โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (5)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (5)

ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และแบบจำลองสังคมสยามในสถานทูตสยามที่ปารีสสร้างความเหลื่อมล้ำและกดดันแก่ข้าราชการสถานทูตและเหล่านักเรียนไทยเป็นอย่างมาก ดังที่พระสารสาสน์ฯ ประจักษ์อันทำให้เขาตัดสินใจผันตัวเองออกจากนักการทูตในฝรั่งเศสกลายมาเป็นนักปฏิวัติ ผู้มุ่งปฏิวัติสยามให้เป็นประชาธิปไตยให้จงได้

วิพากษ์ระบอบเก่า

หลังจากพระสารสาสน์ฯ เลขานุการสถานทูตสยามในปารีสลาออกจากกระทรวงการต่างประเทศ (2471) แล้ว เขาเดินทางไปมาอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อชักชวนให้นักเรียนร่วมมือในการปฏิวัติโดยผ่านหนังสือเล่มเล็กทางการเมือง (pamphlet) ที่เขาเขียนขึ้นในปี 2473 ในรูปจดหมายทางการเมืองแจกจ่ายจำนวนจำกัดในกลุ่มนักเรียนไทยในฝรั่งเศสและอังกฤษ ในหนังสือการเมืองเล่มเล็ก รวมทั้งเขาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ในสยามที่เผยแพร่ไปทั่วถูกตัดและปิดในสมุดติดข่าวของเหล่าปัญญาชนชาวสยาม

ราษฎรกับพระปกเกล้าฯ ก่อนการปฏิวัติ 2475

สังคมนิยมโดยรัฐ

หากประเมินความคิดทางเศรษฐกิจของพระสารสาสน์ฯ อาจจัดได้ว่า เขาเป็นพวก สเตทโซชะลิสต์ (State Socialist) หรือสังคมนิยมโดยรัฐ ดังตัวอย่างความคิดที่เขาเสนอไว้ในกรุงเทพฯ เดลิเมล์ ดังเช่นเรื่อง “หัวข้อบางประการที่น่าจะเป็นอุปกรณ์ให้กรุงสยามก้าวหน้าขึ้นสู่ความเจริญสูง” โดย “ความเห็นเอกชน 555 ตีพิมพ์ระหว่างเดือนพฤษภาคม 247-มกราคม 2472 เขาได้เริ่มต้นการเสนอความเห็นด้วยการกล่าวว่า “รัฐบาลก็ปุถุชนย่อมให้ชมมากกว่าติ แต่ถ้าติเข้าเรื่อง ผู้มีสติสัมปชัญญะย่อมไม่โกรธ แต่ไม่ชอบอยู่นั่นเอง” ตลอดเวลาประมาณ 9 เดือนที่เขาเสนอความเห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์สามารถสรุปได้ดังนี้

เขาเห็นว่า รัฐบาลสยามควรสร้าง “สนามการค้า” หรือการมีนโยบายส่งเสริมการค้าและอุตสาหกรรม เขาวิเคราะห์ถึงปัญหาการส่งเสริมอุตสาหกรรมในสยามว่า ที่ผ่านมา สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงมุ่งขั้นที่ 1 คือ “การเพาะความนิยมรับราชการ” เท่านั้น เขาเห็นว่าในเวลานั้น “คนไทยแต่เดิมนิยมรับราชการหากไม่ทำถือว่าไม่รักชาติ” ดังนั้น คนมีปัญญาจึงเข้าไปอยู่ในราชการทั้งสิ้น เขาเห็นว่า สยามถึงเวลาก้าวสู่ขั้นที่ 2 ด้วยการส่งเสริมให้คนไทยเป็นพ่อค้าได้แล้ว โดยรัฐต้องสร้าง “สนามการค้า” ให้กับพลเมือง เขาวิจารณ์ว่า ” (คนชั้นสูงชอบวิจารณ์ว่า) คนไทยไม่มีอินนิเชียทีฟ (แต่เขากลับเห็นว่า) คนไทยก็คน ชาติอื่นก็คน ที่ชาติอื่นดีกว่าเพราะเหตุมีการลงมือทำจริงต่างหาก มิใช่นิสัยคนไทยนั้นสู้ชาติอื่นไม่ได้เลย (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ 8พฤษภาคม 2471)

ภาพเสียดสีการทำนาบนหลังคนของระบอบเก่า ศรีกรุง 10 สิงหาคม 2474 เครดิตภาพ : Matthew Copeland

รัฐต้องจัดให้มีการประกันสังคม

เขาเห็นว่ารัฐควรจัดตั้งการประกันภัย (อินชัวรันส์) ในด้านการประภัย การประกันวินาศภัย การประกันชีวิต ประกันความเจ็บป่วย ประกันชราภาพ ประกันทุลพลภาพ โดยรัฐบาลต้องทำเพื่อทำให้เกิดรายได้และทำให้พลเมืองมีความมั่นคง

สำหรับการประกันความเจ็บป่วยนั้น รัฐควรบังคับให้นายจ้างประกันความเจ็บป่วยให้กับลูกจ้างทุกคน ให้ครอบคลุมการรักษาพยาบาล การได้รับเงินเลี้ยงชีพระหว่างป่วย การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะทำให้โจรผู้ร้ายลดลงและเป็นการช่วย “ผู้หาเช้ากินค่ำ” ตลอดจนควรมีการประกันภัยเด็ก เช่น การประกันค่าใช้จ่ายในการตั้งครรภ์และคลอด เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพลเมือง (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ 11 มิถุนายน 2471)

ตั้งรัฐวิสาหกิจ

เขาเสนอให้รัฐเข้าประกอบการทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดทำน้ำประปา ไฟฟ้า การสื่อสาร การคมนาคม อุตสาหกรรม โรงงานกระดาษ ยาสูบ สบู่ กระจก เครื่องแก้ว บุหรี่ ไม้ขีดไฟ อาหารกลัก (อาหารกระป๋อง) ตะปู เหล็ก ถ้วยชาม อาวุธ เครื่องเขียน เพชร ไหม เชือกป่าน และให้กระจายโรงงานอุตสาหกรรมไปตั้งตามหัวเมือง เขาเห็นว่า เหตุที่รัฐควรทำเพราะจะเป็นการป้องกันนายทุนต่างชาติ (foreign capitalist)เข้ามาประกอบการ แต่รัฐอาจเปิดโอกาสให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้ (foreign capital) ด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศหรือออกพันธบัตรกู้เงินพลเมืองด้วยการกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนพร้อมมีดอกเบี้ย (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 19 มิถุนายน 2471)

รัฐควรลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางบกและทางน้ำ เขาเห็นว่าเมื่อเสนอให้รัฐมีวิธีการหารายได้แล้ว สมควรที่จะเสนอให้รัฐใช้เงินให้เป็นประโยชน์ต่อพลเมือง เช่น การสร้างถนน เขาประเมินว่าขณะนั้นการคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ กับหัวเมืองนั้นประหนึ่ง “อยู่กันคนละทวีป” มีแต่เพียงทางน้ำเท่านั้น ไม่มีทางหลวงเชื่อมระหว่างจังหวัด ทำให้การค้า การศึกษา สาธารณสุข ขยายตัวไม่ได้ ดังนั้น เขาเสนอให้รัฐตัดถนนระหว่างจังหวัดในภาคเหนือ ภาคใต้ โดยสายเหนือ และภาคตะวันออก (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2471)

ให้สร้างเมืองท่าขึ้นในสยาม นอกจากการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ทั้งแม่น้ำลำคลองและการสร้างเมืองท่า เพื่อให้การขนส่งมีต้นทุนต่ำ เขาเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนสร้างเมืองท่า (Port Trust) เพื่อการส่งเสริมการขนส่งระหว่างประเทศ สยามควรมีการสร้างเมืองท่าขนาดใหญ่ขึ้น เขาเห็นว่า การเสนอแนวความคิดเหล่านี้นั้นไม่เป็นที่พอใจของพวกคอนเซอร์เวทีฟที่ “เห็นดอกบัวเป็นกงจักร มิใช่กงจักรเป็นดอกบัว” เขาวิเคราะห์ว่าสยามมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การเป็นเมืองท่า แต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสยามจึงปล่อยให้อังกฤษ ฝรั่งเศส ยึดชัยภูมิการสร้างเมืองท่าไปจากสยาม แทนที่ผู้ปกครองของสยามควรตื่นตัว

โรงเรียนฝึกหัดขายของ ตั้งโดยภาคเอกชน ช่วงทศวรรษ 2470
โรงเรียนฝึกหัดขายของ ตั้งโดยภาคเอกชน ช่วงทศวรรษ 2470
โรงเรียนฝึกหัดขายของ ตั้งโดยภาคเอกชน ช่วงทศวรรษ 2470
โรงเรียนฝึกหัดขายของ ตั้งโดยภาคเอกชน ช่วงทศวรรษ 2470

อุปสรรคของความเจริญในสยาม

เขาเห็นว่า ที่ผ่านมาแทนที่ผู้มีอำนาจในสยามจะมุ่งสร้างความเจริญให้สยามแต่กลับ “กดขี่กันเอง ข่มเหงกันเอง อิจฉาฤษยากันเอง แกล้งกันเอง รังแกกันเอง ปั้นยศปั้นอย่างอวดกันเอง ยอยศกันเองดูเป็นทารกแท้ๆ” ไม่แต่เพียงรัฐบาลสยามไม่มีความคิดที่จะพัฒนาประเทศเท่านั้น “แต่กลับไปอุดหนุนโคโลนีของอังกฤษด้วยการใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เป็นเมืองท่าของสยาม ดูประหนึ่งว่า สยามเหมือนอาฟกานิสถานที่ไม่มีทางออกทางทะเล”

เขาเห็นว่าการที่รัฐบาลสยามไม่คิดพัฒนาประเทศตนเองให้มีท่าเรือแต่กลับไปใช้ท่าเรือของสิงคโปร์ในการขนส่งทำให้สยามเสียค่าใช้จ่ายสูงทำให้สินค้ามีราคาแพง และผู้ที่แบกรับราคาสินค้าแพงคือพลเมืองที่ต้องเสียภาษีทางอ้อม

ดังนั้น หากรัฐบาลทำเมืองท่าจะช่วยทำให้สินค้าในสยามมีราคาถูกลง และจะทำให้สยามสามารถพึ่งตนเองได้ในยามที่วิกฤต เช่น การเกิดสงครามขึ้นและอังกฤษไม่ให้ใช้เมืองท่าแล้วสยามจะลำบาก เขาได้เสนอให้แนวทางแก้ปัญหาไว้ 3 ทาง คือ การขุดคอคอดกระ การสร้างท่าเรือที่กันตังแล้วขนสินค้าด้วยรถไฟมายังกรุงเทพฯ และการสร้างท่าเรือที่กรุงเทพฯ โดยขุดสันดอนที่ปากน้ำให้ลึกเพื่อรับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ วันที่ 4, 5, 13, 20 สิงหาคม 2471)

นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวความคิดที่ก้าวหน้ามากคือ การเก็บภาษีมรดกสำหรับการปรับปรุงรายได้ของรัฐ เขาเสนอว่า ควรมีการเก็บ “อากรมรฎก” และ “อากรรายได้” โดยให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีมรดก หรือเขาเรียกว่า “อากรมรดกของผู้ตาย (death duties) หรือมรฎกภาคหลวง” ความคิดของเขาเป็นเช่นไร ติดตามในตอนหน้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (5)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...