โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดอสังหาได้อะไร? จากปรากฏการณ์ซีรีส์ BL&GL ไทย

TERRABKK

เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 10.42 น. • TERRABKK
ตลาดอสังหาได้อะไร? จากปรากฏการณ์ซีรีส์ BL&GL ไทย

เมื่อปฏิทินกางเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ลมหนาวที่เริ่มจางหาย ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งความรัก ทว่าวาเลนไทน์ในปี 2026 นี้ เราจะพบว่านิยามของ "คู่รัก" ในสื่อไทยได้ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ไปไกลแสนไกล

ปรากฏการณ์ "รักไร้พรมแดน" พลิกโฉมซีรีส์ไทย

หากเราย้อนกลับไปช่วง 5-10 ปีก่อน ซีรีส์ประเภท BL (Boys’ Love) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "ซีรีส์วาย" และ GL (Girls’ Love) หรือ "ยูริ" มักถูกจัดวางไว้ในสถานะ "คอนเทนต์ทางเลือก" หรือ “ม้านอกสายตา” ที่มีตารางฉายในช่วงภาคดึกหลัง 4 ทุ่ม หรือจำกัดวงอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์เฉพาะกลุ่มเท่านั้น

แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ คือ การพลิกโฉมของสื่อบันเทิงไทยสายหลักและค่ายยักษ์ใหญ่ กระโดดลงมาเป็น "Big Player" อย่างช่อง 3, ช่อง 7 หรือแม้แต่แพลตฟอร์มสากลอย่าง Netflix, Disney+, WeTV, IQIYI ต่างกระโดดลงมาในสนามแข่งนี้อย่างเต็มตัว

เราได้เห็นโมเมนต์ความรักผ่านหน้าจอของคนกลุ่มนี้ขยับขึ้นมาอยู่ช่วง "Prime Time" หรือละครหลังข่าวภาคค่ำ ซึ่งเป็น “ช่วงเวลาแพงที่สุด” และ “มีผู้ชมหนาแน่นที่สุด” หรือการสนับสนุนบนสตรีมมิ่งระดับโลกของสปอนเซอร์ที่มาจากผลิตภัณฑ์ชั้นนำของประเทศ

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ซีรีส์วายไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความฟิน" ของสาววายกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป แต่คือ "กระแสหลัก" (Mainstream) ที่ทรงอิทธิพล

เหล่านักแสดงไม่ได้เป็นเพียงดารา แต่พวกเขาคือ "Global Icons" ที่ได้รับเชิญเดินสายบนพรมแดงแถวหน้า และได้รับการอ้าแขนรับจากแบรนด์เนมตัวท็อปของโลก ไปจนถึงเครื่องสำอางและเครื่องประดับไฮเอนด์

นี่คือบทพิสูจน์ว่าความรักทุกรูปแบบมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงทุกภาคส่วน รวมถึง "อสังหาริมทรัพย์" ที่เราจะพาไปส่องกัน

ตลาด BL & GL ไทย: คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มสู่ Soft Power ทรงพลัง

หากจะมองหาความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในทศวรรษนี้ คงไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าการเป็น "ฮับ" ของซีรีส์วายในเอเชีย เพราะข้อมูล SCB EIC (2025) และรายงานเชิงเศรษฐกิจได้ฉายภาพชัดเจนว่า ตลาดนี้มีทิศทางเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในปี 2568-2569 ที่คาดการณ์ว่ารายได้รวมของผู้ผลิตจะสูงเกือบถึง 5,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ไทยเป็นประเทศที่มีความเปิดกว้างทางเพศ (LGBTQ+ Friendly) มากที่สุดในภูมิภาค

ความได้เปรียบของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างจีน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น คือ "อิสระในการเล่าเรื่อง" ในขณะที่บางประเทศยังมีข้อจำกัดด้านการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด หรือมีกรอบทางจารีตที่ปิดกั้นการแสดงออกของความรักร่วมเพศ

แต่ไทยกลับใช้จุดแข็งนี้สร้างสรรค์เนื้อหาที่มีความเป็นธรรมชาติ และหลากหลาย ตั้งแต่แนวรักใสๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย ไปจนถึงแนวสืบสวนสอบสวน หรือดราม่าการเมือง

ในมุมของ Soft Power ซีรีส์ BL และ GL ไทยทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่างบประมาณโฆษณาใดๆ เพราะไม่ได้ขายแค่ตัวนักแสดง แต่ขาย "ความเป็นไทย" ในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย แฟนคลับทั่วโลกไม่ได้แค่ดูซีรีส์ แต่พวกเขาอยากกินอาหารไทยตามตัวละคร อยากแต่งตัวตาม และที่สำคัญที่สุดคือ "อยากเดินทางมาสัมผัสสถานที่จริงในไทย" ซึ่งกลุ่มผู้เสพคอนเทนต์แนวนี้มีความต่างจากกลุ่มอื่น คือ มีกำลังซื้อสูงและมีความภักดีต่อคู่จิ้นของเขา ซึ่งนำมาสู่การต่อยอดให้เกิดการจับจ่าย และสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจในหลายๆ ทาง

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการไหลเข้าของเม็ดเงินมหาศาล กระจายตัวไปยังธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

6 คู่จิ้นทรงอิทธิพล ผู้สร้างมูลค่าทางการตลาดระดับพันล้าน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า "พลังของแฟนด้อม" สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ต้องมาดูผลงานและอิทธิพลของ 6 คู่จิ้น ที่พอจะนำมาเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพได้

ฝั่ง BL พลังจากแบรนด์ระดับโลก

1.ซี พฤกษ์ - นุนิว ชวรินทร์:คู่นักแสดงค่าย Mandee Work ที่เคยสร้างสถิติยอด Engagement ถล่มทลายกว่า 23 ล้านครั้งต่อเดือนความดังของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในจอ แต่ลามไปถึงการเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์ชั้นนำมากมาย สร้างปรากฏการณ์ "ของขาดตลาด" ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวสินค้า

2.บิวกิ้น พุฒิพงศ์ - พีพี กฤษฎ์:คู่จิ้นระดับตำนานที่ยกระดับสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวและเป็นคู่ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดกลุ่มหนึ่งในไทย มีฐานแฟนคลับหนาแน่นทั้งในไทยและจีน สามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวและคู่ที่บัตร Sold Out ภายในไม่กี่นาที รวมถึงการได้รับเลือกเป็น Brand Ambassador ให้กับแบรนด์หรูระดับโลก เช่น Balenciaga (พีพี) และ Gucci (บิวกิ้น) ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าสื่อ (Media Value) ให้กับแบรนด์มหาศาลในทุกครั้งที่ปรากฏตัวในแฟชั่นวีค

3.มาย ภาคภูมิ - อาโป ณัฐวิญญ์: ผู้สร้างปรากฏการณ์ "KinnPorsche The Series" ที่โด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้ทั้งคู่ก้าวขึ้นเป็น Global Brand Ambassador ของแบรนด์เครื่องแต่งกายหรูอย่าง Dior โดย อาโป ณัฐวิญญ์ เคยสร้างสถิติสร้างมูลค่าสื่อ (Earned Media Value - EMV) สูงถึง 1,700 ล้านบาท ($48.2 Million) บนเวที Paris Fashion Week ในปี 2023 เพียงงานเดียว ซึ่งสะท้อนถึงพลังการสนับสนุนของแฟนคลับที่มีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และยอดขายของแบรนด์ระดับ High-end

คลื่นลูกใหม่จากฝั่ง GL

  • ฟรีน สโรชา - เบ็คกี้ รีเบคก้า:GL คู่แรกของไทยที่สร้างปรากฏการณ์ "ปังทั่วโลก" จากซีรีส์ประวัติศาสตร์ "ทฤษฎีสีชมพู" (GAP The Series) ทำสถิติติดเทรนด์ X อันดับ 1 ในหลายสิบประเทศ และมียอดวิวรวมในสตรีมมิ่งถล่มทลายระดับพันล้านวิว ทุกครั้งที่มีผลงานซีรีส์ใหม่ก็ยังสร้างตัวเลขบนโซเชียลมีเดียติดอันดับตลอด ถือเป็นคู่ที่ทำให้ตลาด GL ในไทยถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลก

ความสำเร็จนี้ส่งให้ทั้งคู่ก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับสากลในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย โดย ฟรีน สโรชา ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ Valentino และร่วมงานกับแฟชั่นลักชัวรีอีกหลากหลายแบรนด์ ส่วน เบ็คกี้ รีเบคก้า เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ CHANEL และ Friend of L'Oréal Paris Makeup

  • หลิงหลิง คอง - ออม กรณ์นภัส:นักแสดงซีรีส์ "ใจซ่อนรัก" ของช่อง 3 ที่พิสูจน์ว่าสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ก็สามารถทำคอนเทนต์ยูริได้โดนใจวัยรุ่น ด้วยยอดแฮชแท็กบน TikTok ที่พุ่งสูงกว่า 500 ล้านวิว สะท้อนถึงฐานแฟนคลับรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง และทุกวันนี้ทั้งคู่ก็ยังเป็นที่ต้องการตัวของแบรนด์ชั้นนำ ทั้งสินค้ารีเทลและสินค้าแฟชั่นทั้งไทยและเทศ

  • อิงฟ้า วราหะ - ชาล็อต ออสติน:คู่จิ้นจากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ที่เป็น "แม่เหล็ก” ของบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MGI) ด้วยโมเดลธุรกิจที่ผสมผสานระหว่างนางงามและซีรีส์ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ทั้งคู่มีส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้ของ MGI ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในปี 2567-2568 ที่ทั้งคู่ได้รับเงินปันผลจากหุ้น MGI รวมกันกว่า 22 ล้านบาท เฉพาะ "อิงฟ้า" คนเดียวเคยสร้างมูลค่าสื่อและการรับรู้ในฐานะพรีเซนเตอร์สินค้ามากกว่า 20 แบรนด์ ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของศิลปินทั้งสองในช่วงจุดสูงสุด รวมกันมีมูลค่าหลักร้อยล้านบาท

อานิสงส์อาณาจักร BL & GL ส่งต่อตลาดอสังหาฯ ไทย

เมื่อกระแสซีรีส์วายไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ เม็ดเงินมหาศาลจึงไหลเข้าสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยสามารถแบ่งอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจริงออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ดังนี้

1. การขยายตัวของธุรกิจ MICE และพื้นที่จัดกิจกรรม (Event & Convention Spaces)

ปรากฏการณ์ "ห้างแตก" ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือการจองพื้นที่จัดงาน Fan Meeting และ Concert ของคู่จิ้นระดับท็อป รายงานของ SCB EIC ระบุว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอีเวนต์และการเช่าสถานที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภท Commercial Space

โดยเฉพาะศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ เช่น Union Hall (Union Mall), Paragon Hall หรือ เมืองทองธานี มีสถิติการถูกจองเพื่อจัดงานเกี่ยวกับซีรีส์ BL/GL แทบทุกสัปดาห์ การจัดงานแต่ละครั้งไม่เพียงแต่สร้างรายได้จากค่าเช่า แต่ยังรวมถึงเม็ดเงินจากค่าเช่าบูธสินค้า Merchandise และพื้นที่สปอนเซอร์ หรือแม้แต่การเช่าพื้นที่คาเฟ่ต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมย่อยต่างๆ ของเหล่าแฟนคลับ กลายเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของเจ้าของพื้นที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

2. มูลค่าเพิ่มจาก "Location Branding" และการตามรอยซีรีส์ สถานที่ถ่ายทำหลายแห่งได้รับยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์คของแฟนคลับทั่วโลก ที่มักใช้โซเชียลมีเดียในการสืบหาพิกัด สิ่งนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) ให้กับโครงการอสังหาฯ นั้นๆ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา

อ้างอิงจากเทรนด์ "Location Hunting"ในกลุ่มอินเตอร์แฟน โครงการอสังหาฯ ที่ปรากฏในซีรีส์ชื่อดัง เช่น คอนโดมิเนียมหรูย่านสุขุมวิทหรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา มักมีค่า Engagement ในโซเชียลมีเดียสูงขึ้น และถูกใช้เป็นจุดขายในการทำการตลาดสำหรับชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับการตามรอยซีรีส์เกาหลีหรือจีนมาแล้ว

3. การเติบโตของธุรกิจ Hospitality และที่พักระยะสั้นในรัศมีอีเวนต์ เมื่อมีการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในบริเวณใกล้เคียงจะได้รับอานิสงส์สูงสุด โดยเฉพาะในทำเลที่ติดรถไฟฟ้าและใกล้สถานที่จัดงาน ยกตัวอย่างช่วงที่มีการจัดงานแฟนมีตติ้งของคู่จิ้น เช่น "ฟรีน-เบ็คกี้" หรือ "ซี-นุนิว" อัตราการจองห้องพักของโรงแรมโดยรอบสถานที่จัดงานมักจะพุ่งสูงถึง 90-100% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังประกาศวันงาน แฟนคลับกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มักเดินทางมาเป็นกลุ่มและพักอาศัยนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป (ราว 3-5 วัน) เพื่อรอส่งศิลปิน หรือร่วมกิจกรรมย่อยอื่นๆ ทำให้เกิดการสะพัดของเม็ดเงินในธุรกิจอสังหาฯ เชิงพาณิชย์

4. จากซีรีส์สู่การยกระดับมูลค่าทางสังคม กรณีซีรีส์ "Pluto นิทาน ดวงดาว ความรัก" ของ น้ำตาล ทิพนารี - ฟิล์ม รชานันท์ ค่าย GMM TV ที่นำเสนอเรื่องราวของคนพิการทางการเห็น ไม่เพียงสร้างความฟิน แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมในเรื่อง Universal Design

หลังจากการนำเสนอผ่านซีรีส์เพียงไม่กี่วัน กรุงเทพมหานครได้ขานรับและเปลี่ยนป้ายบอกทางรวมถึงปรับปรุงทางเท้าในจุดที่ซีรีส์ใช้ถ่ายทำจริง สิ่งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าซีรีส์ BL/GL สามารถ "ชี้นำ" ทิศทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคให้เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม นับเป็นการสร้างมูลค่าทางสังคมควบคู่ไปกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองได้

5. เกิดดีมานด์ใหม่ๆ ของที่พักอาศัย กำลังซื้อของกลุ่มเศรษฐกิจสีรุ้ง ซึ่งกลุ่ม LGBTQIA+ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "DINK" (Double Income, No Kids) หรือกลุ่มที่มีรายได้สูงแต่ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องบุตร ทำให้มีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในระดับ Luxury สูงกว่ากลุ่มอื่น

จากบทวิเคราะห์ Forbes Thailand ซีรีส์ BL/GL ไทยได้สร้างภาพลักษณ์ไทยให้เป็น "สวรรค์ของความหลากหลาย" ทำให้นักลงทุนและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทั่วโลก สนใจซื้ออสังหาฯ ในไทยเพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง (Second Home) หรือเพื่อการเกษียณอายุ อีกทั้งนโยบาย "สมรสเท่าเทียม" ของไทยที่มีผลบังคับใช้ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มคู่รักเพศเดียวกันมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ไม่ควรมองข้าม

ท้ายที่สุดนี้ ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมซีรีส์ BL & GL หรือ Y Economy "ไม่ใช่แค่กระแส" แต่เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่มีรากฐานแข็งแกร่งจากความรักและความชื่นชอบ (Passion-driven Economy) ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปเป็นเม็ดเงินมหาศาลได้จริง ทั้งในและต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้โครงการเป็นสถานที่ถ่ายทำ การเป็นพาร์ทเนอร์ในการจัดกิจกรรม หรือแม้แต่การออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความหลากหลายทางเพศ เพราะในโลกยุคใหม่ ความเข้าใจใน "ความหลากหลาย" ไม่ใช่แค่เรื่องของศีลธรรม แต่คือ "โอกาสทางธุรกิจ" ที่ไม่ควรมองข้าม

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

(https://www.youtube.com/watch?v=OaoaoUL7qKM)

  • อาโป ณัฐวิญญ์ กับมูลค่าสื่อ 1,700 ล้านบาท: (https://youtu.be/0gNSFy2k7hc?si=xhPBD6n_3Z8G2Ozn)
  • อิงฟ้า-ชาล็อต กับมูลค่าเงินปันผลและหุ้น MGI

(https://www.share2trade.com/news/40332)

  • ภาพรวมมูลค่าตลาด Y Economy 4,900 ล้านบาท (SCB EIC)

(https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/288083)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...