โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กต.เชิญทูตอิหร่านชี้แจง เรือไทยออกจากฮอร์มุซหมดแล้ว

INN News

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 16.03 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. • INN News

จากกรณีเรือขนส่งสินค้าไทย MV Mayuree Naree (มยุรีนารี) เกิดเหตุระเบิดได้รับความเสียหายในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือไทยต้องอพยพออกจากเรือ ซึ่งเหตุการณ์นี้ มีเรือสินค้า 3 ลำ ถูกโจมตีด้วย “อาวุธไม่ทราบชนิด” ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน คือ เรือบรรทุกสินค้าติดธงชาติญี่ปุ่น และเรือบรรทุกสินค้าติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ที่ได้รับความเสียหายบางส่วนจากการโจมตี ขณะที่เรือไทยโดนหนักสุดทำให้สถานการณ์ความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ตึงเครียดขึ้นทันที แม้ว่าลูกเรือทั้งหมดจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย จากการปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพเรือโอมาน แต่ยังเหลือ อีก 3 ลูกเรือที่ติดค้างภายในเรือ

ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว และมอบหมายให้กระทรวงต่างประเทศ ประสานขอให้ทางประเทศโอมานเข้าไปช่วยเหลือ 3 ลูกเรือ เพราะการระเบิดเกิดขึ้นจากช่วงท้ายเรือ และผู้ที่เข้ากะอยู่ในห้องเครื่อง

โดยกองทัพเรือไทย พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ส่งข้อความตรงถึง พลเรือตรี ซาอีฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน กองทัพเรือ ยังคงมี ความห่วงใยต่อชะตากรรมของลูกเรือไทยอีก 3 คน ที่ยังตกค้างบนเรือ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือโอมาน ในการเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการพบและช่วยเหลือลูกเรือที่ยังตกค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด

ด้านพลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ เปิดเผยว่า จะเร่งตรวจสอบว่าการโจมตีเรือมยุรีนารี เกิดจากอาวุธชนิดใด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ของเรือสินค้าต่าง ๆ ของไทย

พร้อมระบุว่า การโจมตีที่เกิดขึ้น ย่อมสร้างความหวังวิตกและความอันตรายต่อการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะต้องประเมินในภาพรวมต่อไป ว่าคู่ขัดแย้งทั้งอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา จะมีท่าทีอย่างไรต่อไป ส่วน กองทัพเรือ และ ศรชล. จะต้องกำหนดมาตรการ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การเดินเรือสินค้าและคนไทยที่ปฏิบัติงานในบริเวณดังกล่าวปลอดภัย

กองทัพเรือ มีศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ภายใต้ ศปก.ทร ติดตามสถานการณ์ 24 ชั่วโมง และ จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยรับข้อมูลข่าวสารจากหลายแหล่ง และนำมาประเมินความเสี่ยง เบื้องต้นออกหนังสือเตือนเรื่องการเดินเรือไปตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และให้คำแนะนำหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

ขณะที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าถึงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าหารือข้อเท็จจริง และเตรียมหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน เพื่อขอบคุณการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ย้ำให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางและกลับสู่การเจรจา

โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อย้ำความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาคซึ่งทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอล สหรัฐฯ และการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งได้ก่อให้เกิดภัยคุกคาม ร้ายแรง ต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนในภูมิภาคและยังมีผลต่อประชาชนในภูมิภาคอื่นๆรวมถึงคนไทยอย่างเช่นกรณีลูกเรือไทยที่ประสบเหตุเมื่อวานนี้

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า ระบุว่า เรือสินค้าสัญชาติไทยทั้งหมดได้ออกจากพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซแล้ว และไม่มีเรือไทยตกค้างในพื้นที่

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...