4 พรรค ประชันวิสัยทัศน์ แก้โจทย์ปมการค้าชายแดน
4 พรรค ประชันวิสัยทัศน์ แก้โจทย์ปมการค้าชายแดน
เมื่อวันที่ 26 มกราคม ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง คือ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ,นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง นางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
โดยช่วงแรกประชันวิสัยทัศน์ผ่าน 5 โจทย์สมรภูมิเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1.ปากท้องค่าครองชีพ 2.สงครามหนี้ 3.แรงานและSME 4.เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 5.การค้าชายแดน และในช่วงท้ายมีคำถามเพิ่มเติม ว่าทำไมแต่ละพรรคต้องมีนโยบายที่เกี่ยวกับ “แจก” และ “หวย”
สำหรับประเด็นการค้าชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา มีความขัดแย้งบริเวณชายแดน จนทำให้การค้าทรุดหนัก บางช่วงมูลค่าหายไปกว่า 99% พรรคการเมืองจะแก้โจทย์ เศรษฐกิจที่ผูกติดกับอารมณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
“เร่งเยียวยารายย่อย-หาตลาดใหม่” พยุงเศรษฐกิจเดินต่อ
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการค้าชายแดน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยภายใต้กรอบแนวคิด 3 ระดับ ได้แก่ 1)การยึดหลักสากลและมนุษยชน 2) หลักอธิปไตย 3) การตอบโต้ภายใต้ที่ได้รับแรงสนับสนุน (Rule of Engagement)
ทั้งนี้ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีหลายมิติ ทั้งการค้าทางตรง การลงทุน การท่องเที่ยว และแรงงาน ซึ่งโดยเฉพาะการค้ามีมูลค่ารวมกว่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือและเยียวยา โดยมีสินค้าส่งออกหลักได้แก่ นม เครื่องดื่ม ยาชูกำลัง และชิ้นส่วนยานยนต์ ล้วนสามารถต่อยอดสู่ตลาดอื่นได้ รวมถึงช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยชายแดนในการหาตลาดใหม่ การดูแลค่าครองชีพ
ต่อมาด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว เนื่องจากหลังปิดด่านทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ภาคธุรกิจเสียหายจากการชะลอการลงทุน
ดังนั้นรัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย รวมถึงด้านแรงงานกัมพูชา ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ พร้อมทั้งดูแลครอบคลุมทั้งการดำรงชีวิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การหาตลาดใหม่ มาตรการทางการเงินและการคลัง และสนับสนุนสินเชื่อ เช่น ซอฟต์โลน เป็นต้น เพื่อประคองให้ภาคธุรกิจเดินต่อไปได้
ดันเศรษฐกิจสีขาว-ตัดวงจรทุนเทา
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า สาระสำคัญคือการสร้างความรับรู้ และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจสีขาวที่ชายแดน มิใช่เพียงแค่ไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่รวมถึงทั้งภูมิภาคทั้งหมด โดยต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
ด้านสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคง เนื่องจากนานาชาติเริ่มมีภาพจำเชิงลบต่อชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ศูนย์กลางทุนเทาสแกมเมอร์ พนัน ยาเสพติด ดังนั้นเราจะทำอย่างไร ถ้าเป็นในลักษณะนี้ ล้วนเป็นภัยความมั่นคงของประเทศ ไม่ต่างจากการสู้รบทางทหาร
ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงเพื่อคนในพื้นที่ แต่เพื่อภาพลักษณ์ประเทศในระดับโลก ต้องเร่งตัดเส้นทางของสแกมเมอร์ การขนเงินและทองคำ รวมถึงเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ทำให้ระบบการเงินมีความโปร่งใส ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาไม่ควรอยู่ในอำนาจรัฐ และต้องมีบทลงโทษอย่างเด็ดขาด
และในเวลาอันใกล้นี้ไทยจะได้มีโอกาสเป็นประธานอาเซียน ถือเป็นจุดที่สำคัญที่เราจะใช้บทบาททางต่างประเทศสร้างความเชื่อมั่น ส่งเสริมการค้าให้กับพื้นที่นี้ เป็นการค้าเศรษฐกิจสีขาว โดยรัฐบาลต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่บริบทของในประเทศ แต่ในบริบทของความสัมพันธ์ในภูมิภาคด้วย
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังให้ความสำคัญกับการทำ FTA และการทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความมั่นใจ ส่งเสริมการนำเข้า-ส่งออก และสร้างภาพจำใหม่ของเศรษฐกิจชายแดนที่โปร่งใสและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
พักดอกเบี้ย-กระตุ้นกำลังซื้อ-เมกะโปรเจกต์สีส้ม
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เสนอแผนการบริหารจัดการ 3 ระยะ โดยเริ่มจาก 1)ระยะสั้น คือ รัฐพักดอกเบี้ยเพื่อลดภาระผู้ประกอบการ ต่อมา 2)ระยะกลาง เป็นการกระตุ้นกำลังซื้อด้วยการสร้างดีมานด์ จากกลไกที่มีอยู่ เช่น นโยบาย “หวยใบเสร็จ” โดยอาจสิทธิพิเศษเพิ่มสูง 1.5 เท่า เพิ่มแรงจูงใจการใช้จ่ายสำหรับในพื้นที่ชายแดน
พร้อมทั้งส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนจัดสัมมนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนเพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ และเพื่อฟื้นฟูภาคส่วนธุรกิจโรงแรมและที่พัก
และ3) ระยะยาว จำเป็นต้องฟื้นฟูโครงสร้างประเทศทั่วประเทศ อย่าง ‘เมกะโปรเจกต์สีส้ม’ มุ่งฟื้นฟูคุณภาพชีวิตทั่วประเทศ เช่น โครงการจัดการขยะ การแก้ปัญหามลพิษ และน้ำประปาดื่มได้ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ นอกจากนี้การฟื้นฟูอย่างยั่งยืนที่สำคัญอีกประเด็น คือ การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องต่อการวางแผนการท่องเที่ยว พร้อมผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจในการออกแบบเส้นทางเดินรถ โดยเฉพาะเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรอง
‘ความมั่นคง’ ต้องมาก่อน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน ที่ “ย้ายหนีกันไม่ได้” ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการยึดหลักอธิปไตย สร้างความมั่นคงตลอดแนวชายแดนให้มีความมั่นคง ปลอดจากภัยคุกคาม ก่อนที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตและฟื้นฟูการค้าชายแดน
อย่างไรก็ตาม การปิดด่านที่ผ่านมา ช่วยลดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าอย่างมีนัยยะสำคัญ ส่งผลให้ราคาพืชผลทางการเกษตรในประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีการเยียวยาภาคเกษตรกร มีการพักชำระหนี้เกษตรกรได้รับผลกระทบ และเยียวยาผู้ประกอบการชายแดนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงด้านการศึกษาการช่วยเหลือด้านการศึกษา สำหรับผู้ที่สูญเสียรายได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบอบการศึกษา
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งตลาดใหม่ให้กับสินค้า โดยเฉพาะ สินค้าแฮนด์คราฟ โดยเพิ่มช่องทางการขายผ่านออนไลน์ ซึ่งโครงการที่เคยได้ดำเนินการไปอย่างโครงการไทยแลนด์พลัสวัน ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อดึงการลงทุนกลับประเทศ เพื่อเป็นการแมตชิ่งในอุตสาหกรรม ด้วยการใช้มูลค่าสินค้าหรือบริการที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content )
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 พรรค ประชันวิสัยทัศน์ แก้โจทย์ปมการค้าชายแดน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th