โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การค้าไทย-อิหร่านระส่ำ อุตสาหกรรมทำแผนรับมือ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 02.07 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 03.07 น.

“ธนกร” รมว.อุตสาหกรรม สั่งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมแนวทางรับมือสงครามสหรัฐ-อิหร่าน แม้การค้าไทยกับอิหร่านไม่สูงมาก ปี 2568 อยู่ที่ 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) คาดกระทบราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ จึงมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมือ

นายธนกร วังบุญคงชนะ

แม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 5,000 ล้านบาท (ไทยส่งออก 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้สูงถึง 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาคดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่อิหร่านปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าหากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ประมาณ 100-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ในส่วนของผลกระทบต่อภาคการผลิต มีการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) พบว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งของหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า 7.93%, การฟอกและย้อมผ้า 6.31%, เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน 4.82%, ปูนซีเมนต์ 4.43%, ผลิตภัณฑ์จากโลหะ 4.01%, แก้วและผลิตภัณฑ์แก้ว 2.74% และเสื้อผ้าและสิ่งทอ 2.53% ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมาก หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้อาจทำให้ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก อาจเผชิญความล่าช้าในการขนส่งจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

และจากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10-20 (ประมาณ 77-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม

ในขณะที่ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% (ประมาณ 100-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนว่าความผันผวนของราคาพลังงานมีผลต่อภาคการผลิตไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การค้าไทย-อิหร่านระส่ำ อุตสาหกรรมทำแผนรับมือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...