โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คต. ผนึกกรมศุลกากร คุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

Khaosod

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.53 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 12.00 น.

กรมการค้าต่างประเทศ ผนึกกำลังกรมศุลกากร คุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC และป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย ยกระดับความเชื่อมั่นสินค้าส่งออกไทย

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หลายประเทศเริ่มนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้นขึ้น ทั้งมาตรการทางภาษี การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) รวมถึงกฎระเบียบที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) อื่นๆ

เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสการส่งออกของไทยในระยะยาว

ที่ผ่านมา คต. ได้ร่วมกับกรมศุลกากร (กศก.) แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเพื่อเฝ้าระวังผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสวมสิทธิเป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ (Transshipment)

โดยล่าสุดเมื่อเดือนม.ค.2569 คต. ได้ยกระดับความร่วมมือผ่านการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อวางแนวทางบูรณาการตรวจสอบโรงงานและสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ

“ขณะนี้ อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของเอกสารหลักฐานการได้มาซึ่งวัตถุดิบและขั้นตอนกระบวนการผลิตจริง และขอความร่วมมือกรมศุลกากรให้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติม”

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดถูกต้องตามมาตรฐานสากล และป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม ช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืน

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานของกรม ในด้านการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนออกหนังสือรับรอง (Form C/O ทั่วไป) ผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ในปี 2568 มีการตรวจสอบและอนุมัติรวมทั้งสิ้น 725 คำขอ พบเป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย 641 คำขอ และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 84 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ผ่านการตรวจสอบเข้มข้น ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ สายดาต้าเคเบิล และส่วนประกอบรถยนต์

กรมมีแผนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาระบบให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับและยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน อาทิ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สสว. และผู้ประกอบการทั่วไป ในการจัดอบรมทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite รวม 11 ครั้ง

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดของสหรัฐ โดยเฉพาะเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบภายในภูมิภาคและการป้องกันการสวมสิทธิ (RVC-Transshipment) ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนม.ค.2569 คต. ได้นำร่องจัดอบรมเชิงลึกแบบเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจเฉพาะรายได้อย่างตรงจุด

การดำเนินงานเชิงรุกครั้งนี้มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจในมาตรฐานสากลและกฎระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในสินค้าไทยและสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ

นางอารดา เน้นย้ำว่า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า สำหรับการขอหนังสือรับรองแบบที่ไม่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษี (Non-Preferential C/O) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประเทศปลายทาง ดังนั้น ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออก

โดยที่ผ่านมา กรมได้ให้ความร่วมมือกับศุลกากรปลายทางในการตรวจสอบย้อนหลังความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้ามาโดยตลอด ทั้งการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรอง และการพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้า จากการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยมีการกำกับดูแลการตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด

จากสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศต่างๆ มีการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) เพิ่มมากขึ้น

โดยล่าสุดประเทศไทยมีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รวมทั้งสิ้น 61 กรณี จาก 22 ประเทศ ซึ่งจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ถูกไทยใช้มาตรการมากที่สุดถึง 17 กรณี (ร้อยละ 27.9) รองลงมา คือ เกาหลีใต้ 8 กรณี ตามด้วยเวียดนามและไต้หวันประเทศละ 6 กรณี

กลุ่มสินค้าเหล็กครองแชมป์ถูกใช้มาตรการสูงสุดถึง 55 กรณี นอกจากนี้ยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ อีก 6 กรณี ได้แก่ กรดซิทริก ยางรถจักรยานยนต์ ฟิล์มบรรจุภัณฑ์ BOPP และอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป

พร้อมกันนี้ไทยยังได้ใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) กับสินค้าจีนอีก 2 กรณี และอยู่ระหว่างไต่สวนมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (SG) อีก 1 กรณี เพื่อสกัดสินค้าทุ่มตลาดที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน

ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ปัจจุบันประเทศไทยรั้งอันดับ 5 ของโลกที่ถูกใช้มาตรการ AD มากที่สุด รวมทั้งสิ้น 79 กรณี จาก 19 ประเทศ ซึ่งมีสหรัฐเป็นผู้นำการใช้มาตรการกับไทยถึง 19 กรณี ตามด้วยตุรกีและอินเดีย กลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักยังคงเป็นเหล็ก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง

นอกจากนี้ ไทยยังถูกใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) อีก 6 กรณี ซึ่งมีอินเดียเป็นผู้ใช้หลักถึงร้อยละ 50 ในกลุ่มสินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ น้ำตาล และซิลิคอนสำหรับแผงโซลาร์เซลล์

สำหรับมาตรการปกป้อง (SG) ไทยถูกบังคับใช้แล้ว 14 กรณี และอยู่ระหว่างการไต่สวนอีกถึง 17 กรณี โดยมี อินโดนีเซีย เป็นคู่กรณีหลัก (ร้อยละ 31.3) เน้นกลุ่มสินค้าสิ่งทอและกระดาษ อีกทั้งยังเผชิญมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) อีก 7 กรณี จากสหรัฐและสหภาพยุโรป ในกลุ่มสินค้ากลุ่มน้ำตาล อะลูมินั่มฟอยล์ และลวดเย็บกระดาษ

“จากสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางโลกภายใต้กฎกติกา WTO ที่ประเทศมหาอำนาจหันมาใช้เครื่องมือเหล่านี้ปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาเกณฑ์การค้าสากลและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างทันถ่วงที”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คต. ผนึกกรมศุลกากร คุมเข้มเลี่ยงภาษี AD/AC ป้องกันสวมสิทธิสินค้าไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...