โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศรีจันทร์โตแรง ยอดขายทะลุ 2,000 ล้าน หลังดึง ‘แบมแบม GOT7’ เสริมพลัง ปั้นแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

THE STANDARD

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 12.46 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 12.46 น. • thestandard.co
ศรีจันทร์โตแรง ยอดขายทะลุ 2,000 ล้าน หลังดึง ‘แบมแบม GOT7’ เสริมพลัง ปั้นแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

“เปิดต้นปีมาอุตสาหกรรมความงามและสกินแคร์ยังมีแนวโน้มเติบโต แม้อัตราการเติบโตอาจไม่สูงเท่าช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 3-4% จากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสกินแคร์ที่ยังเติบโตได้เร็วกว่ากลุ่มสินค้าอื่นๆ” รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าว

Skin Health และ Anti-Aging ดันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดโตมาจากเทรนด์ด้าน Skin Health ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการมีผิวโกลว์สุขภาพดี ควบคู่กับศาสตร์ด้าน Anti-Aging ขณะเดียวกัน เอเชียก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Trend Setter สำคัญของกระแสความงามดังกล่าวในระดับโลก

ในส่วนของศรีจันทร์ ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติไทยนั้น ที่ผ่านมาได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลักอยู่ใน 3 หมวด ได้แก่ เมคอัพ, ครีมกันแดด และสกินแคร์ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มขยายตลาดสกินแคร์อย่างจริงจัง และกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เติบโตเร็วสุด และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี

ปัจจัยดังกล่าว มีส่วนทำให้ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์มียอดขายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยกลุ่มสินค้าที่เติบโตสูงที่สุดคือสกินแคร์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตถึง 50-60% สูงกว่าภาพรวมตลาดที่เติบโตเพียง 34%

รวิศยอมรับว่า ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ดังนั้นผู้เล่นในตลาดจำเป็นต้องคิดสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้ผู้บริโภคอาจไม่ได้ต้องการการตลาดที่หวือหวาหรือเวอร์วังมากนัก แต่แบรนด์จำเป็นต้องมีลูกเล่นและไอเดียใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมมองของหลักการตลาดไม่ได้ซับซ้อน เพียงแค่ต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคชื่นชอบอะไร และพยายามนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในจุดที่ผู้บริโภคสนใจให้ได้

เปิดไลน์สกินแคร์ใหม่ ใช้ Vegan PDRN จากดอกคามิลเลีย

สำหรับทิศทางในระยะต่อไป ศรีจันทร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด โดยล่าสุดได้นำนวัตกรรม Vegan PDRN ซึ่งเป็นสารสกัด DNA จากดอกคามิลเลีย มาพัฒนาเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย เจลโฟม, เจลครีม, น้ำตบ และเซรั่ม โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย

ดึง ‘แบมแบม GOT7’ สร้างพลังแบรนด์ระดับโลก

ในด้านการทำตลาด บริษัทได้เลือกใช้ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ แบมแบม หนึ่งในสมาชิกวงเคป๊อป GOT7 มารับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อช่วยสื่อสารแบรนด์สู่ผู้บริโภค

รวิศมองว่า แบมแบมมีพลังของความเป็น Global Superstar สูง ซึ่งสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูมีความเป็นสากลมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนยอดขาย ควบคู่ไปกับการสร้าง Engagement กับกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวศิลปินและฐานแฟนคลับมีส่วนช่วยโปรโมตแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การทำการตลาดในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคชื่นชอบแบรนด์ที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และไม่โอ้อวดเกินจริง

เทรนด์ใหม่ สกินแคร์ต้องง่ายและเร็ว

ขณะเดียวกัน เทรนด์ความงามในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มจะมุ่งไปสู่การดูแลผิวแบบองค์รวมมากขึ้น โดยการดูแลผิวจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทาครีมเท่านั้น แต่จะครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การรับประทานอาหาร การนอนหลับที่มีคุณภาพ การลดความเครียด ไปจนถึงการดูแลสุขภาพโดยรวม

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับขั้นตอนการใช้สกินแคร์ที่มีหลายขั้นตอน จึงหันมามองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย ใช้ขั้นตอนน้อยลง หรือสามารถดูแลผิวได้ภายในเวลาเพียงประมาณ 10 นาทีในช่วงเช้า ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่ผู้เล่นในตลาดต้องพร้อมปรับตัวให้ทัน

นอกเหนือจากตลาดในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของศรีจันทร์ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์มีการส่งออกไปจำหน่ายในประมาณ 5-6 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน และลาว โดยสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 5% ของยอดขายรวม แม้ว่าตลาดเครื่องสำอางในญี่ปุ่นและจีนจะมีการแข่งขันสูงก็ตาม

แต่กระแส T-Beauty หรือสินค้าความงามจากประเทศไทยเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคต่างชาติมองว่า หากเครื่องสำอางไทยสามารถทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นของประเทศไทยได้ ก็ย่อมสามารถใช้งานได้ดีในประเทศอื่นเช่นกัน โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ ได้แก่ แป้ง และเจลครีม

สำหรับแผนการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ บริษัทจะยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวจำเป็นต้องใช้เวลาในการเจรจา โดยในอนาคตบริษัทมีความสนใจขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความท้าทายปีนี้ ‘กำลังซื้อชะลอ ต้นทุนเพิ่ม’

ในด้านความท้าทายของปีนี้ รวิศมองว่า ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายโดยรวมชะลอตัวลง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเดินเรือที่ทำได้ยากขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

ท้ายที่สุด รวิศยังเปิดเผยถึงแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า อาจต้องเลื่อนออกไปก่อน เพื่อรอจังหวะของสภาพตลาดที่เหมาะสม โดยในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้านและโครงสร้างองค์กรเป็นหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...