เอกนิติกางแผนรับมือศก.ป่วน 'นายกฯนำถกใหญ่ สอท.ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนสินค้าพุ่ง
เอกนิติกางแผนรับมือศก.ป่วน ‘นายกฯนำถกใหญ่ สอท.ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนสินค้าพุ่ง
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเพื่อประเมินผลกระทบสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยปลัดกระทรวง และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง
นายอนุทินกล่าวเปิดการประชุมว่า การเรียกประชุมวันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด อยากให้ทุกคนได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยให้คำนึงถึงผลกระทบต่อคนไทย และธุรกิจไทยในต่างประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงว่า วันนี้ได้หารือถึงภาพรวมทุกมิติ ดูมาตรการรองรับระยะสั้น และวางกลยุทธ์โลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาว ผลกระทบแบ่งออกเป็น 5 ช่องทาง คือ 1.พลังงาน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ เพราะปริมานนํ้ามัน 20% ของน้ำมันทั่วโลกมาจากที่ดังกล่าว ดังนั้นจะเห็นว่าราคาพลังงานสูงขึ้น แต่ที่ประเมินแล้วสูงขึ้นระยะสั้นคือประมาณ 5% เพราะตลาดมีอุปทานส่วนเกินเยอะ ดังนั้นราคาน้ำมันจึงสูงขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับ เรามีกลไกหลายอย่าง โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่สามารถดูแลผลกระทบในระยะสั้นได้ ขณะเดียวกัน ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน จึงสามารถดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบหรือประชาชนได้แน่นอน และยังมีเวลาเพียงพอในการหาตลาดใหม่
2.การค้าด้านสินค้าและบริการ ซึ่งในส่วนสินค้ามีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะการส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% นำเข้า 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน แต่ผลกระทบทางอ้อม เช่นค่าระวางเรือ จะกระทบการขนส่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบกระทรวงพาณิชย์ให้หารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับในส่วนนี้
3.การท่องเที่ยว ทางตรงกระทบไม่มาก เพราะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 4% ไม่กระทบระยะสั้นมาก ทั้งนี้ อาจจะเป็นโอกาสในการคว้าโอกาสระยะยาว ด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย โดยจะเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป
4.ตลาดทุน เมื่อเกิดสงคราม ทุกคนจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ แต่ผลกระทบไม่มาก และวิ่งเข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ของเราขึ้นมา 17% แต่วันนี้มีการรายงานว่าลงไปประมาณ 2% เล็กน้อย ถือว่ามีเสถียรภาพมาก นอกจากนี้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เรามีประมาณ 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ ยังสามารถรองรับความเสี่ยงในตลาดทุนได้
5.แรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานก็ได้มีการประสานกับภาคเอกชน ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ได้เน้นยํ้าในการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง
ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการสู้รบในตะวันออกกลางว่า อิหร่านถูกโจมตีและมีแนวโน้มไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดที่มีการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ถือเป็นแหล่งสำคัญของไทย หากเหตุการณ์บานปลายเราต้องมีการเตรียมแผนรองรับ โดยเฉพาะการขาดแคลนพลังงาน ว่าจะพอใช้หรือไม่ ปัจจุบันเรานำเข้าวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และนำเข้าจากตะวันออกกลาง 70-80% หรือ 7-8 แสนบาร์เรล จะแก้ปัญหาไม่ให้ขาดแคลนได้อย่างไร และจะมีการขึ้นราคาอย่างไร เพราะจะมีผลต่อภาคขนส่ง รวมถึงจะมีแผนรองรับกับต้นทุนการผลิตสินค้าอย่างไร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกนิติกางแผนรับมือศก.ป่วน ‘นายกฯนำถกใหญ่ สอท.ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนสินค้าพุ่ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th