ชูนโยบาย Custom Quick Big Win ปรับองค์กรให้ทันสมัย-มีศักดิ์ศรี-สง่างาม
“เป้าหมายของผมคือ การผลักดันให้กรมศุลกากรเป็นมากกว่าผู้อำนวยความสะดวกทางการค้า โดยอยากให้เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการค้า เพราะหากทำให้การค้าเกิดขึ้นได้อย่างสะดวก ก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย ซึ่งผมมีสโลแกนคือ ศุลกากรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใส่ใจสังคม”
กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานที่มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 151 ปี โดยได้ปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกนั้นบทบาทหลักของกรมศุลกากรคือ การจัดเก็บรายได้ และต่อมาได้เพิ่มบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลที่ดีหรือการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางศุลกากร
สำหรับปัจจุบันภายใต้การนำของ พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร คนที่ 43 รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า สิ่งที่ตั้งใจจะทำในการรับตำแหน่งครั้งนี้คือการเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้สอดคล้องกับประเทศพัฒนาแล้ว คือการผลักดันกรมศุลกากรไปสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการค้า (Trade Enabler)
“เป้าหมายของผมคือ การผลักดันให้กรมศุลกากรเป็นมากกว่าผู้อำนวยความสะดวกทางการค้า โดยอยากให้เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการค้า เพราะหากทำให้การค้าเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย ซึ่งผมมีสโลแกนคือ ศุลกากรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใส่ใจสังคม”
เดินหน้านโยบาย
Custom Quick Big Win
พันธ์ทองกล่าวว่า กรมศุลกากรเป็นองค์กรที่อยู่มาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศใน 2 ด้าน คือ
1. ด้านเศรษฐกิจ คือ การทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้เกิดการค้า ผ่านการใช้มาตรการทางศุลกากร และดูแลการนำเข้าส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ
“กรมศุลกากรดูแลการค้าระหว่างประเทศมูลค่าสูงถึงปีละ 22 ล้านล้านบาท มีสินค้าผ่านเข้าออกผ่านตู้คอนเทนเนอร์ 13 ล้านตู้ต่อปี ไม่รวมในรูปแบบกล่องอีกกว่า 100 ล้านกล่องต่อปี แสดงว่า เราเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการนำเข้าส่งออก”
ขณะที่นอกจากทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนการค้าแล้ว ยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดเก็บรายได้ โดยสามารถจัดเก็บภาษีได้ถึง 600,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแบ่งเป็นภาษีอากร 120,000 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) อีก 370,000 บาท และมีในส่วนที่จัดเก็บแทนหน่วยงานอื่นอีกประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้จำนวน 600,000 ล้านบาทนี้ คิดเป็น 20% หรือ 1 ใน 5 ของรายรับของประเทศไทย 3 ล้านล้านบาท
2.ด้านสังคม คือ การทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตู (Gate Keeper) ในการดูแลสินค้าที่ผ่านเข้าออกประเทศเพื่อปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย
พันธ์ทองกล่าวต่อว่า จากบทบาทดังกล่าว หลังจากเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จึงได้ประกาศเดินหน้านโยบาย Custom Quick Big Win โดยดำเนินการภายใต้บทบาทหลัก 3 ด้าน ดังนี้
- Trade Enabler การใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า โดยกรมศุลกากรจะมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางศุลกากร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการค้า โดยเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า-ส่งออก ปรับกระบวนการตรวจสินค้าสู่มาตรฐานสากลเพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่สุจริต เร่งคืนภาษี เงินวางประกัน และเงินชดเชย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจ
- Social Protector การปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย โดยกรมศุลกากรจะดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทุ่มตลาด สินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
- Revenue Collector การจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างเป็นธรรม โดยกรมศุลกากรจะปรับมุมมองในการจัดเก็บภาษี จากเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะการจัดเก็บอากร ไปสู่การจัดเก็บภาษีทุกประเภทอย่างครบถ้วน พร้อมกันนี้ จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากร แต่ยังต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการพิจารณายกเลิกการกำหนด De minimis value เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการและเพิ่มรายได้ของรัฐอย่างมั่นคง
“เป้าหมายของกรมศุลกากรคือ สนับสนุนให้เกิดการค้าขายมากขึ้น โดยผมเริ่มต้นจากการเปลี่ยน Mindset ของคนศุลกากรว่า อย่ามองว่าการค้าขายจะเกิดการทุจริต เราต้องยึดหลักการว่า ต้องทำให้เกิดการค้าขึ้นให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปจับคนทุจริต”
เปิดมาตรการเร่งด่วน
เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือน
พันธ์ทองกล่าวว่า สำหรับมาตรการที่กรมศุลกากรได้ดำเนินการภายใต้นโยบาย Custom Quick Big Win ที่ตั้งเป้าให้เกิดขึ้นได้จริงใน 4 เดือน ได้แก่
1.ด้านเศรษฐกิจ
- การทำถ่ายลำอิเล็กทรอนิกส์ (E-manifest) มาตรการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อลดความยุ่งยากในการถ่ายลำสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยเปลี่ยนจากการใช้ใบขนสินค้าและเอกสาร มาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
“ที่มาของโครงการนี้คือ เรามีข้อสังเกตว่า ปกติแล้วการขนส่งถ่ายลำตามท่าเรือต่างๆ ไม่ได้นำของเข้าประเทศ แต่ยังมีขั้นตอน มีใบขนสินค้าที่ยุ่งยาก เราจึงมาทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ง่ายขึ้น และเป็นอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้า”
- การปฏิรูประเบียบเงินรางวัลนำจับ โดยเสนอให้ยกเลิกรางวัลนำจับสำหรับผู้บริหารระดับสูงของกรมศุลกากรตั้งแต่ระดับ 9 ขึ้นไป รวมถึงอธิบดีด้วย เนื่องจากเรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดความคัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) ขณะที่ยังเป็นประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สหรัฐฯ ได้เคยทักท้วงด้วย โดยการจ่ายเงินรางวัลนำจับในปัจจุบันสูงถึงหลายร้อยล้านบาทต่อปี
“ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ค้างคามานานกว่า 100 ปี มีมาตั้งแต่ปี 2469 ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากผู้บริหารสามารถสั่งคดีและได้รับส่วนแบ่งเงินรางวัลเอง ผมจึงเสนอระเบียบเงินรางวัลใหม่ไปที่กระทรวงแล้ว โดยผู้บริหารระดับสูงรวมถึงตัวผมเองซึ่งได้เงินส่วนนี้มากที่สุดจะไม่ได้รางวัลนำจับอีกต่อไป ผมสัญญากับประชาคมว่าเรื่องนี้จะสำเร็จอย่างแน่นอน คาดว่าจะเริ่มในเดือนมกราคม 2569”
- ทำให้พื้นที่ลาดกระบังสามารถทำการส่งออกได้ ซึ่งในอดีตอาจมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร โดยเป้าหมายคือการทำให้พื้นที่นี้ทำหน้าที่คล้ายกับ Inland Port เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ
- การจัดเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท เป็นนโยบายที่มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางการค้าระหว่างสินค้าในประเทศกับสินค้าต่างประเทศ และช่วยให้ SMEs สามารถแข่งขันได้ มาตรการนี้จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งนี้ คาดว่าจะเพิ่มรายได้ภาษีอย่างน้อยปี ละ 3,000 ล้านบาท โดยอ้างอิงจากหากเก็บภาษีเฉลี่ย 10% ของมูลค่าของที่ต่ำกว่า 1,500 บาท ที่เข้ามาในประเทศในปีที่ผ่านมาจำนวน 30,000 ล้านบาท
“ทุกวันนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าราคาถูกโดยตรงมายังผู้บริโภค ดังนั้น เราจึงจะเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าตั้งแต่ 1 บาทแรก นโยบายนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ และทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์”
โดยกรมศุลกากรได้ลงนามความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแฟลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศรายใหญ่ เพื่อให้กรมศุลกากรมีข้อมูลเรื่องจำนวนและราคาสินค้าที่ผ่านเข้ามาในประเทศ ขณะที่แพลตฟอร์มที่ร่วมลงนามแล้วจะได้ประโยชน์ในเรื่องการบริการที่รวดเร็วขึ้น
“สิ่งที่แพลตฟอร์มจะได้คือ การได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น เช่น หากของมาถึงแล้วไม่มีข้อมูลมาให้กรมศุลกากรอาจต้องใช้เวลาตรวจนานขึ้น ขณะที่เรื่องความเป็นธรรมนอกเหนือเรื่องของต้นทุนผู้ประกอบการจากต่างประเทศจะสูงขึ้นแล้วยังมีเรื่องของความรวดเร็วในการจัดส่งด้วย ถ้าซื้อของจากผู้ประกอบการในประเทศอาจจะได้ของเร็วกว่า”
2.ด้านสังคม จะมีการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น เน้นไปที่การทำน้อยแต่ได้มาก โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (Data) มาวิเคราะห์เพื่อสุ่มตรวจตู้สินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ แทนการสุ่มตรวจแบบไร้ทิศทาง
“ด้วยปริมาณสินค้ามหาศาลกว่า 13 ล้านตู้ต่อปีทำให้เราไม่สามารถเปิดตรวจได้ทุกตู้ เราจึงจะใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาสุ่มตรวจโดยเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เห็นผลการปราบปรามที่มีรูปธรรม”
ทั้งนี้ กรมศุลกากรแบ่งสินค้าผิดกฎหมายออกเป็น 4 ด้านหลัก เพื่อให้การปราบปรามครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่
- ผิดต่อสังคม เน้นหนักที่ยาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากแม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตยาเสพติด แต่ถูกใช้เป็นทางผ่านหลัก เพราะมีระบบขนส่ง (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการส่งออก รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นอันตรายต่อเยาวชน
- ผิดต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าที่มีการละเมิดสนธิสัญญาไซเตส (CITES) ที่เกี่ยวกับพืชพรรณและสัตว์ป่า
- ผิดต่อผู้บริโภค เช่น สินค้าที่ไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือไม่มีการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.)
- ผิดต่อเศรษฐกิจ เช่น สินค้าที่มีการสำแดงราคาต่ำเพื่อเลี่ยงภาษี สินค้าหนีภาษี และสินค้าที่มีอากรทุ่มตลาด
“ทั้งหมดนี้คือมาตรการที่ผมจะทำใน 4 เดือนนี้ โดยจะเน้นทำเร็ว ทำน้อย ได้มาก กระจายตัว มองกว้าง ซึ่งเป็นการตอบโจทย์นโยบาย Custom Quick Big Win และผมมั่นใจว่าจะเห็นได้ทั้งหมดใน 4 เดือนอย่างแน่นอน”
ยกระดับกรมศุลกากร
ทันสมัย มีศักดิ์ศรี สง่างาม
พันธ์ทองกล่าวว่า นอกจากมาตรการระยะสั้นแล้วในระยะยาวมีความตั้งใจที่จะยกระดับภาพลักษณ์องค์กรให้ดียิ่งขึ้น ให้สังคมมองว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัย ซึ่งจากการที่เป็นลูกหม้อของกรมศุลกากรมากว่า 20 ปี ทำให้มีข้อดีคือ ไม่ต้องศึกษางานใหม่เนื่องจากคลุกคลีอยู่กับงานของกรมศุลกากรมาเกือบทั้งชีวิต ขณะที่ในด้านการบริหารคนนั้น การเป็นคนในยังทำให้รู้ว่างานคืออะไร และต้องใช้ใครทำงาน ทำให้สามารถมอบหมายงานได้อย่างถูกต้อง
“ในฐานะที่ผมเป็นลูกหม้อของกรมศุลกากร ทำงานที่นี่มากว่า 20 ปี ผมต้องการให้กรมศุลกากรเป็นองค์กรที่ ทันสมัย มีศักดิ์ศรี และสง่างาม ให้สมกับบทบาทที่ดูแลการค้าระหว่างประเทศถึง 22 ล้านล้านบาท และหลักการของผมคือ หนักแน่น พูดจริงทำจริง ผมมองว่า ถ้าเราได้เป็นอธิบดีแล้วต้องทำสิ่งที่ทำได้ในทันทีแม้ว่าจะมีเวลาเท่าไรก็ตาม เพื่อให้ไม่ต้องมาเสียใจหรือเสียดายทีหลัง”
นอกจากนี้ ในระยะยาวยังต้องการเปลี่ยนระบบของกรมศุลกากร เช่น การขยายระบบ National Single Window ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของภาครัฐที่มีการทำธุรกรรมมากที่สุดถึง 120 ล้านรายการต่อปี และเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ 35 หน่วยงาน
ทั้งนี้ เป้าหมายคือ การขยายระบบ National Single Window ให้เป็น Single Windows Ecosystem ที่แท้จริงโดยจะเปลี่ยนให้เอกสารทั้งหมดเป็นอิเล็กทรอนิกส์ (Paperless) และรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment)
“Single Windows Ecosystem จะเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการนำเข้าส่งออกสินค้าได้อย่างแท้จริง โดยผมตั้งใจจะผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องมีการเชื่อมโยงระบบครบ 100% ในสมัยที่ผมเป็นอธิบดี”
ขณะที่จะมีการทบทวนมาตรการ และลดอุปสรรคทางการค้าผ่านการลดสินค้าที่ต้องขออนุญาต จากปัจจุบัน สินค้า 9,400 พิกัด จากทั้งหมด 21,000 พิกัด ที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลอื่นเพื่อลดอุปสรรคในการเป็นศูนย์กลางการค้า
พันธ์ทองกล่าวต่อว่า ในด้านการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 122,600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กรมศุลกากรมีความท้าทายด้านการจัดเก็บรายได้จากโครงสร้างทางการค้าที่เปลี่ยนไปรวมถึงเศรษฐกิจโลกที่เติบโตได้ไม่ดีนักซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการนำเข้าและส่งออกสินค้า
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ในอดีต กรมศุลกากรเคยจัดเก็บภาษีจากสินค้าหลายประเภทในอัตราที่สูง แต่ปัจจุบันสินค้าหลายชนิดมีอัตราภาษีเป็นศูนย์ เนื่องจากการทำข้อตกลง FTA โดยตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รถไฟฟ้าจากประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรขาเข้าแล้ว
“ตอนนี้เราจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าไม่กี่ชนิดเท่านั้น เพราะเราทำ FTA จากต่างประเทศไปหมดแล้ว โดยกรมศุลกากรเก็บรายได้หลักจากสินค้าเพียง 5 กลุ่มเท่านั้น ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ยารักษาโรค เครื่องสำอาง และกระเป๋าสุภาพสตรี หากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาพรวม”
อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรได้มีแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ซึ่งการเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาทแรก จะเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มรายได้ให้กับกรมศุลกากรด้วย ขณะที่จะเข้มงวดการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ใน Free Zone ว่ามีการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศถึง 40% จริงตามที่กำหนดหรือไม่หรือเป็นเพียงการมาใช้พื้นที่เพื่อเลี่ยงภาษี
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 ฉบับที่ 525 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/