ชัยชนะของ ‘ภูมิใจไทย’ กระแส ‘ชาตินิยม’ ตัวช่วย
การเมืองไทยขยับไปอีกก้าวใหญ่ เมื่อผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ปรากฏออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยได้เสียง 193 ที่นั่ง พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง
ทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
แนวโน้มรัฐบาลที่จะชัดเจนมากขึ้นหลังจาก กกต.รับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ น่าจะเป็นการรวมตัวของรัฐบาลเสียงข้างน้อย
ได้แก่ ภูมิใจไทย, กล้าธรรม และพลังประชารัฐ บวกกับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำและดึงภูมิใจไทยมาร่วมรัฐบาล
ด้วยเหตุอะไรที่ทำให้ภูมิใจไทยชนะแบบคะแนนนำลิ่ว บทวิเคราะห์ของเว็บไซต์สื่อญี่ปุ่นวิเคราะห์ไว้น่าสนใจ
เว็บข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” พาดหัวข่าวว่า Thai election : What drove the ruling party’s surprising win? Nationalism and technocrat ministers help Anutin retain power หรือเลือกตั้งไทย : อะไรอยู่เบื้องหลังชัยชนะเหนือความคาดหมายของพรรครัฐบาล ?
และคำโปรยอีกบรรทัดว่า กระแสชาตินิยมและรัฐมนตรีสายเทคโนแครตช่วยให้นายกฯอนุทินรักษาอำนาจไว้ได้
นิกเคอิวิเคราะห์ประกอบทรรศนะจากผู้เกี่ยวข้องว่า ชัยชนะเกินคาดของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษนิยม ปัจจัยสำคัญคือกระแสชาตินิยมและความหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล
ทิ้งห่างพรรคประชาชน
จากผลสำรวจก่อนการเลือกตั้ง ทั้งสองพรรคมีคะแนนสูสีกัน และหลายฝ่ายมองว่าพรรคประชาชนเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
นิกเคอิอ้างความเห็นของ วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่าท่าทีของนายกฯอนุทินต่อกัมพูชา ช่วยเพิ่มความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ในกระแสชาตินิยม
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ได้รับคะแนนเสียงมากคือ มาตรการทางเศรษฐกิจในช่วงสามเดือนก่อนการยุบสภา โดยเฉพาะโครงการเงินอุดหนุนการจับจ่ายใช้สอยที่ได้รับความนิยม มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศ
นายกฯอนุทินให้คำมั่นว่าจะฟื้นโครงการดังกล่าว หากพรรคยังคงอยู่ในอำนาจ
การแต่งตั้ง “คนนอก” ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนความนิยม
ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง
ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็น รมว.พาณิชย์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็น รมว.การต่างประเทศ ทั้งสามคนเข้าร่วมการรณรงค์หาเสียงของพรรคภูมิใจไทย และนายกฯอนุทินให้คำมั่นว่า รมต.ทั้ง 3 คนจะยังคงดำรงตำแหน่งเดิมหากรัฐบาลได้ไปต่อ
“ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสามคนสร้างผลงานโดดเด่นหลายอย่างในเวลาอันสั้น เป็นที่ชื่นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น
และอีกยุทธวิธีที่ช่วยเสริมพลังให้พรรคภูมิใจไทย คือการชักชวนอดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีฐานเสียงแข็งแกร่งในพื้นที่มาเข้าพรรค
ขณะที่ความเห็นจากภาคธุรกิจ มีความมั่นใจมากขึ้นว่าประเทศไทยอาจมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น เปิดทางให้รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การเข้าสู่การเมืองด้วยจำนวน สส.ร่วม 200 เสียง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวขึ้นถึง 3.5% ในวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา
สะท้อนความหวังของนักลงทุนต่อความสงบทางการเมือง
ส่วน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความยินดีกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมระบุว่าภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีมีความสำคัญ เพราะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ส.อ.ท.สนับสนุนให้พรรคจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพื่อผลักดันนโยบายที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางของประเทศ
อย่างไรก็ตาม
แม้พรรคทำผลงานได้ดี แต่ยังไม่สามารถคว้าที่นั่งถึง 251 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดได้ ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม
ซึ่งนายอนุทินกล่าวผ่านรายการทีวีว่า จะตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่างมั่นคง เพื่อให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง
ส่วนในปัญหาความตึงเครียดกับกัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่ารัฐบาลจะสร้างกำแพงตามแนวชายแดนตามที่ได้ให้สัญญาไว้ระหว่างการหาเสียง และจะเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขั้นตอนในการจัด ครม. จะเริ่มต้นหลัง กกต.รับรองผลเลือกตั้ง แต่การเคลื่อนไหวเจรจารวบรวมพรรคต่าง ๆ เข้าเป็นรัฐบาลผสมปรากฏให้เห็น
ไฮไลต์ที่น่าติดตามคือ การประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และการประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯคนใหม่
ที่น่าจะเข้มข้นมากยังได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกร่างใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนทำให้เกิดการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 2568
และจะเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของการเมืองไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชัยชนะของ ‘ภูมิใจไทย’ กระแส ‘ชาตินิยม’ ตัวช่วย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net