โซ่ตรวนพรรคส้ม
ตั้งรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีอะไรให้ลุ้นสักเท่าไหร่…
เพราะอำนาจต่อรองอยู่ในมือพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียว
ที่คาดการณ์กันว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ยอมคายเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้พรรคภูมิใจไทย ไม่มีหรอกครับ
ณ เวลานี้ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” จะเล่นตัวไม่ได้ เพราะ “อนุทิน” มีทางเลือกมากกว่า ๑ ทางเสมอ
ยากครับที่พรรค ๕๘ เสียงจะยื่นเงื่อนไขต่อรอง พรรค ๑๙๓ เสียง ที่จับมือกับพรรค ๗๔ เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาไปแล้ว
ฉะนั้นทิศทางก็เป็นไปตามข่าววานนี้ (๑๗ กุมภาพันธ์) คนในพรรคกล้าธรรมออกมายืนยันเอง เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เป็นของกล้าธรรม
ก็รอแค่เวลาครับ
สูตรตั้งรัฐบาลอาจไม่เป็นที่พอใจของกองเชียร์หลายๆคน แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้
อย่างไรเสียก็ต้องรวมกับเพื่อไทย
ส่วนลำดับ ๓ ถ้าไม่ใช่กล้าธรรม ก็ประชาธิปัตย์ แต่ดูแนวโน้มเป็นกล้าธรรมเสียมากกว่า
ไม่หนีไปจากนี้หรอกครับ
ฉะนั้นท่องไว้ นักการเมืองดีที่สุดนั้นหายากมาก แต่เลวน้อยที่สุดยังพอมีหนทาง ต้องลดหลั่นความเลวลงไป อย่างน้อยๆ เขาก็มาจากประชาชน ไม่ใช่กระบอกไม้ไผ่
เรื่องพรรคส้มมีให้ลุ้นมากกว่า เห็นว่ามีนักร้องไปร้องให้กกต.ชงยุบพรรคส้มอีกคำรบแล้ว ด้วยเรื่องที่พรรคส้ม บังอาจเอา “หมายเลข Laser ID” หลังบัตรประชาชน ไปจากประชาชนที่สมัครเป็นสมาชิกพรรค
กฎหมายเขาห้ามครับ!
ถ้ายุบก็เป็นการทำแฮตทริก ตั้งแต่อนาคตใหม่มาก้าวไกลยันประชาชน
แต่มีเรื่องใหญ่กว่าแม้อาจไม่ทำให้ยุบพรรคแต่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์หลักของพรรคส้ม
Spectre C ชื่อนี้ถูกตีความกันเยอะครับ ความหมายมันคืออะไร
อสุรกาย ผี ปีศาจ C ตัวนี้ ย่อมาจากอะไร
ฝั่งด้อมส้มบอกว่าอย่าคิดมากก็แค่ Common ธรรมด๊า ธรรมดา
แต่อีกฝั่งบอกว่าแบบนั้นดูหน่อมแน้มไปหน่อย ระดับพรรคส้ม มันต้องมีสัญลักษณ์อะไรซ่อนอยู่
ใช่ communist หรือเปล่า
เพราะมันดูเข้ากันกับพรรคฝ่ายซ้าย
ถ้าใช่ communist แสดงว่าเอามาจาก The spectre of communism ประโยคเปิดหนังสือ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ The Communist Manifesto ของคาร์ล มาร์กซ์ กับเฟรเดอริก เองเกลส์ ใช่หรือไม่
ขนลุกครับ!
ถ้าฉายภาพฝ่ายซ้ายสมัย ๑๔ ตุลา ที่ยังไม่กลับใจเพราะนโยบาย ๖๖/๒๓ ของรัฐบาลป๋าเปรม ยังคิดว่าตัวเองอยู่ในยุคสงครามเย็น ต้องการเปลี่ยนโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์
คงจะเป็น C อื่นไปไม่ได้ นอกจาก communist
แถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ อธิบายว่า “ทุนนิยม” มีลักษณะเด่นคือการเอารัดเอาเปรียบชนชั้นกรรมาชีพ
ให้ตายสิครับ แนวคิดมันอยู่ในพรรคส้มเหมือนกัน แต่เติม “พลัส” ต่อท้ายเพื่อความงอกเงยแนวคิดฝ่ายซ้าย
นั่นคือต่อต้านทุนนิยมผูกขาด ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลจะ “ทลาย”
ต่อด้วยการโจมตีประกันสังคม เพื่อชนชั้นแรงงาน แต่งเติมให้เห็นความเลวร้ายของสำนักงานประกันสังคม บอร์ดประกันสังคม ว่ามีการข่มเหงชนชั้นแรงงาน กรรมาชีพ เอาเงินกองทุนประกันสังคมไปเสวยสุข
ทั้งๆ มีคนของตัวเองอยู่ในบอร์ดประกันสังคม แถมยังมีแนวคิดให้ชนชั้นกรรมาชีพต่างด้าวเข้ามาเป็นบอร์ดประกันสังคม บริหารกองทุนที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนจ่าย
แถลงการณ์นี้สรุปว่าระบบทุนนิยมไม่ได้มอบโอกาสให้มนุษยชาติได้ตระหนักรู้ในตนเอง
แต่กลับทำให้มนุษย์ถูกจำกัดและแปลกแยกอยู่ตลอดเวลา
และตั้งทฤษฎีว่าระบบทุนนิยมจะนำมาซึ่งการทำลายล้างตนเองโดยการแบ่งขั้วและรวมกลุ่มชนชั้นกรรมาชีพ
การปฏิวัติจะนำไปสู่การเกิดขึ้นของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นสังคมที่ไร้ชนชั้น
มาร์กซ์และเองเกลส์เสนอแนวนโยบายการเปลี่ยนผ่านการยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
ทั้งในที่ดินและมรดก
ยึดทรัพย์สิน โอนกิจการเอกชนให้เป็นของรัฐ
แถลงการณ์จบด้วยข้อความปลุกใจ ๓ ประโยค ซึ่งได้รับการปรับปรุงและเผยแพร่ให้เป็นที่นิยมจนกลายเป็นสโลแกนที่มีชื่อเสียงของความสามัคคีของชนชั้นแรงงาน
“กรรมกรทั่วโลก จงรวมพลัง พวกท่านไม่มีอะไรจะเสีย นอกจากโซ่ตรวนของพวกท่าน"
C จากบริษัทที่ชื่อ Spectre C จึงต้องเป็น communist อย่างไม่ต้องสงสัย
อธิบายอย่างนี้ก็คงจะถูกอกถูกใจพระเดชพระคุณด้อมส้มจำนวนไม่น้อย
เพราะเห็นยังชอบใส่หมวกดาวแดง เสื้อค้อนเคียว ชนชั้นกรรมาชีพชูกำปั้นกันอยู่
ยุคสมัยเปลี่ยนไปเยอะแล้วครับ การมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนาไปได้
เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่เอง รัฐสภานอร์เวย์มีมติอย่างท่วมท้นสนับสนุนให้คงสถาบันกษัตริย์ไว้ตามเดิม ปฏิเสธข้อเสนอให้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ
ม็อบสนับสนุนชาวอิหร่านในยุโรป อเมริกา เรียกร้องให้อิหร่านเปลี่ยนระบอบการปกครอง
ให้ยุติการปกครองของรัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบัน
สนับสนุน “เรซา ปาห์ลาวี” มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ หลังการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน กลับสู่อำนาจ
ถ้าพรรคส้มยึดมั่นในอุดมการณ์สร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ยังมีแนวทางอื่นๆ อีกเยอะครับ
ดีกว่ายึดติดกับคณะราษฎร ๒๔๗๕
พรรคส้มในฐานะพรรคการเมือง ควรจะชูแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน ปัญหาแรงงานถูกเอาเปรียบ ที่สามารถจับต้องได้ ดีกว่าพร่ำเพ้อถึงปฏิวัติฝรั่งเศส ทลายทุน ทั้งๆ ที่ “ธนาธร” ก็ทุนผูกขาดกลายๆ
ลองไปศึกษางานของเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี ๒๕๖๒ ดูครับ รับรองได้ไอเดียแก้ปัญหาความยากจนได้โขทีเดียว
อภิจิต บาเนอร์จี (Abhijit Banerjee) เอสเธอร์ ดูโฟล (Esther Duflo) และ ไมเคิล เครเมอร์ (Michael Kremer) ๓ นักวิจัยสัญชาติอเมริกัน เป็นผู้ปฏิวัติแขนงวิชาเศรษฐศาสตร์พัฒนาการ ด้วยการบุกเบิกการทดลองภาคสนามที่ก่อให้เกิดความเข้าใจอันลึกซึ้งในทางปฏิบัติ
ว่าผู้คนที่ยากจนมีการตอบสนองอย่างไรต่อเรื่องการศึกษา การดูแลรักษาสุขภาพ และโปรแกรมอื่นๆ ซึ่งมุ่งหมายที่จะยกระดับพวกเขาให้ก้าวพ้นจากภาวะยากจน
ที่จริงรัฐบาลอนุทินก็น่าจะลองไปศึกษาดู เพราะนโยบายประชานิยมแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้หรอกครับ
เปลี่ยนกรอบดูบ้างเพื่อความสำเร็จของประเทศ.