พลังงานจ่อถกคลังลดภาษีสรรพสามิต ‘ตรึงราคาน้ำมัน’ ในประเทศ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐและอิสราเอล กับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศเป็นกรณีๆ ไป
ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงยืนยันว่ามีนโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน
โดยรัฐบาลยังมีนโยบายใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศสักระยะหนึ่ง หรือประมาณ 1 เดือน บนสมมติฐานราคาน้ำมันตลาดโลกที่ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสถานะกองทุนวันที่ 1 มี.ค.2569 เป็นบวก 2,459 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 2.7 หมื่นล้านบาท
และยังมีหนี้ที่ต้องชำระให้กับสถาบันการเงินอยู่อีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด
ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่ากองทุนจะยังทำหน้าที่อุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศได้สักระยะหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่ระบุไม่ได้ว่าจะนานแค่ไหน
ซึ่งคงพอให้ประชาชนปรับตัวได้ หากจะมีการปรับราคาน้ำมันขึ้น ต้องมีเวลาให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์และเตรียมตัวเตรียมใจปรับตัวในการประหยัด ผู้ประกอบการมีการบริหารจัดการต้นทุนก่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ โดยต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อใช้แนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงควบคู่กันด้วย
“ประเมินสถานการณ์สู้รบขณะนี้มองว่าจะยืดเยื้อและขยายวงกว้างแน่นอน แต่หวังว่าจะไม่นานเท่ารัสเซีย-ยูเครน แต่รอบนี้มองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจได้เห็นราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 150-170 เหรียญสหรัฐ จากขณะนี้ราคาปรับขึ้นมากว่า 22 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่กว่า 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว จากก่อนที่จะเกิดเหตุสู้รบอยู่ที่ 97-98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คิดเป็นเงิน 4 บาทกว่า”
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันตลาดโลกขยับเป็น 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนอาจเริ่มทยอยลดเงินอุดหนุน และทยอยราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร โดยน้ำมันดีเซลอาจขยับเพดานราคา จากปัจจุบันไม่เกิน 30 บาท เป็นไม่เกิน 33 บาท และเป็นไม่เกิน 35 บาท หากมีความจำเป็น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก โดยยังไม่มีความจำเป็นที่กองทุนต้องกู้เงินเพิ่มเติมมาอุดหนุนราคาเหมือนช่วงที่ผ่านมาแต่อย่างใด