FLOWER WALK เข้าตามตรอก ออกตามตึก เดินเมืองดูตึกเก่าที่เล่าวิถีผู้คนย่านปากคลองตลาด โดยนักถ่ายภาพตึกร่วมสมัย Foto_momo และกลุ่ม Humans of Flower Market
หลังการจัดระเบียบ ‘ปากคลองตลาด’ ตลาดค้าส่งดอกไม้แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 โดยกรุงเทพมหานคร ได้ขอคืนพื้นที่ทางเท้าให้กับประชาชน และมีปากคลองฯ แห่งที่ 2 ถือกำเนิดขึ้นมา การจัดระเบียบครั้งนั้น ส่งผลให้ผู้ค้ากว่าครึ่งต้องย้ายออก หรือไม่ก็เลิกกิจการไป
ในวันนี้ ปากคลองตลาดที่หลายคนอาจคิดว่าคลายมนต์ขลังแล้ว หากแต่วิถีชีวิตที่นี่ยังคงดำเนินต่อไปในแบบของมัน แม้จะต่างจากวันวานตรงที่ 2 ข้างทางไม่ได้มีแผงขายดอกไม้บนทางเท้า แต่ความวุ่นวายอลหม่านบนท้องถนน รถมอเตอร์ไซค์ขับส่งดอกไม้วิ่งไปมา พ่อค้าแม่ขาย กับบรรดาฝูงแมว ผู้คน และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ก็ยังมีเสน่ห์ไม่เปลี่ยน และดูจะยิ่งมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม ด้วยการเข้ามา ‘เติมเต็ม’ ของคนรุ่นใหม่ที่ยังอยากเห็นปากคลองฯ มีลมหายใจต่อ
FLOWER WALK คือหนึ่งในโปรเจ็คต์ย่อยซึ่งจัดคู่ขนานไปกับ Bangkok Design Week 2026 ของกลุ่ม ‘Humans of Flower Market : มนุษย์ปากคลองฯ’ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของศิลปิน นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการและผู้คนในย่าน ที่มองเห็นคุณค่าของย่านการค้าแห่งนี้ และอยากเชิญชวนทุกคนมาเดินทอดน่อง วิ่งซ่อกแซ่ก พร้อมดูตึกเก่าที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของปากคลองฯ จนถึงย่านที่รายล้อมในอดีตที่เชื่อมโยงกับผู้คนและความเป็นไปของกรุงเทพฯ มาจนถึงปัจจุบัน โดยนักถ่ายนักถ่ายภาพสถาปัตยกรรมโมเดิร์นอย่าง ‘Foto_Momo’
จะมีตึกไหนเล่าเรื่องอะไรบ้าง ชวนอ่านกัน
บุคคลัภย์
ตึกเก่าที่เคยก่อตั้งมาเป็นชมรมหนังสือ แต่แท้จริงแล้วกลับมีไว้เพื่อจุดประสงค์ให้ประชาชนเข้าถึงการกู้ยืมเงินได้ ในยุคสมัยที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบธนาคารอย่างเป็นทางการมาก่อน ทำให้ต้องแอบเปิดโดยใช้ชื่อว่า ‘บุคคลัภย์’ บังหน้า จุดเด่นที่เห็นชัดๆ คือมีโลโก้ธนาคารไทยพาณิชย์ฉบับดั้งเดิมอยู่บนผนังด้านข้างตึก นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของการก่อตั้งธนาคารไทยพาณิชย์สาขาแรกขึ้นในประเทศไทย และปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์ก็ยังคงใช้สัญลักษณ์รูปใบโพธิ์มาจนถึงทุกวันนี้
ตึกแถวยุครัชกาลที่ 5
ตึกแถวสมัยโน้นมีหน้าตาหลากหลายรูปแบบ ทั้งเล่นกับลวดลาย และแบบเรียบง่าย สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือระบบโครงสร้างที่ยังไม่ใช่อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กแบบตึกแถวในปัจจุบัน แต่ใช้เป็นการก่ออิฐทำผนัง และมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ผนังกันไฟ’ อยู่บริเวณหลังคา ซึ่งนับว่าเป็นวิวัฒนาการของตึกแถวในประเทศไทยที่สำคัญ
เพราะก่อนหน้านี้ในยุคที่เริ่มพัฒนาเมืองพระนคร (ยังไม่ได้เป็นกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ) ตึกแถวสมัยนั้นมักจะถอดแบบมาจากตึกแถวของสิงคโปร์ เห็นได้จากตึกแถวริมถนนเจริญกรุง-บำรุงเมือง-เฟื่องนคร ตึกแถวในยุคแรกที่สร้างจากไม้ มักจะเสียหายหนักเวลาเกิดไฟไหม้ เพราะการลามของไฟอย่างรวดเร็ว มีตัวอย่างเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ย่านสำเพ็งครั้งใหญ่ ใน พ.ศ. 2449 ที่ไฟได้เผาทำลายย่านการค้าอย่างหนัก ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ตัดถนนใหม่เพื่อจัดระเบียบชุมชน (เป็นที่มาของการสร้าง ‘ถนนทรงวาด’ รวมถึงการปรับปรุงผังเมืองให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น) ตึกแถวรุ่นต่อมาจึงได้พัฒนามาเป็นตึกที่สร้างแบบก่ออิฐ และมีแผงกันไฟ ทำให้ช่วยคุมเพลิงไม่ให้ลามไปไกลได้
ตลาดยอดพิมาน
ตลาดที่ถือกำเนิดในปี พ.ศ 2504 เคยเป็นวังปากคลองตลาดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ และเป็นมรดกตกทอดมาถึงพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงสุทธสิริโสภา ซึ่งเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ดำริให้สร้าง ‘ตลาดยอดพิมาน’ ขึ้น โดยตั้งชื่อตามม้าแข่งของพระญาติ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงสุทธสิริโสภา ที่ทรงใช้แข่งขันและได้รับชัยชนะในเวลานั้น
จนเวลาต่อมา วังได้ถูกรื้อถอนและกลายมาเป็นตลาด จากนั้นก็ถูกพัฒนา เปลี่ยนหน้าตามาหลายต่อหลายครั้ง และยังมีตลาดเล็กๆ ลักษณะเป็นตลาดซ้อนตลาดอยู่บริเวณเดียวกันด้วย ชื่อว่า ‘ตลาดเอ็มไพร์’ มาจาก ‘โรงหนังเพชรเอ็มไพร์’ ที่เคยตั้งอยู่ตรงนั้น (Funfact : และนี่เองที่เป็นต้นตำหรับของร้าน ‘ราดหน้าเอ็มไพร์’ ที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้)
บริษัทสถาปนิกสมัยรัชกาลที่ 7
บริษัท สยามอาคีเต็กซ์ (อิมปอร์ต) จำกัด ก่อตั้งโดยสถาปนิกชาวอังกฤษชื่อ นายเอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) ซึ่งเป็นสถาปนิกคนเดียวกันกับที่ออกแบบสยามสมาคมตึกบัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นอาจารย์ใหญ่วิทยาลัยเพาะช่าง นับได้ว่าเขาเป็นคนปูพื้นฐานงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ให้กับประเทศไทยไว้มากมาย หลังลาออกจากการรับราชการที่ประเทศไทย เขาได้เปิดบริษัทเล็กๆ ของตัวเองคือ สยามอาคีเต็กซ์ (อิมปอร์ต) เริ่มจากออกแบบสถาปัตย์ จนภายหลังได้มีการนำเข้ารถยนต์ ไปจนถึงสุรา และปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นกิจการอื่นแล้ว
ลักษณะอาคารของ สยามอาคีเต็กซ์ (อิมปอร์ต) จะเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่พัฒนาการขึ้นมาต่อจากยุคตึกแถวยุคก่อนหน้านี้ที่เป็นโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก แต่อาคารนี้กลับทำลวดลายเลียนแบบคล้ายโครงสร้างไม้แบบที่เรียกว่า ‘Tudor Architecture’ หรือ สถาปัตยกรรมทิวดอร์ รูปแบบการก่อสร้างของอังกฤษในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์ (ค.ศ. 1485–1603) ที่โดดเด่นด้ว โครงสร้างไม้ครึ่งท่อน (Half-timbering) ผนังสีขาวสลับคานไม้สีเข้ม หลังคาแหลมสูงหลายจั่ว และหน้าต่างทรงสูงแคบ เป็นสไตล์ผสมผสานช่วงท้ายยุคกลางที่เน้นความหรูหรา มีเสน่ห์ และอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ก็ได้ส่งผลมาถึงการออกแบบบ้านมนังคศิลา พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 หลังจากนั้นด้วย
บ้านหม้อ
ผู้คนที่อยู่อาศัยในย่านบ้านหม้อ เป็นชาวมอญเดิมจากกรุงศรีอยุธยาที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถัดจากชุมชนชาวจีน ใกล้กับแนวคลองคูเมืองเดิมที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ชื่อ ‘บ้านหม้อ’ ได้มาจากการที่คนมอญซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเวลานั้นมีอาชีพปั้นหม้อและทำเครื่องปั้นดินเผาขาย แต่ต่อมาในรัชกาลที่ 4-5 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเมือง มีการตัดถนนต่างๆ เพื่อสร้างตึกแถวริมถนน พร้อมกับยุคที่ภาชนะสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ชาวบ้านจึงเลิกอาชีพปั้นหม้อ จนภายหลังได้ปลี่ยนมาเป็นย่านค้าทองรูปพรรณและอัญมณี และในเวลาต่อมา มันได้เปลี่ยนเป็นแหล่งรวมร้านค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเสียง ลำโพง และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้
ย่านการค้าสำคัญของพระนคร จึงเหลือไว้เพียงแค่ชื่อ ‘ถนนบ้านหม้อ’ ที่เริ่มจากถนนเจริญกรุงตั้งแต่สี่กั๊กพระยาศรีไปจนถึงถนนจักรเพชร และมีเพียงหม้อใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนตึกเก่า เป็นสัญลักษณ์แทนความมั่งคั่ง โชคลาภ กับความอุดมสมบูรณ์ของเมืองในดีตเท่านั้น
ห้างไนติงเกลโอลิมปิก
ตึกยุคโมเดิร์นที่โดดเด่นเป็นสง่าด้วย ‘ฟาซาด’ (Facade) หรือเปลือกนอกของอาคาร ที่ออกแบบเหมือนกับรูปทรงเรขาคณิต วางเป็นจังหวะซ้ำๆ ไปมา มันเคยเป็นห้างสุดชิคที่สร้างขึ้นในช่วงยุค 1960s ซึ่งคนรุ่นปู่ย่าตายายต้องนัดหมายมาช็อปฯ ไอเทมจากต่างประเทศเก๋ๆ ก่อนใครกันที่นี่
ชื่อ ‘ไนติงเกล’ ได้มาจากชื่อยี่ห้อสายไวโอลินที่ยุคนั้นนำเข้ามาขายในประเทศไทย ส่วน ‘โอลิมปิก’ ก็มาจากการที่ห้างเริ่มนำเครื่องกีฬาจากประเทศเข้ามาขาย ต่อมาก็เพิ่มแผนกเครื่องดนตรีเข้าไปด้วย กลายเป็นห้างสรรพสินค้าทันสมัยถูกใจวัยรุ่นโก๋หลังวัง จนมีสโลแกนฮิตติดปากแห่งยุคว่า “คลังเครื่องกีฬา ราชาเครื่องดนตรี ราชินีเครื่องสำอาง”
บทความต้นฉบับได้ที่ : FLOWER WALK เข้าตามตรอก ออกตามตึก เดินเมืองดูตึกเก่าที่เล่าวิถีผู้คนย่านปากคลองตลาด โดยนักถ่ายภาพตึกร่วมสมัย Foto_momo และกลุ่ม Humans of Flower Market
บทความที่เกี่ยวข้อง
- FLOWER WALK เข้าตามตรอก ออกตามตึก เดินเมืองดูตึกเก่าที่เล่าวิถีผู้คนย่านปากคลองตลาด โดยนักถ่ายภาพตึกร่วมสมัย Foto_momo และกลุ่ม Humans of Flower Market
- เปิดชุดสุดเสวของ Chappell Roan กับเดรสห้อยหัวนม (ปลอม) จาก Mugler บนพรมแดง Grammys 2026
- นี่แหละ ซิกเนเจอร์ THAILAND! ชาเลนจ์ ‘ห่มสไบใส่กางเกงยีนส์’ สุดอิมแพค พร้อมใส่เพลง Bangkok City ของ ‘กระแต อาร์สยาม’ ที่หยิบความเป็นไทยมาเสิร์ฟให้เข้ากับยุคสมัย และผลักดัน Soft Power ไทยให้ทั่วโลกได้เห็น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com