ธพว.อัดฉีดสินเชื่อ2หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอี แนะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู้ศึกตะวันออกกลาง
ธพว.อัดฉีดสินเชื่อ2หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอี แนะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู้ศึกตะวันออกกลาง
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าของต่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ นำเทคโนโลยี นวัตกรรม มายกระดับปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายพิชิต กล่าวว่า SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ สู่การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจและดีต่อโลก สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เอสเอ็มอีมีเงินทุนเพียงพอจะเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ไม่ว่าจะลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงเสริมสภาพคล่อง ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด , “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
นายพิชิต กล่าวว่า ภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอียังไม่ฟื้นตัวมากนัก เนื่องจากมีปัจจัยกดดันทั้งจากเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ทั้งนี้ นโยบายสำคัญของธนาคารคือ 1. การเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับลูกค้า 2. การช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีที่ผ่านมา SME D Bank สามารถปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการได้ประมาณ 79,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
นายพิชิต กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารอยู่ที่ 7.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร โดยเป็นผลจากการใช้ระบบ Early Warning System ในการติดตามสถานการณ์ลูกค้า หากพบสัญญาณความเสี่ยง ธนาคารจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงต้องระมัดระวัง เพราะปัจจัยภายนอก อาทิ สงคราม ราคาพลังงาน หรือเศรษฐกิจโลก เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จึงต้องเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าให้เร็วขึ้นและช่วยเหลือก่อนที่จะเกิดปัญหา
นายพิชิต กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางเริ่มกดดันราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากราคาพลังงานและวัตถุดิบยังผันผวนตามสถานการณ์ ขณะที่วัตถุดิบและสินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต มีแนวโน้มต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในตลาดในระยะต่อไป
นายพิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเอสเอ็มอีไทยถือว่ามีความเปราะบาง โดยเฉพาะภาคการค้า เนื่องจากเมื่อราคาต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปรับขึ้นได้ช้า ทำให้กำไรลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและการผลิต 2. การสร้างนวัตกรรม ไม่ทำธุรกิจแบบเดิมเพียงอย่างเดียว 3. การตลาดสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน
“ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่การปรับราคาสินค้า แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาครัฐและสถาบันการเงินอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการช่วยเหลือ เพื่อช่วยประคองธุรกิจเอสเอ็มอีให้ดำเนินกิจการต่อไปได้” นายพิชิต กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธพว.อัดฉีดสินเชื่อ2หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอี แนะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู้ศึกตะวันออกกลาง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th