โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระแก้วกรุฮอด ป่าฤาษีตก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

เรื่องของพระแก้วหรือพระที่ทำจากแก้วเหล่านี้ยังมีอีกกรณีหนึ่ง ที่จะต้องยกให้ว่าเป็นที่ชื่นชมนับถือ และมีมูลค่าเล่นหากันอยู่ในวงการนักสะสมพระเครื่องมาแต่ไหนแต่ไร

นั่นก็คือพระแก้วกรุฮอด ซึ่งอยู่ในอำเภอฮอดสังกัด การปกครองอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบัน ตัวหินแก้วที่นำมาทำพระแต่โบราณนี้เป็นลักษณะหินผลึกอย่างอ่อนซึ่งก็แปลว่าพอจะใช้เครื่องมือที่มีคมทำการแกะสลักตกแต่งได้ มีหลากหลายสี เช่นสีเขียวใสเจือในเหลืองอ่อนเรียกว่าสี “บุษย์น้ำแตง” ก็คือสีเดียวกับเนื้อในของแตงไทยนั่นเอง

ส่วนถ้าหากว่าเป็นสีเหลืองล้วนแบบสีน้ำผึ้งไม่มีสีเขียวเจือปน เรียกว่า “บุษย์น้ำทอง” พระแก้วสีขาวเรียกว่า “เพชรน้ำต้ม หรือเพชรน้ำค้าง”

สีแดงก็มีวรรณะต่างกันไปว่าแดงจัดสดใสเหมือนเลือดนกก็มีแดงอ่อนลงก็มี อมไปทางส้มก็มี มีขนาดต่างๆ กัน เขา แกะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเสียมาก ใบหน้าแตกต่างกันไปบางทีก็ดุ บางทีก็ยิ้ม ถ้าพลิกดูข้างหลังก็จะพบว่าทรงผมของท่านจะมีเส้นลักษณะคล้ายการทำรองทรงเอาไว้เส้นหนึ่งที่แทรกเข้ามามีพระสังกัจจายน์ด้วยท่านมีลักษณะอ้วนใหญ่หน้ากลม พระพุทธ ปางสมาธิ ก็มี บางทีพบปางประทับยืน นอกจากนี้ ยังพบพระเจดีย์ขนาดเล็กและผอบ( ผะอบ) แกะจะหินแก้วชนิดเดียวกัน ไว้บรรจุพระบรมธาตุอีกหลายองค์ รวมทั้งมีการทำแกะเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง นกและ กวางหมอบ (สัญลักษณ์ของป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ซึ่งพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นครั้งแรก) และภาชนะจำพวกเครื่องสุธาโภชน์จำลองขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวเนื่องกับ

พระพุทธศาสนาในลักษณะค่อนไปทางมหายานทิเบตภูฏาน ที่พระเปนกษัตริย์ด้วยจึงมีเครื่องสูงต่างๆมาประกอบศักดิ์มากกว่าอัฐบริขาร โดยศิลปะก็จะเป็นงานของช่างพื้นเมืองทางเหนือ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันเรียบง่ายงดงามยิ่งใหญ่สุดประมาณหน้าตักกว้าง 3 นิ้วเศษ และขนาดเล็กสุด หน้าตักกว้างประมาณ 0.5 นิ้ว

หลายคราวเขาเรียกแก้วผลึกชนิดเหล่านี้ว่าหินเขี้ยวหนุมาน สันนิษฐานกันว่านำ สันนิษฐานกันว่านำเข้ามาจากทางจีนและลังกาตั้งแต่โบราณนานเกพันปี โดยหินเขี้ยวหนุมานลักษณะอย่างนี้พบมากที่เมือง เจียงซู นับถือกันว่าเป็นแหล่งที่หินเนื้อดีน้ำ นับถือกันว่าเป็นแหล่งที่ให้หินเนื้อดีน้ำงามมากที่สุดและพลังแห่งประกายความสดใสของหินนี้ สามารถป้องกันและต่อต้านสิ่งชั่วร้าย และอาถรรพ์ที่มองไม่เห็นต่างๆได้

ส่วนในกรณีของการสร้างรูปกวางหมอบทำไมนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปถึงในประเด็นที่ว่าการอันที่พระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกก็ไม่ใช่ว่านับที่การเกิดขึ้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่เพียงอย่างเดียวท่านให้นับว่ารัตนไตรนั้นครบองค์สามหรือเปล่า ถ้าครบก็ถือเป็นกำเนิดพระศาสนา หมายความว่ามีผู้ที่เป็นศาสดาคือพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องมีคำสอนของท่านที่เรียกกันว่าพระธรรม

แล้วก็มีผู้ที่อยากฝึกหัดปฏิบัติตามหรือสามารถสืบทอดได้ก็คือผสมครบแล้วเป็นสามอย่างเรียกว่าแก้วทั้งสามหรือพระรัตนตรัย - three gems (แก้วอีกแล้ว) ซึ่งถ้าพูดถึงส่วนของ

3 สิ่ง ที่ล้ำค่าฝ่ายคริสต์เขาก็มีที่นับถือบูชาเหมือนกันคือ Trinity-ตรีเอกานุภาพ ประกอบองค์ไปด้วยพระบิดา พระบุตรและพระจิต(Holy Ghost)

ซึ่งการเกิดขึ้นของพระรัตนไตร (ตรัย)ครบทั้งสามประการนี้จุดเกิดเหตุคือที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัจจุบันอยู่ที่เมืองสารนารถในรัฐอุตตรประเทศ ของอินเดีย ที่ป่านี้แปลจากข้างหลังมาข้างหน้าจะพบจุดที่เกี่ยวข้องกับกวางหมอบ ก็คือตรงคำ มฤคทายวัน นี้ คำว่า มฤค-ก็แปลว่ากวาง

ซึ่งโดยทั่วไปถ้าจะให้เป๊ะเป๊ะแล้วก็จะต้องว่าเป็นกวางชนิดตัวเนื้อทราย คือไม่ได้ตัวใหญ่โย่งเย่งเหมือนกับกวางฝรั่งที่เป็นกวางมูสเขายาว คนไทยเรียกสัตว์ตัวสูงชนิดสี่เท้ากินเป็นอาหารได้ว่า เนื้อ ส่วนจะเป็นวัว ก็เรียกเนื้อ เช่นกัน กวางก็ด้วย ปรากฏในวรรณคดี เช่นว่าตอนพระสังข์แกเรียกเนื้อเรียกปลา กวางมาหาให้แกจับทายวัน-ก็หมายความว่า ทายะ คือ ยกให้ วัน-ก็คือ วนา หมายว่าป่า

คือป่าที่ยกให้กับกวางอยู่ นับเป็นเขตอภัยทานไม่มีใครร้ายพวกมัน ซึ่งอาจจะเป็นไปโดยตั้งใจจะยกให้กับพวกมันหรือเป็นไปโดยที่พวกมันมีจำนวนอยู่มากครอบครองพื้นที่มานานจนแลดูว่าเป็นเจ้าถิ่นไม่มีใครอยากไปต่อกรด้วยก็เป็นไปได้ก็เลยเป็นป่าที่ยกให้กับหมู่กวางทั้งหลาย

ส่วนในความหมายของอิสิปตนะ อันนี้ก็น่าสนุกดีเพราะถ้าแปลให้ตรงตัวแล้ว จากความรับรู้ในอดีตที่เคยเป็นทหารปืนใหญ่เก่าตั้งเข็มคำนวณการยิงให้กระสุนวิถีโค้งไปลงตรงไหนๆศัพท์เฉพาะใช้คำว่าตำบลกระสุนตก พอถอดความอิสิปตนะ ก็เห็นจะแปลว่าตามใจได้ใกล้เคียงพอกัน ว่า ตำบลฤาษีตก!

ด้วยเหตุที่คำศัพท์มันชี้ไปทางนั้น อาจจะหมายความถึงว่าในอดีตกาลนานมาท่านฤาษีผู้มีฤทธิ์บำเพ็ญตบะแรงกล้ากันนั้นมักไปไหนมาไหนก็เหาะเหินเดินอากาศ โดยใช้กำลังความสามารถทางสมาบัติทำการปฏิกิริยาส่งพลังออกจากเท้า ดันออกไปกระทบกับผืนดินของโลกแล้วแรงอัดมันสูงเลยทำให้reaction ดันกลับ ท่านลอยขึ้นมาได้ และในเวลาเดียวกันเพื่อให้การใช้กำลังแรงอัดอันนี้มันไม่ลำบากเกินไปนักท่านก็จะต้องฝึกวิชาตัวเบาเสียก่อนทำให้ร่างกายมีความเบาเหมือนกับปุยนุ่น เบาแล้วคราวนี้ประกอบกับแรงกดเพรสเชอร์ที่กระทำต่อพื้นโลกก็เลยลอยได้ไกลลอยได้สูง

ส่วนระบบ Navigation ท่านใช้กำลังทางจิตตั้งเข็มมุ่งไป โดยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกระแสลมซึ่งท่านคงจะใช้กสิณลมฝ่ายอากาศทำการกลมกลืนไปกับสถานการณ์เบื้องบนแล้วออกเดินทาง อันอย่างนี้จึงจะเข้าเค้ากับคำว่า เหาะเหินเดินอากาศ

แต่ในปัจจุบันที่มีการพูดกันว่า_ว๊าป_ไปกัน อันนี้ถ้าจะให้ดีตามวิสัยนักเขียน ผู้สนใจเรื่องเมืองไทยในอดีตก็อยากใช้ว่า ที่จริงแล้ว ว้าป คือ การเดินหนย่นระยะทาง! (ส่วนไม้ตรีนั้น ว. แหวนเขาไม่ใช้กันผันอักษรไม่ได้ หลักการให้ใช้ไม้โท แต่เข้าใจหัวอกวัยรุ่นว่าต้องใช้ไม้ตรีเพื่อสื่อความว่ามันไม่ธรรมดามันมีความน่าตื่นเต้นและอลังการอยู่ในกิริยาการว๊าป 55 -ผู้ใหญ่ราชบัณฑิตควรจะยกเว้นให้เขาในลักษณะว่ามันเป็นรูปของคำอันเฉพาะ)

การเดินหนย่นทางอันนี้ท่านไม่ต้องขึ้นบนอากาศก็ได้ ท่านฤาษีชีไพรที่มีวิชชาท่านก็ย่อมิติในแนวขนานซึ่งอาจจะทำตัวท่านให้เร็วหรืออาจจะดึงเวลา ของคนอื่น ให้ช้า หรือใช้วิธีสลายตัวตนที่มันต้านอากาศให้มันกระจายออกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วไปรวมกันใหม่ที่ปลายทางก็ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีทางจิตของใครของมัน ฯลฯ

กลับมากล่าวถึงกรณีท่านฤาษีหมู่มากที่เหาะเหินเดินอากาศมาก็ ชะรอยว่า ถึงเวลาจะมาชุมนุมกันหาที่แลนด์ดิ้งท่านก็จะมาแลนด์ที่ป่าเมืองสารนารถแห่งนี้ โดยอาจจะมีวาระการประชุมอะไรๆของท่านกันอยู่ ที่เรียกกันว่าป่าฤาษีตก ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆจะมีใครไปสอยท่านให้ร่วงลงมาจากกลางอากาศ! ท่านแลนด์ของท่านเอง

ส่วนการขยายความให้มากกว่านี้ละเอียดกว่านี้หรือจริงจังกว่านี้ ต้องค่อยค่อยแกะทีละคำแล้วให้ความหมาย โดยตีวงล้อมจากสถานการณ์ที่บอกเล่ากันมาแต่โบราณก่อนจึงค่อยวกเข้ามาหาเนื้อหา เช่นว่าบริเวณป่าแห่งนี้สองสามพัน ปีก่อนก็เป็นที่พำนักที่ชุมนุมของเหล่าฤาษี ผู้ถือพรต บำเพ็ญตบะ ซึ่งท่านก็ไม่กินเนื้อสัตว์อยู่แล้ว

กวางก็เลยปลอดภัย

ผู้คนมองไปจากข้างนอกไม่เห็นฤๅษีเห็นแต่กวางก็เลยคิดว่าเป็นป่าที่ยกให้กวางอยู่ก็เป็นไปได้ พอทราบสถานการณ์ดังนี้ คำว่าอิสิหรืออิสีก็แปลว่าผู้ปรารถนา ความดีซึ่งในที่นี้หมายความว่าท่านฤาษีชีบวชต่างๆ ฝรั่งใช้คำแปลจากบาลีว่า holy man คนศักดิ์สิทธิ์, ผู้มีพรสวรรค์เกี่ยวกับกำลังภายใน และผู้มีตาทิพย์, โยคี, ฤๅษี, มุนี, นักบุญแสวงหาคุณธรรม ความไปสู่สุคติ ส่วน ปตนะ-ที่จะแปลให้ตรงตัวว่าตกหรือเป็นอันตกไป

อาจจะตีความใหม่ว่าเป็นการชุมนุมกันอย่างที่เรียกว่าเป็นการตกลงกัน ก็ว่าไป (แม้จะไม่เข้าทีเมื่อเทียบกับคำแปลกรณีเรื่องตำบลฤาษีตกก็ตาม) ชื่อเสียงของป่าอิสิปตนมฤคทายวันก็คงเป็นที่เลื่องลือมานาน การที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตะมะ สมณโคดม ท่านเดินทางไปใช้เป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนาแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 8 อาสาฬหบูชา ก็เปนเรื่องยิ่งเหมาะยิ่งสมทั้งยังเป็นจุดเกิดเหตุให้ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ถือ เป็นพระอริยสงฆ์รูปแรก ทำให้พระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ครบองค์ 3 ประการเป็นครั้งแรกในโลก

หลังมาพระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้ทรงสร้างธรรมเมกขสถูป (Dhamek Stupa)_ภาษาปากฝ่ายเราเรียกตามใจว่าเนกขัมขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

ส่วนพระปัญจวัคคีย์ ทั้งห้าท่านที่เป็นพี่พี่น้องน้องกันต่อมาก็ได้ฟังธรรมอนัตตลักขณสูตรซึ่งเป็นเทศนาที่สอง จนบรรลุ เกิดเป็นพระอรหันตสาวกชุดแรก ทำให้พระพุทธองค์ทรงมีพระสาวกผู้เป็น

พระอรหันต์ 5 องค์ ขึ้นมาอีกจึงเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญและน่าให้ความระลึกถึง

ที่สำนักของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ครั้งหนึ่ง ท่านหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย เนปาลในยุคนั้น ได้กราบเรียนเรื่องการสร้างวัดไทยในเมืองสารนารถ ท่านได้หาทางช่วยสนับสนุนโดยการจัดสร้างเหรียญทองทองคำลงยาขนาดกลมเล็กเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ด้านหน้าสถูปเนกขัมประกอบกวางคู่ แล้วก็สร้างเหรียญรูปท่านหันข้าง ที่เรียกกันว่าเหรียญทรงหน้าวัวจารึกข้างหลังว่ามฤคทาย วัน พาราณสี มีความสวยงาม rustic มาก

บางคนไม่เข้าใจสถานการณ์ไปคิดว่าจัดสร้างขึ้นเพื่อหารายได้ไปสร้างวัดมฤคทายวันที่บริเวณห้วยทรายใต้ อ.ชะอำจ.เพชรบุรีแต่ที่จริงแล้วหามิได้เลยเป็นเรื่องของการสร้างวัดไทยสารนารถที่อยู่ใกล้กับป่าอิสิปตนะมฤคทายวันแห่งนี้เมื่อหลังปีพุทธกาลกึ่งหนึ่งได้ไม่นาน พุทธศิลป์สวยงามน่าสะสม

ส่วนกรณีของปัญจวัคคีย์นั้นเดิมทีก่อนท่านทั้งหลายจะมาเลื่อมใสในองค์พระพุทธเจ้านั้นท่านเป็นนักบวชที่เรียกกันว่า พวกชฎิล หรือที่ว่าเขาบูชาไฟกัน ซึ่งก็อาจจะเป็นวิธีการทำกสิณไฟประเภทหนึ่งในการแสวงวิโมกข์แต่ถ้าหากพิจารณาในลักษณะของศาสนาร่วมแล้ว ก็อาจจะอนุมานได้ว่าพวกท่านก็เป็นโซโลเเอสเตอร์ประเภทหนึ่งมาก่อนเพราะโซโลแอสเตอร์นั้น เขาก็บูชาไฟเหมือนกัน

กลับมาที่ศิลปะการสร้างพระแก้วกรุฮอดพระแก้ว กรุเมืองฮอด ไม่ได้หล่อหรือทำขึ้นจากแก้วธรรมดาทั่วไป แต่เป็นแร่หินรัตนชาติแท้ๆ มีหลากหลายสี ดังกล่าวแต่หากพูดถึงว่าพระแก้วที่ทำจากเทคโนโลยีการหล่อจากแก้วเหลวร้อนจัดก็จะต้องเป็นพระแก้วจากกรุวัดโปรดเกษ นนทบุรีในยุคต้นรัตนโกสินทร์ เรียกว่าพระแก้วน้ำประสานเพราะใช้วิธีประกบชิ้นหน้า_หลังแล้วเชื่อมประสานกัน

อันว่าเมืองฮอดนี้ก็เป็นเมืองเก่าแก่บนเส้นทางลุ่มน้ำปิงที่จะขึ้นเมืองเชียงใหม่แต่ไหนแต่ไรมา แต่ไม่ได้ชื่อฮอด ชื่อท่าเชียงทอง

เมื่อคราวยุคโบราณยังไม่มีเขื่อนสามเงาพระนางเจ้าจามเทวีก็ใช้เส้นทางประมาณนี้นั่งเรือทวนแม่น้ำปิงขึ้นไปจากเมืองตากถึงลำพูนผ่านทางฮอดและดอยเต่าตามจังหวะที่สายน้ำจะกรุณาพาไปให้ถึงเรือนั้นว่ากันว่ารูปทรงสวยงามมีหางเป็นโขนสูงขึ้นเรียกเรือหางแมงป่อง

สมเด็จพระนางจามเทวีรอนแรมจากละโว้ลพบุรีขึ้นเมืองเหนือใช้เวลานานท่านพักตรงจุดที่เรียกว่าเป็นผาสามเงาก็เพราะมีคนเห็นเงาของท่านปรากฏขึ้นเหมือนท่านมีสามองค์เรียกตรงนั้นว่าผาเงา (สามเงา)และมีการสร้างพระธาตุเจดีย์เอาไว้ ลำน้ำปิงช่วงนี้มีเกาะแก่งอันตรายมากมายที่นิยมพักเรือกันก็คือแก่งสร้อย ปัจจุบันนี้ยังแลเห็นพระธาตุแก่งสร้อยเด่นเป็นสง่าอยู่

เมื่อขึ้นไปถึงฮอดแล้วอาจจะแปลว่าถึงแล้วก็ได้เพราะคำว่าฮอดก็แปลว่าถึง เขาว่ามีกำแพงหินตระหง่านสูงใหญ่เมื่อพายเรือเข้าไปทางนี้ก็ถึงเขตเมืองเหนือ พระนางจามเทวีท่านจึงทรงเรียกบริเวณนั้นว่าฮอด แล้วตั้งให้เป็นเมืองจริงจังขึ้นมา ในระยะหลังมาพันปีบ้านเมือง มีความเจริญขึ้นประชากรมากขึ้นการประกอบอาชีพเริ่มติดขัดเพราะไม่มีน้ำระบบการบริหารจัดการมากพอปล่อยไปตามยถากรรม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนทรงริเริ่มหาทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในพระราชอาณาจักร มีพระมหากรุณาให้ทำเขื่อนกักน้ำและให้เขื่อนนั้นสามารถใช้พลังงานน้ำทำไฟฟ้าแจกจ่ายได้ด้วย คณะกรรมการออกสำรวจพื้นที่แล้วพบว่าหากกั้นน้ำที่บริเวณสามเงาจะได้น้ำปริมาณมหาศาลมากพอจึงตกลงทำเขื่อนกันตรงนั้นเฉลิมนามภายหลังว่าเขื่อนภูมิพล

ก่อนที่จะปล่อยน้ำก่อนที่จะปล่อยน้ำมาขังตั้งกำแพงเขื่อน คณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมใช้เวลาเป็นแรมปีในการสำรวจพื้นที่เมืองฮอดโบราณและเริ่มเก็บข้าวของซึ่งเป็นวัตถุสำคัญทางศิลปะประวัติศาสตร์ออกจากพื้นที่ที่จะต้องถูกน้ำท่วม จึงเป็นที่มาของการพบพระแก้วหินสีต่างๆบรรจุอยู่ในเขตพุทธสถานเจดีย์ ทั้งที่วัดหลวงฮอด วัดศรีโขง วัดเจดีย์ วัดดอกเงิน วัดสันหลวง โดยเฉพาะ “วัดศรีโขง” ซึ่งเป็นกรุใหญ่จึงพบมากที่สุด เป็นแบบศิลปะสมัยเชียงแสน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ซึ่งเป็น “ยุคทองของเชียงใหม่” ที่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์กำลังเจริญรุ่งเรือง

พระแก้วกรุฮอดสมัยนี้กระจัดกระจายอยู่ทั้งในและต่างประเทศผ่านการซื้อขายเปลี่ยนมือบ้างผ่านการเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์บ้างทั้งมีขนาดใหญ่น้อยแตกต่างกันไปท่านผู้สนใจสามารถแวะเยี่ยมชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ฑสถานแห่งชาติตามจังหวัดต่างๆของทางเมืองเหนือและตลาดพระ ชั้นนำทั่วไป

ขอขอบคุณภาพสวย จากพรหริโอม, พระล้านนา, และบุญเพิ่มเงิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...