โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ช่องแคบฮอร์มุซเดือด ‘เรือ 6 ลำ’ ถูกโจมตีภายใน 2 วัน ความเสี่ยงยังคงสูง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า เรือบรรทุกระเบิดของอิหร่านโจมตี เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในน่านน้ำของอิรัก ก่อให้เกิดไฟลุกไหม้ และมีลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย หลังจากมีรายงานเรือ 4 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย

ด้านเจ้าหน้าที่ท่าเรืออิรักรายหนึ่งเผยกับรอยเตอร์ว่า เรือที่ตกเป็นเป้าโจมตีในอ่าวเปอร์เซียใกล้อิรักเมื่อคืนวันพุธ (11 มี.ค.) ได้แก่ เรือSafesea Vishnu ที่จดทะเบียนภายใต้หมู่เกาะมาร์แชล และเรือZefyros ที่จดทะเบียนในมัลตา ซึ่งบรรทุกเชื้อเพลิงมาจากอิรัก

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงท่าเรือรายหนึ่งเผยว่า ได้กู้ร่างลูกเรือที่ชีวิตแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นร่างของลูกเรือลำใด

ฟาร์ฮาน อัล-ฟาร์ตูซี ผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัทท่าเรือแห่งรัฐของอิรัก (GCPI) กล่าวกับรอยเตอร์ว่า เรือของบริษัทท่าเรืออิรักได้ช่วยเหลือลูกเรือ 25 คน จากเรือสองลำที่ถูกโจมตีแล้ว

อัล-ฟาร์ตูซี บอกด้วยว่า ท่าเรือน้ำมันยุติการดำเนินงานทั้งหมดหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ในขณะที่ท่าเรือสำหรับการพาณิชย์ยังคงเปิดดำเนินการปกติ

มาห์มูด อับเดลวาเฮด ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก อ้างอิงเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง เผยว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำถือเป็นการก่อวินาศกรรม และละเมิดอธิปไตยอิรักอย่างโจ่งแจ้ง

ด้านศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักรรายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งถูกวัตถุไม่ทราบชนิดโจมตีในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ห่างจากเมืองเจเบล อาลี ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ไปทางเหนือ 64.8 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้เล็กน้อย แต่ลูกเรือปลอดภัยดี

ทั้งนี้ รายงานเกี่ยวกับการใช้เรือผิวน้ำไร้คนขับ (unmanned surface vessels) บรรทุกระเบิด ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ยูเครนเคยใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการทำสงครามกับรัสเซีย มีขึ้นในขณะที่อิหร่านปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน

ไม่นานมานี้กองกำลังพิทักษ์ปฏิบัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เคยเตือนเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วว่าอาจตกเป็นเป้าได้

รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธอ้างแหล่งข่าวสองราย เผยว่า อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดสิบกว่าลูกในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกล่าวว่า กองทัพสหรัฐโจมตีเรือวางทุ่นระเบิดอิหร่านได้ 28 ลำ หลังทรัมป์เคยเตือนไว้ว่า หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกอีก จะเกิดผลกระทบร้ายแรงตามมา

เรือไทยเจ็บหนักกว่าเพื่อน

เรือเหล่านั้นไม่ใช่เรือกลุ่มแรกที่ถูกโจมตี เพราะก่อนหน้านี้มีเรือ 3 ลำถูกโจมตี รวมถึงเรือของไทยด้วย

บริษัท Precious Shipping เจ้าของและบริษัทบริหารจัดการเรือมยุรี นารี ที่ถูกโจมตีเมื่อวันพุธ ระบุในแถลงการณ์ว่า ลูกเรือสูญหาย 3 คน และคาดว่าอาจติดอยู่ในห้องเครื่องยนต์ บริษัทกำลังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือลูกเรือที่สูญหายและเสริมว่าลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ 20 คน ได้รับการอพยพอย่างปลอดภัย และตอนนี้อยู่ในโอมาน

นอกจากนี้ ในวันพุธยังมีเรือ ONE Majesty ที่จดทะเบียนในญี่ปุ่นถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด ขณะจอดทอดสมออยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ห่างจากเมืองราส อัล-ไคมาห์ ในยูเออีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 46 กิโลเมตร แต่ได้รับความเสียหายเล็กน้อย และลูกเรือปลอดภัยทั้งหมด

เรือลำดังกล่าวเป็นเรือของบริษัทญี่ปุ่น Mitsui OSK Lines และตัวเรือยังคงใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมเดินเรือ เจ้าของเรือบอกว่า สาเหตุของการโจมตียังไม่ชัดเจนและอยู่ระหว่างสืบสวน

เรืออีกลำที่ถูกโจมตีก็คือ เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ Star Gwyneth ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะมาร์แชลล์ มีความเสียหายบริเวณระวางบรรทุกสินค้า แต่ลูกเรือไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ และเรือไม่เอียง

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า กองทัพเรือสหรัฐ ปฏิเสธคำขอจากอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าที่ต้องการเรือคุ้มกันทางทหารผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบทุกวัน นับตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่าน เนื่องจากพื้นที่มีความเสี่ยงถูกโจมตีสูงเกินไปในขณะนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...