โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่อง ‘อินเดีย-จีน-รัสเซีย’ ใครได้-เสียจาก ‘วิกฤตน้ำมัน’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 05.13 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 05.13 น.

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

หนึ่งในปัญหาใหญ่ “สะเทือนโลก”อันเนื่องมาจากการทำสงคราม “ถล่มอิหร่าน” โดยมีอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายเริ่มต้น ก็คือมันกระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งกระฉูด หลังจากอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดถล่มประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพันธมิตรสหรัฐอเมริกา ทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ

เท่านั้นยังไม่พอ อิหร่านยังประกาศ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย โดยจะโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ไม่ใช่พันธมิตรอิหร่าน ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในวันที่ 9 มีนาคมกระโดดขึ้นถึง 30% ภายในวันเดียว ไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แม้ว่าในวันต่อมาจะลดลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศว่าพร้อมจะคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมัน และส่งสัญญาณว่าสงครามจะจบในเร็ว ๆ นี้ แต่สถานการณ์ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะอิหร่านยังแสดงท่าทีไม่ยอมแพ้ พร้อมจะทำสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา

ในสถานการณ์ “ออยล์ช็อก” เช่นนี้ แน่นอนว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความ “ทนทาน” ต่อการกระชากขึ้นของราคาน้ำมันมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและเตรียมพร้อมล่วงหน้า รวมทั้งอยู่ที่ว่าเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงมากหรือไม่

สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มี 3 ประเทศขนาดใหญ่ (ไม่รวมสหรัฐอเมริกา) ที่ดูเหมือนจะถูกนำมาเปรียบเทียบว่า ใครได้ ใครเสีย ใครทนทานต่อวิกฤตน้ำมันได้ดีกว่า

นั่นก็คือจีน อินเดีย และรัสเซีย โดยที่อินเดียและจีนนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอันดับ 1 และ 2 และยังเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่สถานการณ์ของสองประเทศค่อนข้างแตกต่างกันในแง่การได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

จีนถูกนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นประเทศที่สามารถ “ทนทาน” ต่อภาวะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ดีกว่า ซึ่งรวมถึงกรณีมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอีกด้วย เนื่องจากจีนมีการสะสมน้ำมันทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และพาณิชย์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโล

โดยประเมินว่าจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ จีนมีน้ำมันดิบสำรองประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือราว 3-4 เดือน อีกทั้งการที่จีนเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงานในแง่ของโครงสร้าง

รัช โดชิ แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจีนลดการพึ่งพาการขนส่งน้ำมันทางทะเล ด้วยการสร้างท่อส่งน้ำมันบนดิน และยังกระจายความเสี่ยงไปใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล ทำให้ตอนนี้จีนพึ่งพาการขนส่งน้ำมันทางทะเลลงเหลือเพียง 50% เท่านั้น ขณะเดียวกัน ภายในปี 2030 จีนมีเป้าหมายจะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็น 25% ของพลังงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 21.7%

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามมาด้วยจีนและอินเดีย แต่ในแง่การนำเข้า จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาอันดับ 2 โดยที่ปริมาณการนำเข้าของจีนมากกว่าสหรัฐเกือบ 2 เท่า เพราะสหรัฐอเมริกาผลิตน้ำมันได้เอง ส่วนอินเดียนำเข้าเป็นอันดับ 3 ซึ่งหากเทียบกับสหรัฐและจีนแล้ว ถือว่าอินเดียมีสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้ามากที่สุด

มีรายงานว่านับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านได้ส่งน้ำมันจำนวนมากผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปให้จีนอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีปริมาณอย่างน้อย 11.7 ล้านบาร์เรล เพราะจีนถือเป็นผู้ซื้อรายสำคัญอันดับต้น ๆ ของอิหร่านมาหลายปี

สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้อินเดียซึ่งที่ผ่านมามีนโยบายต่างประเทศแบบ “เป็นกลาง” เผชิญกับความยากลำบากในการสร้างสมดุลทางการทูต เพราะอินเดียเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็ว หรือ BRICS ซึ่งมีรัสเซีย จีน บราซิล และแอฟริกาใต้ รวมอยู่ด้วย โดยหลังจากอิสราเอลและสหรัฐโจมตีอิหร่านและเกิดวิกฤตพลังงาน จีนได้ออกมากระทุ้งสมาชิกให้ร่วมมือกันแน่นแฟ้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นสมาชิก BRICS เพียงรายเดียวที่ไม่ได้ออกมาประณามสหรัฐและอิสราเอล ยังคงใช้นโยบายวางเฉย และเป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนเกิดสงครามเพียง 1 วัน นายกรัฐมนตรีอินเดียได้เดินทางไปเยือนอิสราเอล เสมือนหนึ่งว่า “ไฟเขียว” ให้กับอิสราเอลและสหรัฐ

การไม่เลือกข้างชัดเจนของอินเดีย อาจเป็นแนวทางที่มีเหตุผลเพื่อความอยู่รอด เมื่อพิจารณาจากการที่อินเดียมีความ “เปราะบาง” ด้านเศรษฐกิจมากกว่าจีน เพราะอินเดียมีปริมาณน้ำมันสำรองและแร่ธาตุจำเป็นเพียงไม่กี่สัปดาห์ น้อยกว่าจีนหลายเท่า หากอินเดียไม่ใช้วิธี “เข้ากับหลายขั้ว”ก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซัพพลายน้ำมันและก๊าซ สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูปีและต่อฐานะการคลังที่ต้องนำมาอุดหนุนราคาพลังงาน

หลังเกิดสงครามเพียง 2 วัน สหรัฐได้ “อนุญาตชั่วคราว” เป็นเวลา 30 วันให้อินเดียสามารถซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ที่ค้างอยู่กลางทะเลได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของอินเดีย จากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐกดดันไม่ให้อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซีย เพื่อสกัดไม่ให้รัสเซียมีเงินไปทำสงครามกับยูเครน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในเวลานี้อินเดียดูเหมือนจะ “เอน” ไปทางขั้วอิสราเอล-สหรัฐอเมริกามากกว่าขั้วจีน

สำหรับรัสเซียซึ่งอยู่ในขั้วของอิหร่าน-จีนนั้น ดูเหมือนจะเป็น “ผู้ได้ประโยชน์” รายใหญ่จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ ประโยชน์อย่างแรกคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมาก ประกอบกับการที่สหรัฐยกเลิกการแซงก์ชั่นชั่วคราว ด้วยการอนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ จึงสร้างรายได้อย่างงามให้กับรัสเซีย

ทั้งนี้ รัสเซียยังคงรักษาสถานะหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้ว่าจะถูกชาติตะวันตกแซงก์ชั่นมาหลายปีหลังจากบุกยูเครน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่อง ‘อินเดีย-จีน-รัสเซีย’ ใครได้-เสียจาก ‘วิกฤตน้ำมัน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...