จับขัง-โกนผม-ทำร้ายร่างกาย เสียง LGBTQIA+ จากชายแดนใต้ ในวันที่ความรุนแรงทางเพศยังมีอยู่
“ขอให้พระเจ้าเป็นคนตัดสินเราแทนคุณได้ไหม คุณไม่ใช่พระเจ้าที่ต้องมาตัดสินเราในวันนี้”
ข้างต้นคือเสียงบอกเล่าจาก โซโล (นามสมมุติ)นักกิจกรรมขับเคลื่อนความหลากหลายทางเพศ วัย 34 ปี ผู้อาศัยอยู่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเคยประสบกับความรุนแรงทางเพศ เนื่องจากมีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศสภาพ
แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทย จะมีพัฒนาการด้านความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น ทั้งในมิติของกฎหมาย การรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานทางเพศ ไปจนถึงการถกเถียงเรื่องการใช้คำนำหน้าชื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ แต่ในขณะเดียวกันยังคงมีบางพื้นที่ที่การเป็นตัวเอง หรือการแสดงอัตลักษณ์ทางเพศยังถือเป็นเรื่องผิดบาปอยู่
“พวกเจ้าจะกระทำสิ่งชั่วร้ายผิดศีลธรรม ซึ่งไม่มีใครในโลกเคยกระทำกับเจ้ามาก่อนอย่างนั้นหรือ… พวกเจ้าเข้าหาเหล่าบุรุษด้วยตัณหา แทนที่จะเข้าหาสตรี แท้จริงแล้วเจ้าคือผู้ล่วงละเมิด” ซูเราะห์ที่ 7:80-81
แม้ว่าความเชื่อหลักของศาสนาอิสลาม ยังคงไม่ยอมรับความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างเพศเดียวกัน โดยมองว่าเป็นเรื่องผิดร้ายแรงและไม่สอดคล้องกับกรอบการสร้างครอบครัวตามประสงค์ของพระเจ้า
แต่ในมุมของโซโลผู้เคยถูกทำร้ายร่างกายเพียงเพราะเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ กลับมองว่าศาสนาไม่ใช่ต้นเหตุของความรุนแรง แต่ผู้คนที่ตีความและนำศาสนามาใช้กำหนดกรอบความผิดถูกภายในสังคม จนเกิดบทลงโทษที่นอกเหนือจากหลักคำสอนต่างหาก คือต้นเหตุของความรุนแรง The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับ LGBTQIA+ จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนักวิจัยระดับภูมิภาค ผู้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงอันเกิดจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่อาจแตกต่างไปจากที่อื่น ไปจนถึงความรุนแรงหรือบทลงโทษที่เกิดขึ้น เพียงเพราะมีอัตลักษณ์ที่ไม่ตรงกับกรอบชายหญิงที่สังคมคุ้นชิน จนหลายคนถูกตราหน้าว่าเป็น ‘คนบาป’
บทลงโทษที่ต้องเจอจากการเป็น LGBTQIA+
โซโลเป็นลูกชายคนแรกของบ้าน เติบโตมาในครอบครัวผู้นำศาสนา พ่อเป็นโต๊ะอิหม่ามและญาติหลายคนทำงานด้านศาสนา เติบโตมากับคุณยายและมีน้าชายอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เขาบอกว่า เริ่มรู้ว่าตัวว่าตัวเองเป็นเกย์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา
ในวัยเด็กเขาเข้าร่วมกิจกรรมพาเหรดกีฬาสีของโรงเรียน โดยได้แต่งตัวเป็นผู้หญิงครั้งแรก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ฝังใจเขาไปตลอดกาล
“พอกลับบ้านวันนั้น ผมถูกน้าจับแขนทั้ง 2 ข้าง แล้วพาไปห้อยไว้ที่บ่อน้ำลึกกลางบ้าน”
เขาอธิบายเพิ่มว่า บ้านเก่าในชุมชนมุสลิมมักมีบ่อน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งต้องใช้เชือกหย่อนลงไปตักน้ำขึ้นมา โซโลบอกว่าเขาไม่สามารถประเมินความลึกของบ่อได้แน่ชัด แต่รู้สึกว่าลึกมาก เพราะต้องใช้เชือกดึงน้ำขึ้นมา
ในมุมมองของเขาในวันนั้น เชื่อว่าครอบครัวอาจไม่ได้ตั้งใจให้เขาเสียชีวิต แต่ต้องการ ‘ทำโทษ’ เพื่อแก้ไขพฤติกรรม ทว่าสำหรับเด็กคนหนึ่ง เหตุการณ์นั้นคือความรุนแรงอย่างชัดเจน และเป็นประสบการณ์แรกๆ ที่ทำให้เขาตระหนักว่า การเป็นตัวเองอาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด
ถัดมาในระดับโรงเรียน โซโลมองว่า ความรุนแรงที่มีต่อเด็กผู้ชายที่เป็น LGBTQIA+ แทบไม่ต่างจากอดีต “เมื่อก่อนเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น” การบุลลี การใช้ความรุนแรงทางคำพูด และทางร่างกาย ยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ และบางกรณียิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
โซโลกล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง 300 คน พบว่า 36% เคยเผชิญความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของทั้งหมด เขาย้ำว่า ตัวเลขนี้ยังไม่รวมความรุนแรงรูปแบบอื่น เช่น การทำร้ายร่างกาย การประจาน การโกนศีรษะลงโทษ การบังคับวิ่งรอบสนาม หรือการกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน
“มีน้องๆ ที่เคยโดนล่วงละเมิดทางเพศจากคนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นจากครูสามัญ ครูสอนศาสนา รวมถึงรุ่นพี่ และระหว่างเพื่อนด้วยกันเอง ซึ่งเหยื่อบางคนถูกล่วงละเมิดจากคนถึง 10 คน ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นเรื่องเป็นปกติ แต่มันไม่ควรเป็นสิ่งปกติในบริบทของโรงเรียน และมีเด็กคนหนึ่งเล่าว่า เคยถูกรุ่นพี่ขังไว้ในห้องและใช้ไม้ช็อตยุงช็อตบริเวณปาก”
ขณะเดียวกัน ความรุนแรงหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเพศใดเพศหนึ่ง แต่ยังมีนักเรียนหญิงหรือทอมในโรงเรียนปอเนาะที่โดนกระทำเช่นกัน “ตอนเที่ยงต้องมีการละหมาดที่โรงเรียน มีน้องผู้หญิงเล่าว่า เคยบอกคุณครูว่าหนูเป็นเมนส์ ครูสอนศาสนาผู้หญิงบอกว่าฉันไม่เชื่อ เธอต้องเปิดให้ฉันดูว่าเมนส์เธอมาจริงหรือเปล่า ถามว่าควรไหมละ ต้องเปิดอวัยวะเพศให้ครูดูว่าประจำเดือนมาจริงไหม”
นอกจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแล้ว โซโลยังระบุว่า ความรุนแรงยังได้แผ่ขยายไปถึงระดับชุมชน โดยเมื่อไม่นานมานี้ เกิดเหตุการณ์ผู้นำท้องถิ่นทำร้ายร่างกายเด็กผู้ชายที่มีลักษณะตุ้งติ้งในงานกีฬาชุมชน โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 400-600 คน ซึ่งตอนนั้นโซโลได้พยายามพาเหยื่อเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอาผิดผู้นำท้องถิ่น
“แต่น้องกลับตอบว่า ขอไม่เข้าสู่กระบวนการเพราะกลัว ซึ่งบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นตลอด”
นอกเหนือจากพื้นที่การศึกษาและชุมชน โซโลยังสะท้อนว่า เด็กจำนวนหนึ่งถูกปลูกฝังให้เข้าใกล้ศาสนาเพื่อเป็น ‘คนที่สะอาดบริสุทธิ์’ แต่ในทางปฏิบัติเด็กที่เป็น LGBTQIA+ กลับถูกผลักไสจากพื้นที่ทางศาสนา ถูกห้ามเข้าร่วมพิธีกรรม ถูกบอกว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถูกประจาน หรือถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาป เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ
ชนาธิป ตติยการุณวงศ์นักวิจัยระดับภูมิภาค แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงอันเกิดจากการเลือกปฏิบัติทางเพศในปี 2024 พบว่า นักกิจกรรมจำนวนไม่น้อยเคยเผชิญการละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังเป็นผู้เยาว์
แนวโน้มที่พบมากคือ เด็กผู้ชายที่มีการแสดงออกทางเพศแตกต่างจากบรรทัดฐานของศาสนา มักถูกส่งเข้าเรียนในโรงเรียนศาสนาหรือ ‘ปอเนาะ’ ด้วยความเชื่อของบางครอบครัวว่า การเรียนในระบบดังกล่าวช่วย ‘ปรับเปลี่ยน’ เพศสภาพหรือเพศวิถีได้ อย่างไรก็ตามหลายคนสะท้อนประสบการณ์ว่า ต้องเผชิญการลงโทษทางร่างกาย เช่น ถูกโกนผม ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกประจานหน้าเสาธง ถูกขังไว้ในห้องส้วม หรือพื้นที่เก็บของเป็นเวลาหลายชั่วโมง
“เด็กๆ ที่เขาเข้าไปเรียน หลายครั้งจะเจอการลงโทษทางร่างกาย จากการที่แสดงออกว่าตัวเองมีความหลากหลายทางเพศ ถ้าใครดูตุ้งติ้งหน่อยก็จะโดน ซึ่งรูปแบบที่หลายๆ คนพูดถึงคือ การจับโกนผม การทุบตี อันนี้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นประจำจากครู
“สิ่งที่น่ากังวลคือ เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในรูปแบบคล้ายกัน แต่แทบไม่ถูกรายงานในที่สาธารณะ” ชนาธิปตั้งข้อสังเกตต่อการใช้ความรุนแรง
จากเหตุการณ์ความรุนแรงข้างต้น โซโลมักตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ความรุนแรงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงและเกิดซ้ำอยู่ตลอด แต่ทำไมสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นภาพข่าวใหญ่ หรือเพราะความรุนแรง บทลงโทษกลายเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่
“เราต้องอยู่หรือเป็นแบบไหนถึงจะปลอดภัย การซ่อนตัวตนจึงเป็นเครื่องมือของความปลอดภัย การเอาตัวรอด คือเราเหมือนต้องลดทอนความเป็นตัวเองบางอย่างเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย”
โซโลตั้งคำถามและอธิบายต่อว่า การเป็นตัวเองของแต่ละคนไม่เท่ากัน และบางบริบทจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยง เช่น ในพื้นที่ศาสนาหรือชุมชนที่ยังไม่เปิดกว้าง เขามองว่าการเป็นตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเข้าใจบริบทเพื่อความปลอดภัย และค่อยๆ ทำงานเชิงวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
ในอีกด้านหนึ่ง โซโลพยายามสื่อสารกับเยาวชนว่า การเป็นตัวเองสามารถทำได้ แต่ต้องเข้าใจจังหวะของสังคม เขาสนับสนุนให้แสดงศักยภาพผ่านความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นทักษะอาชีพหรือบทบาทในชุมชน มากกว่าทำให้ตัวตนทางเพศกลายเป็นจุดปะทะโดยตรง
เมื่อถามถึงบทบาทของภาครัฐในการเข้ามาช่วยเหลือ โซโลมองว่า รัฐมีความพยายามในการทำงานเพื่อดูแลเด็กและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จริงๆแต่สิ่งที่เขารู้สึกคือ ตัวเลขความรุนแรงเหล่านี้กลับตกสำรวจ
“กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอย่างที่เล่าไป คือเคสเหล่านี้ไปถึงรัฐหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะแทบไม่มีกรณีใดถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีตัวเลขที่ถูกบันทึกหรือส่งต่อเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการเลย
“เวลาถามว่ามี LGBTQIA+ ในพื้นที่ไหม เขาบอกว่าไม่มี ทั้งที่พวกเราก็อยู่กันเป็นพันคน จะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร เขาบอกไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นกับ LGBTQIA+ บอกว่าไม่มีตัวเลข แล้วจะไม่มีได้อย่างไร ในเมื่อเพื่อนเรายังโดนอยู่ น้องๆ เรายังโดนอยู่”
โซโลชี้ว่า สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่กลายเป็น ‘ตัวเลขตกสำรวจ’ และเมื่อไม่มีข้อมูลในระบบ แผนการช่วยเหลือระยะยาวหรือแนวทางเชิงโครงสร้างก็ไม่เกิดขึ้น กลายเป็นว่าการทำงานของภาครัฐอยู่ในลักษณะรอให้มีเคสเข้าสู่ระบบ แต่ไม่ได้ทำงานเชิงรุกเพื่อเก็บข้อมูล พอไม่มีเคสเข้ารายงานก็เสมือนว่าไม่มีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริงความรุนแรงยังดำเนินอยู่
อย่างไรก็ตาม โซโลย้ำว่า เขาไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่ารัฐไม่ทำงาน เพราะที่ผ่านมาเห็นถึงความตั้งใจและความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีจำนวนจำกัดและต้องรับผิดชอบงานจำนวนมาก
แค่ขยับออกจากชายแดนภาคใต้ คุณภาพชีวิตก็ต่าง
โซโลมองว่า ในมุมของคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทบไม่ก้าวหน้า บางช่วงเวลาดูเหมือนเวลานับถอยหลังด้วยซ้ำ
“แค่ขยับออกไปจากสามจังหวัด เช่น หาดใหญ่หรือสงขลา ก็เห็นความต่างชัดเจน พื้นที่อื่นก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ในบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การขยับตัวทำได้ยาก ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทุกการขยับมีความเสี่ยง”
โซโลยกตัวอย่างเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยระบุว่า ในพื้นที่ที่ใช้กฎหมายมุสลิม มีบางคู่รักที่เขาเป็นชาวมุสลิมเอง แต่ยอมรับในกฎหมายสมรสเท่าเทียม สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขาต้องเดินทางไปจดทะเบียนในจังหวัดอื่น ไม่สามารถทำในพื้นที่ของตนเองได้
“มันสะท้อนว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน หลายเรื่องที่พื้นที่อื่นทำได้ กลับกันในพื้นที่เรายังคงถอยหลังอยู่”
ขอให้พระเจ้าเป็นคนตัดสิน
โซโลกล่าวว่า ในหลักบัญญัติของอิสลามมีรายละเอียดชัดเจนว่าอะไรคือบาป อะไรไม่ใช่บาป ไม่ได้มีคำสอนใดที่เปิดทางให้ใช้ความรุนแรงหรือประจานผู้คน เพียงเพราะพวกเขามีความหลากหลายทางเพศ “ศาสนาไม่ได้บอกว่าถ้าเห็น LGBTQIA+ แล้วสามารถทุบตีได้” ทั้งนี้เขากล่าวว่า การลงโทษด้วยการล่วงละเมิด การทำร้าย หรือการทำให้อับอาย ล้วนเป็นการกระทำที่เกินเลยจากหลักการตักเตือนตามศาสนา
เขาสะท้อนว่า เด็กๆ ที่มาพูดคุยด้วยจำนวนมากไม่ได้ต้องการ ‘ต่อสู้’ หรือ ‘ต่อต้าน’ กับศาสนาหรือสังคม แต่พวกเขากำลังพิสูจน์ความสำเร็จ เพื่อให้ได้เป็นตัวเอง โดยเชื่อว่าในวันหนึ่งสังคมและศาสนาจะยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็นได้
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หลักการตักเตือนในศาสนาควรเป็นไปด้วยความหวังดีและไม่ทำให้ผู้ถูกตักเตือนเสื่อมเสียศักดิ์ศรี ไม่ใช่การประจานหรือใช้ความรุนแรง เมื่อเส้นแบ่งนี้ถูกก้าวล้ำ ผู้กระทำอาจกำลังกลายเป็นคนบาปเอง
โซโลยังเล่าต่อว่า สิ่งที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากเด็กในชุมชนคือ “ขอให้พระเจ้าเป็นคนตัดสินเราแทนคุณได้ไหม คุณไม่ใช่พระเจ้าที่ต้องมาตัดสินเราในวันนี้”
ความฝันที่เขาอยากเห็นในระยะใกล้นี้คือ การยอมรับกันในฐานะ ‘มนุษย์’ และอยากให้สังคมเป็นพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
“ถ้าใครเชื่อว่าเราผิด ก็ให้เป็นเรื่องระหว่างเรากับพระเจ้า”
เขาทิ้งท้ายว่า เยาวชนจำนวนมากไม่รู้สึกภูมิใจที่เป็น LGBTQIA+ และมีความคิดทำร้ายตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้นในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละชุมชน จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ปลอดภัย มีความเห็นอกเห็นใจกัน และมีความยุติธรรมที่เป็นรูปธรรม
“เราต้องการสังคมที่ไม่รุนแรงต่อกันได้ไหม เพราะว่าเหตุการณ์สังคมทุกวันนี้รุนแรงมากพอแล้ว ถ้าอ้างตามหลักศาสนา ช่วยทำตามที่หลักศาสนาบอกได้ไหม”
อ้างอิง
- https://multi.dopa.go.th/isab/news/cate2/view87
- https://www.youtube.com/live/c3uLtMews6Y?si=2ewdFx7Psjm8V5OT