาหาร เพื่อลดน้ำหนักนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก่อนที่หมอจะผ่าให้คนไข้ ตามหลักการแล้ว จะมีการตรวจร่างกาย เพื่อประเมินความเสี่ยง และแจกแจงผลดี ผลเสีย ให้คนไข้ฟังโดยละเอียด เพื่อการตัดสินใจ
ทั้งนี้ การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก (Bariatric Surgery) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนรุนแรง ซึ่งมีทั้งข้อดีที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตและข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้ครับ
ข้อดี (Pros) ลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจนภายใน 1 ปี ลดความหิว การตัดกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมน Ghrelin (ฮอร์โมนหิว) ออก จะช่วยให้คุณรู้สึกหิวน้อยลงโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ระยะยาวฮอร์โมนอาจมีการปรับตัว และความหิวสามารถกลับมาได้ในบางราย ช่วยรักษาโรคร่วม ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในบางรายสามารถเข้าสู่ภาวะสงบของโรค (remission) ได้เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ปัจจุบันการผ่าตัดกระเพาะ นิยมใช้เทคนิค ผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีแผลขนาดเล็ก เจ็บน้อย และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน
นพ.ฆนัท ระบุว่า ส่วนข้อเสียและภาวะแทรกซ้อน (Cons & Risks)นั้น ทำให้ร่างกาย มีภาวะขาดสารอาหารโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ทำgastric bypass หรือ การผ่าตัดเพื่อลดความอ้วนระดับสูง ที่ทำโดยการแบ่งกระเพาะอาหารส่วนบนให้มีขนาดเล็กเท่าไข่ไก่ และเชื่อมต่อกับลำไส้เล็กโดยตรง เพื่อจำกัดปริมาณอาหารที่กินได้ (ลดขนาดกระเพาะ) และลดการดูดซึมสารอาหาร (บายพาสทางเดินอาหาร) ส่งผลให้ผู้ป่วยอิ่มเร็วขึ้นและลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้ ส่งผลให้ผู้ป่วยอิ่มเร็วขึ้นและลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาซึ่งมีผลต่อการดูดซึมมากกว่า แบบsleeve gastrectomy หรือ การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารโดยตัดส่วนโค้งด้านนอกออกประมาณ 75-80% คงเหลือกระเพาะอาหารไว้เพียงเล็กน้อยเป็นรูปท่อหรือคล้ายกล้วยหอม (ขนาดความจุประมาณ150-200ซีซี) ทำให้อิ่มเร็วขึ้นและลดการสร้างฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) ช่วยลดน้ำหนักและโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนได้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริมและติดตามตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต ร่างกายอาจดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุได้น้อยลง เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางหรือกระดูกพรุนในระยะยาว
นพ.ฆนัท กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการผ่าตัด เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร แผลติดเชื้อ หรือภาวะรอยต่อรั่ว (anastomotic leak) และผลข้างเคียงอื่นๆ อาจเกิด นิ่วในถุงน้ำดี จากการที่น้ำหนักลดลงเร็วเกินไป หรือเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนหากทานอาหารเร็วหรือมากเกินไป
“และ กลับมาอ้วนใหม่ได้ หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและไม่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง กระเพาะที่เหลืออยู่สามารถขยายตัวและทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก ครับ”นพ.ฆนัท ระบุ
นพ.ฆนัท ระบุ ด้วยว่า การผ่าตัดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มี BMI หรือ ดัชนีมวลกายที่ใช้ชี้วัดความสมดุลระหว่างน้ำหนักตัว (กก.) และส่วนสูง (เมตร) เพื่อประเมินภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป ≥ 37.5 kg/m² หรือ BMI ≥ 32.5 kg/m² ร่วมกับมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน หรือ หยุดหายใจขณะนอนหลับ รวมไปถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ และมีการลดน้ำหนักโดยวิธีปกติแล้วไม่ได้ผล สำคัญที่สุดคือ และควรได้รับการประเมินโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดโรคอ้วนก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทย์หัวใจโภชนวิทยาคลินิก ชี้ ข้อดี-ข้อเสีย การตัดกระเพาะอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th