รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด
“พีระพันธุ์” ลั่น ชีวิตเรา ไม่ใช่เกมของนักการเมือง เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ ย้ำจุดยืนพรรครทสช. ชูขาวสะอาด กล้ากำหนดชะตาชีวิตตัวเอง 8 ก.พ. เลือก “รวมไทยสร้างชาติ” เบอร์ 6 ไม่โกหกทั้งประเทศ”
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานอเวนิว โซน A ศูนย์การค้า MBK Center ในแคมเปญ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมแกนนำและผู้บริหารพรรค อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค ,นายวิทยา แก้วภราดัย ,นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง สองรองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตลำดับ 2 และ 3 ตลอดจนสมาชิกพรรคและผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 33 เขตกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยมีประชาชนที่หลั่งไหลเข้าร่วมรับฟังอย่างต่อเนื่องเต็มลาน
โดยนายนราพัฒน์ กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตรว่า เกษตรกรไทยยังยากจนจากต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่พึ่งพาการนำเข้าและผันผวนตามตลาดโลก จึงเสนอใช้ทรัพยากรในประเทศอย่าง “โพแทสเซียม” ให้เกิดประโยชน์ ตั้งเป้าลดราคาปุ๋ยไม่เกิน 500 บาท พร้อมชี้ว่าไทยมีก๊าซธรรมชาติสามารถผลิตยูเรียได้เอง ลดภาระต้นทุนเกษตรกร ส่วนข้าวเสนอพลิกจากการขายข้าวเปลือกเป็นการแปรรูปข้าวสาร โดยรัฐสนับสนุนการอบ สี บรรจุ และแพลตฟอร์มจำหน่ายทั่วประเทศ คาดดันราคาข้าวเปลือกคำนวณย้อนกลับได้ถึง 15,000 บาทต่อตัน เป็นการลงทุนตั้งต้นให้ระบบเดินได้เอง ลดการอุดหนุนซ้ำซ้อน นอกจากนี้ เสนอจัดทำโซนนิ่งการผลิต ใช้ Big Data เชื่อมข้อมูลพาณิชย์-เกษตร หนุน Young Smart Farmer เข้าถึงตลาดโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง และยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรอย่างยั่งยืน
ขณะที่นายอรรถวิชช์ กล่าวถึงผลงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน โดยระบุว่า แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่านักกฎหมายไม่เหมาะกับการดูแลด้านพลังงาน แต่ผลงานเชิงประจักษ์พิสูจน์แล้วว่า นายพีระพันธุ์ สามารถ “เปลี่ยนกติกา” ระบบไฟฟ้าไทย ด้วยการลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย ลดลงถึง 76 สตางค์ หรือราว 16% ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และส่งผลให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกว่า 270,000 ล้านบาท ส่วนระบบเครดิตบูโรของไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันเสรี ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสูงต่อเนื่องปีละกว่า 2 แสนล้านบาท แตกต่างจากต่างประเทศที่ใช้ระบบคะแนนเครดิต ส่งเสริมการแข่งขันด้านดอกเบี้ย และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นธรรมมากกว่า รวมถึงด้านการเกษตร ที่ประสบปัญหาปุ๋ยแพงคือผลของทุนผูกขาด โดยยอมรับว่า การต่อสู้กับทุนผูกขาดทำให้จำนวน สส. ของพรรคลดลงอย่างมาก แต่พรรคยังคงยืนหยัดบนหลักการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมประกาศว่าผู้สมัครของพรรคใน กทม. และทั่วประเทศ แม้ทุนไม่หนา แต่มี “หัวใจเต็มร้อย” พร้อมเดินหน้าชนโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างไม่ถอย
สำหรับจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอรรถวิชช์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการใช้งบประมาณจำนวนมากถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจของผู้ที่ผลักดันแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ตามกระบวนการ แต่การฉีกทิ้งทั้งฉบับถือเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในมิติความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากกฎหมายสูงสุดของประเทศอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะมีการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พร้อมย้ำว่าหลักการดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นคงของกฎหมายและระบบการเมือง พร้อมย้ำว่า รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ ต้องได้รับการแก้ไขผ่านวิวัฒนาการของตัวบทกฎหมายเอง โดยอาศัยนักการเมืองที่มีความเข้มแข็ง รอบคอบ และไม่ฉาบฉวย การปกป้องรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของทุกคน รวมถึงพรรคการเมือง การแก้ไขสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การล้มล้างทั้งระบบ
ด้านนายพีระพันธุ์ ปราศรัยประกาศจุดยืนทางการเมืองภายใต้แนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง” โดยย้ำชัดว่า การเลือกตั้งไม่ควรตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมทางการเมืองแบบเดิม ๆ ที่ใช้ความกลัวและยุทธศาสตร์ทางการเมืองมาชี้นำประชาชน ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองบางกลุ่มมักอ้างคำว่า “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” เพื่อบีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกตามเกมการเมืองที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นนักการเมืองที่ได้อำนาจ ได้ตำแหน่ง และได้งบประมาณ ขณะที่ชีวิตของประชาชนยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยได้รับคำตอบอย่างแท้จริงว่าเลือกแล้วจะได้อะไรกลับคืนมา พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงการเมืองแบบเลือกตามสี โดยชี้ว่าสุดท้ายสีที่ถูกชูขึ้นมาก็ถูกผสมจนกลายเป็นสีเดียวกัน และตั้งคำถามว่าสีที่อ้างความดีงามนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงสีย้อมผ้าหรือไม่ ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันจุดยืนชัดว่าเป็น “สีขาว” ที่ไม่สามารถย้อมด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์ ยึดมั่นในหลักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่จำเป็นต้องโหนกระแสหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคแรกที่กล้าพูดถึงนโยบายปากท้องของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการลดค่าไฟ ลดค่าครองชีพ และการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก่อนที่นโยบายเหล่านี้จะถูกพรรคอื่นนำไปใช้ตาม แต่กลับหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นสำคัญอย่างการลดราคาน้ำมันและค่าแก๊ส ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในชีวิตประจำวันของประชาชน ยกตัวอย่างช่วงการทำงานที่ผ่านมา ที่สามารถตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ได้ แม้ต้นทุนจะสูง แต่ไม่เคยผลักภาระให้ประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหลังจากพ้นตำแหน่งว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง และย้ำว่า “ยุทธศาสตร์ของประชาชน” คือการเลือกแล้วต้องเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากภาษีที่จ่ายไป ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของใครบางคน สำหรับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่หลายพรรคเพิ่งหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดในช่วงการเลือกตั้ง ทั้งที่ในอดีตไม่เคยให้ความสำคัญกับทหารหรือสถานการณ์ชายแดน พร้อมยืนยันว่า รวมไทยสร้างชาติไม่จำเป็นต้องโหนประเด็นนี้ เพราะได้ทำงานเคียงข้างทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และมีความผูกพันกับกองทัพมาโดยตลอด
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อถึงนโยบายพลังงานของพรรค ว่า นโยบายทั้งหมดเกิดจากประสบการณ์ทำงานทางการเมืองมากกว่า 30 ปี และการคลุกคลีกับปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าเข้าใจหัวอกของผู้ใช้แรงงาน คนหาเช้ากินค่ำ และประชาชนที่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงครอบครัว โดยย้ำว่า หากได้รับโอกาสจากประชาชนให้เข้าไปบริหารประเทศ และมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ จะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อีก 50 สตางค์ ให้เหลือเพียง 3.30 บาทต่อหน่วยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี นโยบายพลังงานของพรรคจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังประกาศจุดยืนเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ เพื่อคืนอนาคตให้บุตรหลาน ภายใต้นโยบาย “อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันที่สะสมมายาวนานในสังคมไทย ทั้งนี้ พรรคขอเสนอให้ ยกเลิกระบบสอบเข้า เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจได้โดยตรง ลดความเครียด ลดการเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง พร้อมชูแนวคิดใหม่ของพรรคคือ เรียนกี่ปีก็ได้ จบเมื่อพร้อม เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนไปพร้อมกับการช่วยครอบครัวทำมาหากินได้ โดยไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการศึกษา พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ไม่ใช่การเร่งให้จบตามเกณฑ์เวลา แต่คือการมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพื่อนำไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติในระยะยาว ดังนั้น จุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติ จะไม่เล่นเกมการเมือง ไม่ขายอุดมการณ์ และจะยืนหยัดทำการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง ประชาชนไม่ใช่หมากบนกระดานการเมือง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด
- แจกเงินล้านวันละ 9 คน ดร.เชน ยันเพิ่มภาษีแสนล้าน สุ่ม "ใบเสร็จ-บัตรประชาชน"
- “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงพิษณุโลก ขอแก้ปัญหาชาวบางระกำ ชูข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟ
- รทสช. ชิงเรตติ้งคนรักสัตว์ ชูนโยบาย "ทาสรักสัตว์เลี้ยง" 1 จังหวัด 1 รพ.สัตว์รัฐ
- “พีระพันธุ์”บุกฝั่งธนฯ ดัน “กวิน-ณรงค์ชัย” ชาวตลาดบางแคเชียร์แก้ปัญหาค่าแก๊สแพง
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath