โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ระเบียบโลกทรัมป์2.0ลดทอนสิทธิมนุษยชน

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 ก.พ. เวลา 21.27 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. เวลา 17.02 น.

ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย

เป็นประจำทุกปี “ฮิวแมนไรท์วอทช์” (Human Rights Watch: HRW) จะนำเสนอรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ฉบับล่าสุดคือ “World Report 2026” นำเสนอสถานการณ์ของปี 2025 บทความนี้สังเคราะห์ด้วยประเด็นระเบียบโลกทรัมป์ 2.0 ดังนี้

สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดหรือไม่:

รายงาน 2026 ให้ความสำคัญกับสหรัฐมาก ถึงขนาดตั้งคำถามว่า “สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดในโลก

ภาพ: สำนึกรักชาติเกิดขึ้นเมื่อชาติรัก

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

แบบทรัมป์หรือไม่” เพราะรัฐบาลทรัมป์คือพวกอำนาจนิยมที่คุกคามระเบียบโลกเดิม

สิทธิมนุษยชนที่เสื่อมทรุดสัมพันธ์กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐ สอดคล้องกับประชาธิปไตยอเมริกาที่ถดถอย

วิเคราะห์: ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง งานวิจัยหลายชิ้น ล้วนฟันธงว่าประชาธิปไตยสหรัฐถดถอย ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ต่างจากยุทธศาสตร์แม่บทเดิม (Grand Strategy) ที่ยึดถือมานาน ทรัมป์ 2.0 ในขณะนี้แรงกว่าเดิมมาก ตั้งใจทำลายระเบียบโลกเดิมและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ใหม่ (ระเบียบโลกใหม่) ที่สหรัฐได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดการค้าเสรีของ WTO และละเมิดสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

ความไม่เป็นประชาธิปไตยของสหรัฐไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มกราคม 2026 ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ย้ำว่าสหรัฐไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” กับรัฐบาลทรัมป์ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก

ที่สำคัญคือคำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย ทรัมป์พูดเองว่าบางคนเรียกเขาว่าเป็นจอมเผด็จการ (dictator) ที่ทรัมป์ตีความคำนี้หมายถึงการเป็น “ผู้นำที่เข้มแข็ง” (Strongman)

เรื่องนี้อาจตีความว่ารัฐบาลสหรัฐหลายชุดพยายามแก้ปัญหาสำคัญของชาติ แต่วิธีเดิมไม่สำเร็จ ทรัมป์ 2.0 จึงเลือกใช้แนวทางสุดโต่งดังปรากฏในขณะนี้ เช่น ส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมผิวขาว (white nationalist ideology) ที่ต่อต้านชนเชื้อสายอื่น คนผิวสี ลดคุณค่าแรงงานต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัย ถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) กระชับมิตรกับผู้นำอำนาจนิยมหลายประเทศ คว่ำบาตรองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับปาเลสไตน์ และคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่น่าคิดคือ คนในพรรครีพับลิกันไม่ต่อต้าน (บางคนอาจคัดค้านแต่เสียงอ่อน) สื่ออเมริกาเลี่ยงวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศแบบตรงๆ

ผลสำคัญอีกข้อคือ แต่ไหนแต่ไรรัสเซียกับจีนมีปัญหาสิทธิมนุษยชน บัดนี้เมื่อสหรัฐถดถอยเรื่องนี้ ทำให้ภาพของรัสเซียกับจีนดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐ หากจะวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่ากับแตะรัฐบาลสหรัฐไม่โดยตรงกับโดยอ้อม

ในอดีตรัฐบาลสหรัฐมักใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเล่นงานหลายประเทศ บัดนี้ทรัมป์ไม่ใช้เครื่องมือตามกลไกสหประชาชาติอีกแล้ว แต่อ้างกฎหมายของตัวเอง เช่น ส่งทหารบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลาพร้อมภริยาด้วยกฎหมายปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า บางประเทศพิพากษาลงโทษผู้นำประเทศอื่นด้วยตัวเอง ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิเคราะห์ว่า ถ้าสหรัฐไม่สนใจสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนโลกจะถดถอย เช่นเดียวกับประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระเบียบโลกเช่นนั้น และเห็นชัดว่าชาติตะวันตกหลายประเทศกำลังถอยห่างจากเรื่องดังกล่าว เมื่อบริบทโลกเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกที่การยึดถือสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ลดน้อยลง ความเป็นประชาธิปไตยลดลง อำนาจนิยมเฟื่องฟู

รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธรายงาน:

เนื่องจาก World Report 2026 มีประเด็นขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐมีส่วนทำลายเสาหลักประชาธิปไตยและบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนสากล สหรัฐจึงปฏิเสธรายงานดังกล่าว ชี้ว่าเนื้อหา “บิดเบือน” ผลสำคัญอีกข้อคือ สหรัฐเมินเฉยกลไกสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับการตรวจสอบจากภายนอก มองว่ารายงานจากองค์กรอย่าง HRW เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้เพื่อโจมตีอำนาจอธิปไตยของตน เป็นตลกร้ายทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่องนี้โจมตีรัฐบาลต่างชาติแต่กลับไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตนเอง หรือที่ทำต่อต่างประเทศ

ปัจจัยอิสราเอลมีส่วนสำคัญ แต่ไหนแต่ไรองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวโทษอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ประณามทุกปี เรื่องนี้เป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ (โดยเฉพาะภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน) กับองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch (HRW) ตึงเครียดมาก

ทั้งนี้เนื่องจากสองประเทศเป็นพันธมิตร รัฐบาลสหรัฐจึงพยายามขัดขวางการกล่าวโทษอิสราเอล อย่างเช่น คำว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เพื่อปกป้องพันธมิตร หวังลดกระแสต่อต้านชาวยิว (Antisemitism) ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากในการเมืองภายในของสหรัฐ

วิเคราะห์ในมุมมองระเบียบโลกใหม่:

ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อรายงานดังกล่าวสะท้อน America First 2.0 เปลี่ยนการยึดถือระเบียบโลกที่ยึดกติกาเสรีนิยม (Liberal Rules-Based Order) เป็นระเบียบโลกที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐ การเจรจาต่อรองทวิภาคี

ในแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐ “สิทธิมนุษยชน” ไม่เป็นกฎเกณฑ์สากลที่อยู่เหนือรัฐอีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ

ข้อนี้เป็นเหตุผลว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับ HRW กับ UN ตีความว่าพวกนี้พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ ขัดผลประโยชน์แห่งชาติ

ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังสร้าง สหรัฐให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากกว่าพันธมิตรที่ทำตามกฎหรือข้อตกลงเดิม

ท่าทีทรัมป์จะเปลี่ยนทันทีหากประเทศนั้นไม่ยอมทำตามที่ต้องการ หรือทำสิ่งที่ขัดกับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรเก่าแก่หรือไม่ ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกก็ชี้ว่านาโตมี 2 ปัญหาใหญ่ ข้อแรกคือ ล้าสมัยเพราะสถาปนาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 นาโตยังให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป ในขณะที่สหรัฐต้องเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ดังนั้น หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย

ทุกวันนี้เห็นชัดแล้วว่าทรัมป์ตั้งใจลดบทบาทองค์กรพหุภาคี (De-institutionalization) ต้องการรื้อทำลายระเบียบโลกเก่านั่นเอง เพื่อเปิดทางให้สหรัฐกำหนดมาตรฐาน สิทธิและความชอบธรรมขึ้นมาใหม่ตามเป้าหมายใหม่ ถ้าไม่นับมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้กับหลายสิบประเทศทั่วโลก Board of Peace (BoP) หรือคณะกรรมการสันติภาพที่กำลังก่อตั้งคือตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจน เบื้องต้นคือยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามในฉนวนกาซา ในอนาคตอาจขยายบทบาทไปสู่ความขัดแย้งอื่นๆ ทั่วโลก เป็นองค์กรระหว่างประเทศใหม่ที่กำลังก่อตัว ไม่อยู่ภายใต้กติกาสหประชาชาติ วิเคราะห์ได้ว่าเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทำเช่นนั้นเพื่อความอยู่รอด

สรุป:

ถ้าสังเกตให้ดี นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความเป็นมหาอำนาจ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนของสหรัฐมักไปในทิศทางเดียวกัน อาจตีความว่าเมื่อความเป็นมหาอำนาจถดถอย จึงทำให้ 2 เรื่องหลังถดถอยด้วย ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย

บทความนี้นำเสนอข้อมูลที่ชี้ว่าสิทธิมนุษยชนอเมริกาถดถอย ต้องมองอีกด้านว่าสิทธิมนุษยชนในอเมริกายังดีกว่าหลายสิบประเทศทั่วโลก คนย่อมมีความสุขเมื่ออยู่ในประเทศที่ความเป็นคนมีคุณค่า พลเมืองทุกคนได้รับความคุ้มครอง สำนึกรักชาติเกิดขึ้นเมื่อชาติรัก.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...