โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” หมอแอมป์ชี้ กว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญวิกฤตน้ำหนักเกิน เผยถึงเวลาปฏิรูประบบครั้งใหญ่ใน World Obesity Day 2026

Positioningmag

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • PR News

ในปัจจุบัน ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนได้พัฒนาไปสู่การเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่เพียงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases: NCDs) เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งบางชนิดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชากร ตลอดจนก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจและสังคมจากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการสูญเสียผลิตภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่ที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารพลังงานสูง การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง และการเข้าถึงทางเลือกด้านสุขภาพที่ทั่วถึง ทำให้โรคอ้วนกลายเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกช่วงวัย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดว่าโรคอ้วนมิใช่เพียงผลจากเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล หากแต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยเชิงระบบ ทั้งระบบอาหาร โครงสร้างชุมชน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง


เนื่องในโอกาส “วันอ้วนโลก (World Obesity Day)” วันที่ 4 มีนาคม 2569 ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเชิงระบบ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) จะชวนทุกภาคส่วนร่วมทำความเข้าใจโรคอ้วนในมิติที่หลากหลาย พร้อมผลักดันความร่วมมือเพื่อปรับเปลี่ยนระบบอย่างยั่งยืน สู่การสร้างสังคมไทยที่มีสุขภาพดีร่วมกัน
ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสังคมโรคอ้วน


ข้อมูลขององค์กรอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2565 ทั่วโลกมีผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปกว่า 2.5 พันล้านคนมีภาวะน้ำหนักเกิน คิดเป็นร้อยละ 44 ของประชากรดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาที่มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น โดยความชุกภาวะน้ำหนักเกินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคแอฟริกามีร้อยละ 31 ในขณะที่ภูมิภาคอเมริกามีความชุกของภาวะน้ำหนักเกินสูงถึงร้อยละ 67 เลยทีเดียว
สหพันธ์โรคอ้วนโลก (WOF) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้คนมากกว่า 1พันล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะอ้วน หรือมีมากกว่าร้อยละ 16 โดยความชุกทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากปี พ.ศ. 2533 ทั้งนี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลกยังคาดการณ์อีกว่า ภายในปี พ.ศ. 2578 อาจมีประชากรโลกสูงถึง 4 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งที่ต้องเผชิญกับโรคอ้วน
อีกกลุ่มประชากรที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ กลุ่มวัยเด็กเพราะปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เด็กกว่า 543 ล้านคนกำลังอยู่ร่วมกับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยเป็นเด็กอ้วนกว่า 159 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากข้อมูลของ WHO ในปี พ.ศ. 2533 ที่มีเพียง 31 ล้านคนเท่านั้น สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาโรคอ้วนในประชากรเด็กและเยาวชนทั่วโลก


สำหรับประเทศไทย รายงานจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการติดตามเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนนั้น ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ประชากรไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วนมากถึง 49.0% ในขณะที่ กรุงเทพมหานครมีอัตราความชุกของโรคอ้วนอยู่ร้อยละ 58 และจำนวนเด็กมากกว่าร้อยละ 20 มีภาวะ น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
ตัวเลขเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนทุกคนว่า โรคอ้วนไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็นวิกฤตสุขภาพเชิงโครงสร้างระดับโลกที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกช่วงวัย หากไม่เร่งปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่จะเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาวะโรคอ้วน นิยามใหม่กับปัจจัยทำลายสุขภาพ
ความเข้าใจโรคอ้วนในปัจจุบันกำลังจะถูกตีความใหม่ เป็นโรคที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตสมัยใหม่และกำลังกัดกินร่างกาย ของแต่ละคนจนเป็นเนื้อร้ายทำลายสุขภาพตั้งแต่ระดับบุคคล สังคม ระบบสุขภาพและสาธารณสุขทั่วโลก
เดิมทีเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในการประเมินโรคอ้วน (Obesity) นั้นมักถูกจำกัดอยู่แค่ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) แต่ในความเป็นจริง “การใช้ค่า BMI เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนถึงปริมาณเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเกิดการโรคเรื้อรังอื่น ๆ ในอนาคตได้” คุณหมอแอมป์กล่าว “ปัจจุบันการวินิจฉัยโรคอ้วนควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านองค์ประกอบร่างกาย (Anthropometric component)” เช่น
- การวัดเส้นรอบเอว (Waist Circumference, WC) โดยต้องพิจารณาตามเพศ เชื้อชาติ ตัวอย่างเช่นในคนเอเชียและอเมริกากลาง เพศชายและเพศหญิงไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตรและ 80 เซนติเมตรตามลำดับ เป็นต้น
- การใช้เครื่อง Dual-Energy X-ray Absorptiometry หรือ DEXAโดยในกลุ่มวัยกลางคน ผู้ชายควรมีสัดส่วนไขมันในร่างกายไม่เกิน 25% และผู้หญิงไม่ควรเกิน 32% ซึ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด


ทั้งนี้ แม้เนื้อเยื่อไขมันจะมีบทบาทในการสะสมพลังงาน และผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร จากการหลั่งฮอร์โมนในทางเดินอาหาร โดยส่งสัญญาณไปที่ก้านสมองและสมองส่วนไฮโปทาลามัสได้ทั้งหมด แต่การมีปริมาณเนื้อเยื่อไขมันมากเกินไป อาจทำให้ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายไม่สมดุล ตัวอย่างเช่น
o ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) – มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความอิ่มของร่างกาย โดยระดับของเลปตินสัมพันธ์กับตามปริมาณเซลล์ไขมันที่มีอยู่ เมื่อร่างกายมีไขมันสะสมมากขึ้น ร่างกายจะพยายามหลั่งเลปตินมากขึ้น จนเกิดภาวะดื้อต่อเลปติน (Leptin resistance) กล่าวคือ ความอยากอาหารไม่ได้ลดลง แม้ระดับเลปตินจะสูงมากแล้วก็ตาม
o ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin)–มีบทบาทในการควบคุมความหิว ระบบรางวัลของสมอง การรับรู้และตัดสินใจรับประทานอาหาร โดยปกติจะหลั่งออกมามากในช่วงก่อนมื้ออาหารและลดลงหลังรับประทานอาหารในคนที่เป็นโรคอ้วน ระดับเกรลินกลับไม่ลดลงหลังมื้ออาหาร ทำให้ความอยากอาหารยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง
o ฮอร์โมนโคลซีสโตไคนิน (Cholstokinin, CCK) – ผู้เป็นตัวกลางระหว่างสมองและลำไส้ โดยเมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันเข้าไป จะมีการหลั่งน้ำย่อยและเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร พร้อมกับส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกอิ่ม
o ฮอร์โมน Peptide Y (PYY)–ทำงานร่วมกับฮอร์โมน GLP-1 เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและทำให้อาหารเคลื่อนตัวช้าลง ช่วยให้เราอิ่มนานขึ้นและรับประทานน้อยลง
o ฮอร์โมน Glucagon-like Peptide-1 (GLP-1) – ช่วยควบคุมน้ำตาลและความอิ่ม กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญ กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ทำให้อาหารเคลื่อนตัวช้าลงจนเกิดความอิ่ม
o ฮอร์โมน Glucose-dependent insulinotropic polypeptide (GIP) – ทำหน้าที่ส่งเสริมให้เซลล์ไขมันดูดซึมและสะสมไขมันมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งในผู้ในที่มีโรคอ้วนนั้นจะมีการหลั่งฮอร์โมนนี้มากเกินไป ทั้งยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลินอีกด้วย
มากไปกว่านั้น ยังพบความสัมพันธ์กับการส่งสัญญาณการอักเสบเมื่อมีปริมาณเนื้อเยื่อไขมันมาก โดยเซลล์ไขมันและเซลล์ภูมิคุ้มกันที่อยู่ในเนื้อเยื่อไขมันจะผลิตไซโตไคน์ เช่น IL-1 IL-6และ TNF-α รวมถึงตัวบ่งชี้ภาวะการอักเสบในกระแสเลือดอย่าง C-reactive protein (CRP) ส่งผลให้ร่างกายอยู่ในภาวะการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Chronic Low-grade Inflammation) ซึ่งจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินและกระบวนการเผาผลาญไขมัน ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและความผิดปกติของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังอย่างภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมตาบอลิซึม (MASLD) โรคหัวใจความผิดปกติทางระบบประสาท และโรคมะเร็ง
ดังนั้น การประเมินและวินิจฉัยโรคอ้วนนั้น จึงไม่ควรคำนวณจากเพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งและตลับเมตรเท่านั้น เพราะตัวอย่างการศึกษาเมื่อปีที่ผ่านมา จากมหาวิทยาลัยเยลร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากใช้ BMI เป็นเกณฑ์อย่างเดียว ชาวอเมริกันประมาณร้อยละ 43 จะถูกจัดอยู่ในภาวะอ้วน แต่เมื่อมีการปรับเกณฑ์โดยใช้อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง และอัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพกร่วมด้วยแล้ว ความชุกกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 75.2
“การดู BMI เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เรามองเห็นจำนวนผู้ที่มีไขมันสะสมเกินมาตรฐานต่ำกว่าความเป็นจริงได้” นายแพทย์ตนุพลอธิบายเพิ่มเติม
นอกจากประเมินด้านองค์ประกอบร่างกายแล้วเราควรประเมินปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ การตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ การตรวจฮอร์โมน รวมไปถึงการตรวจรหัสพันธุกรรมหรือพิมพ์เขียวสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น MC4R (Melanocortin-4 receptor) POMC (Proopiomelanocortin) FTO (Fat Mass and Obesity-Associated Gene) LEPR (Leptin receptor) LEP (Leptin) และ ADIPOQ (Adipocyte-, C1q-, and collagen domain-containing) ซึ่งการเข้าใจร่างกายของตัวเองในสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่านั้น จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้เฉพาะจุดมากยิ่งขึ้น
จากกลไกร่างกาย สู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายระดับชาติ
ปัญหาวิกฤตโรคอ้วนในวันนี้ไปไกลกว่าแค่เรื่องของ “ความไม่สมดุลภายในร่างกาย” เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่เพียงกลไกฮอร์โมนหรือการเผาผลาญที่ผิดปกติเท่านั้น หากแต่เป็นผลลัพธ์ของบริบทสังคมสมัยใหม่ที่กำลังหล่อหลอมพฤติกรรมของผู้คนในทุกวันโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว เราสามารถเข้าถึงอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำได้ง่ายกว่าที่เคย เมืองถูกออกแบบให้เรานั่งมากกว่าเดิน ทำงานอยู่กับที่มากกว่าขยับ และระบบสุขภาพจำนวนไม่น้อยยังเน้นการรักษาเมื่อเกิดโรคมากกว่าการป้องกันอย่างเป็นระบบ ปัจจัยภายนอกเหล่านี้กำลังทำงานร่วมกันอย่างเงียบ ๆ และผลักดันให้โรคอ้วนทวีความรุนแรงขึ้นในระดับประชากร
หากเรามุ่งดูแลเพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เราอาจแก้ปัญหาได้เพียงปลายเหตุ” คุณหมอแอมป์กล่าว “เพราะโรคอ้วนไม่ได้กระทบเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่สะท้อนความท้าทายของทั้งระบบ ตั้งแต่ระบบอาหาร ระบบเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมในชุมชน ไปจนถึงระบบสาธารณสุขที่กำลังแบกรับภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก” สหพันธ์โรคอ้วนโลกยังคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่คือความท้าทายระดับโครงสร้างของมนุษยชาติ


• ระบบอาหาร (Food System) ที่ผลักเราเข้าสู่ภาวะเสี่ยง
อาหารยุคปัจจุบันจำนวนมากถูกออกแบบให้ “พลังงานสูง ราคาถูก และเข้าถึงง่าย” โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกระบวน การแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed food)ได้แก่ คุกกี้ ไอศกรีม เค้ก พาย ขนมเค้ก อาหารฟาสต์ฟู้ด ชานมไข่มุก และยังรวมไปถึงเนื้อสัตว์แปรรูป (Processed meat)อย่างเบคอน ไส้กรอก แฮม แหนม กุนเชียง ไส้อั่ว หมูแผ่น หมูยอ ลูกชิ้น เป็นต้น ซึ่งมีหลักฐานทางวิชาการจำนวนมากชี้ชัดถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ครบถ้วน ปริมาณน้ำตาลสูง (High glycemic load) ซึ่งอาจรบกวนการส่งสัญญาณความอิ่มระหว่างลำไส้และสมอง การปนเปื้อนสารก่อมะเร็งระหว่างกระบวนการผลิต และวัตถุเจือปนอาหารบางชนิดที่สัมพันธ์กับความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และภาวะการอักเสบ ฯลฯ
ในขณะเดียวกัน อาหารสด ผักผลไม้ และอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการกลับมีราคาสูงหรือเข้าถึงยากอีกทั้งการตลาดอาหารส่งเสริมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำเชื่อม น้ำผลไม้ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งไปกระตุ้นกลไกความหิว ความอยากอาหาร และระบบรางวัลของสมอง ทำให้บริโภคเกินโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการแก้ไข:การทำให้อาหารสุขภาพเป็นตัวเลือกที่ทุกคนเข้าถึงได้และจับต้องได้จริง ผ่านการออกมาตรการเชิงนโยบาย เช่น การจัดเก็บภาษีน้ำตาล การจัดเก็บภาษีความเค็ม การจัดเก็บภาษีไขมัน ภาษีอาหารแปรรูป การควบคุมการตลาดอาหารต่อเด็ก การพัฒนาฉลากโภชนาการที่เข้าใจง่าย การสนับสนุนเกษตรกรรมท้องถิ่น
นอกจากนี้ ควรประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านสุขภาพผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์ เช่น หลักจานอาหารสุขภาพ (รับประทานผัก 50% อีก 25% เป็นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช และ 25% เป็นข้าวแป้ง ไม่ขัดสี) ไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว เป็นต้น
• สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ (Unhealthy Environment)
เมืองในหลากหลากพื้นที่ถูกออกแบบให้การใช้ชีวิตที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องปกติ การใช้รถยนต์มากกว่าเดิน พื้นที่สีเขียวและพื้นที่ทางเท้าที่ปลอดภัยไม่เพียงพอ สถานที่ทำงานเน้นการนั่งเป็นเวลานาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และการมีวิถีชีวิตแบบเร่งรีบ ล้วนทำให้ผู้คนในสังคมมีกิจกรรมทางกายลดลงในขณะเดียวกัน เด็กในทุกช่วงวัยใช้เวลากับหน้าจอมากกว่ากิจกรรมกลางแจ้ง สิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพเหล่านี้ทำให้การใช้ชีวิตแบบกระฉับ กระเฉงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งที่ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
แนวทางการแก้ไข:จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบเมืองสุขภาวะ (Healthy City Design) การพัฒนาอาคารเพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate)เพิ่มพื้นที่สาธารณะ สนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะทางจักรยานและทางเท้า สร้างโรงเรียนและสถานที่ทำงานเอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยไม่ต้องฝืนทำ
• อุปสรรคในระบบบริการสุขภาพ (Healthcare Barriers)
แม้โรคอ้วนจะได้รับการยอมรับว่าเป็นโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายระบบอวัยวะ แต่ระบบสุขภาพจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถบูรณาการแนวทางการป้องกันและการรักษาโรคอ้วนเข้าสู่บริการปฐมภูมิได้อย่างครบวงจรผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่เข้าถึงการประเมินองค์ประกอบร่างกาย การดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ หรือแม้แต่ยารักษา นอกจากนี้ อคติของบุคลากรในระบบสุขภาพอาจทำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการ
“หากระบบสุขภาพยังมองโรคอ้วนเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่โรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยก็จะยังเข้าไม่ถึงการดูแลที่เหมาะสม” คุณหมอแอมป์เน้นย้ำ
แนวทางการแก้ไข:ผลักดันนโยบายสุขภาพระดับชาติที่บูรณาการการป้องกันและรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเข้าไว้ด้วยกัน การปลูกฝังความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วนแบบเชิงลึก การสร้างระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
การแก้ไขวิกฤตโรคอ้วนไม่อาจมุ่งเน้นเพียงการปรับพฤติกรรมของบุคคล แต่ต้องปรับ “ระบบ” ที่หล่อหลอมพฤติกรรมเหล่านี้ ตั้งแต่ระบบอาหารที่กำหนดสิ่งที่เรารับประทาน สภาพแวดล้อมเมืองที่กำหนดคุณภาพชีวิต ไปจนถึงระบบบริการสุขภาพที่ต้องพร้อมดูแลอย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม หากเราสามารถทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด โรคอ้วนจะไม่ใช่เพียงภาระที่ต้องรักษา แต่จะกลายเป็นปัญหาที่สามารถป้องกันได้อย่างยั่งยืนในระดับสังคมและประเทศ
เนื่องในวันอ้วนโลกประจำปีนี้ ภายใต้แนวคิด “8 Billion Reasons to Act on Obesity” ตัวเลข 8 พันล้านไม่ใช่เพียงจำนวนประชากรโลก หากคือ 8 พันล้านเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมลงมือทำ ตั้งแต่การส่งต่อองค์ความรู้ด้านสุขภาพและความเข้าใจกลไกร่างกายในระดับบุคคล การร่วมกันออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายด้านอาหาร โครงสร้างทางสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็งเพื่อเปลี่ยนระบบ ทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืนร่วมกัน
“โรคอ้วนในวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแล้ว และไม่มีใครสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง นี่คือความท้าทายของทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงเวทีนานาชาติ หากเรายังปล่อยให้สิ่งแวดล้อมกำหนดสุขภาพของคนรุ่นต่อไป เราจะเผชิญกับสังคมโรคอ้วนที่รุนแรงยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนระบบ เพื่อยับยั้งวิกฤตโรคอ้วนนี้ และสร้างอนาคตสุขภาพดีที่ยั่งยืนให้ลูกหลานของเรา”นายแพทย์ตนุพลกล่าวปิดท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...