MC สู้ศึกรีเทลขาลง! ใช้ AI ขยายฐานสมาชิก 1.8 ล้านราย ดันสัดส่วนยอดขายพุ่ง 60%
เจาะสูตรสำเร็จ MC ใช้ AI วิเคราะห์หน้าร้าน-ดัน CRM ดันยอดขาย Q2 ทะลุ 1.4 พันล้าน ลุยปฏิวัติแฟชั่นรีเทล ชู Virtual Try-On และ AI ดันยอดขายออนไลน์โต 2 เท่า มุ่งเป้าขยายระบบวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าครอบคลุม 100 สาขาภายในปี 2569
18 กุมภาพันธ์ 2569 - นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจรีเทล 6 เดือนติดลบจากภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงฉุดทราฟฟิกคนเดินผ่านหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าติดลบ -13% โจทย์สำคัญสำหรับรีเทลคือการทำให้คนเข้ามาในร้านและซื้อของเหมือนเดิม
ในส่วนของแม็คได้นำ AI เข้ามาบริหารสาขาทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และ CRM ทำให้ครึ่งปีหลัง 2568 มียอดขายเติบโต 12% เมื่อเทียบกับยอดขายในตลาดที่ติดลบ หัวใจสำคัญของการเติบโตในรอบปีที่ผ่านมาคือการใช้ระบบ In-store Customer Analysis เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าภายในร้าน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับผังการจัดวางสินค้า (Store Layout) และสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกให้แก่พนักงานขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยจากการทดสอบในร้านแฟล็กชิป 4 สาขาหลัก พบว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน (Traffic) เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 6 เดือนแรก ปัจจุบันบริษัทได้ขยายการใช้งานระบบดังกล่าวไปยัง 41 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าจะติดตั้งให้ครบ 100 สาขาภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพื้นที่ขาย
“ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในช่วงสุดสัปดาห์มี Traffic กว่าแสนคนที่เดินผ่านหน้าร้าน แต่ถ้าไม่เข้าร้านมีปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้น AI ช่วยให้เราสามารถ Capture ได้ว่าคนที่ผ่านหน้าร้านเข้าร้านเราหรือไม่เข้า เมื่อเปลี่ยนฟาสาด (Façade) ใหม่ของ Mc เปลี่ยนสี ขยายโลโก้ LEDหมุนเวียนตลอด ทำให้คนสังเกตเห็นร้านและมี Capture Rate เพิ่มขึ้น 50% ทำให้เรามีโอกาสเปลี่ยนทราฟฟิกที่เข้ามาในร้านเป็นยอดขายได้ ปัจจุบันจุดขายที่เป็นหน้าร้านเรามี 450 สาขา ภายในครึ่งปีเราปรับไป 200 สาขาสนับสนุนให้ภาพรวมให้เราโตได้”
ส่งผลให้ผลประกอบการ (ปีงบประมาณกรกฎาคม-มิถุนายน)ไตรมาส 2 (ตุลาคม-ธันวาคม) ปิดยอดขายที่ 1,492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156 ล้านบาท เติบโตเกือบ 12% และครึ่งปีแรก (กรกฎาคม-ธันวาคม) ปิดที่ 2,392 ล้าน เพิ่มขึ้น 215 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10%สวนทางกับตลาดรีเทลที่ซบเซา
“แม็คกรุ๊ปเมื่อเทียบกับปีที่แล้วทั้งบริษัทโตประมาณ 2.3% ครึ่งปีแรกเติบโตขึ้น 10% ทำให้เห็นชัดว่า AI ช่วยให้การเติบโตของธุรกิจเร่งขึ้นประมาณ 5 เท่าในภาวะที่ตลาดติดลบ 13%”
Precision CRM และนวัตกรรม Virtual Try-On
ในด้านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัทประสบความสำเร็จในการนำ AI-Driven Precision CRM มาวิเคราะห์ฐานสมาชิกที่มีอยู่กว่า 1.8 ล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายจากสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2568 มาเป็น 60% ในปี 2569
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยี Virtual Try-On (VTO) ซึ่งเป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถทดลองสวมใส่เสื้อผ้าบนรูปร่างจำลองได้แบบเรียลไทม์ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อออนไลน์ แต่ยังช่วยลดอัตราการคืนสินค้า (Return Rate) และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลังในระยะยาว
“ปัจจุบันเรามีฐานสมาชิก CRM ประมาณ 1.8 ล้าน Active Users เราใช้ AI ในการส่ง Content ให้กับ Member ตามความสนใจของลูกค้าแต่ละคนทำให้ยอดขายของ CRM เพิ่มขึ้นจาก 40% ของยอดขาย เป็น60% หรือ 2,300 ล้านบาท หมายความว่าแม้เศรษฐกิจไม่ดี คนไม่เดินห้าง ลูกค้าไม่เข้าร้าน แต่เราสามารถไดรฟ์ยอดขายจาก Loyal Customers ให้เข้ามาเอนเกรตบ่อยขึ้น ซื้อของมากขึ้น”
ขยายฐาน E-commerce ผ่าน Advanced Analytics
สำหรับการรุกตลาดออนไลน์ บริษัทได้นำ AI เข้ามาช่วยในการคัดเลือกและติดตามผลการทำงานของ Influencer และ Affiliate อย่างเป็นระบบ โดยระบบ Advanced Analytics จะทำการวัดผลยอดขาย ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) และอัตราการแปลงเป็นยอดซื้อ (Conversion Rate) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้การใช้งบประมาณการตลาดเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด
ทั้งนี้ตลาด Affiliate ค่อนข้างเติบโตได้ดี AI ยังทำหน้าที่คัดเลือก Affiliate ในทุกแพลตฟอร์มเข้ามาเป็นตัวแทนขาย โดยเฉพาะเจนเนเรชั่นใหม่ๆที่เติบโตขึ้นมาในตลาดแรงงานซึ่งส่วนมากนิยมขายออนไลน์เป็นรายได้เสริม
“วันนี้เรามีพนักงานขายหน้าสาขา 550 จุดขาย ประมาณ 1,200 คน และเป็นแบรนด์ที่มี Affiliate มากที่สุดในแคตากอรี่ของแฟชั่น 2,000 คนต่อเดือนปัจจุบันเรามีห้อง Live Streamer 4 ห้อง ภายในเดือนหน้าเราจะสร้างเพิ่ม 11 ห้อง และภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าจะโตจาก Affiliate ประมาณ 2 เท่า จากเทรนด์ของการไลฟ์สดที่คาดว่าจะยังเติบโตได้อีก 3-5 ปี
ทั้งนี้ลูกค้าที่ซื้อออนไลน์ของเราส่วนใหญ่เป็น Gen Z ซึ่ง 21% ชอบซื้อของบน TikTok ส่วนลูกค้าหน้าร้านจะเป็น Gen X และ Gen Y คิดเป็น 74% ของยอดขาย เราพยายามจะปรับสัดส่วนลูกค้า Gen Y และ Gen Z ไปที่ช่องทางออนไลน์มากขึ้นจาก 20%เป็น 45% ในปีหน้า นั่นหมายความว่าสินค้าครึ่งหนึ่งจะวางขายขายในร้านและอีกครึ่งหนึ่งจะทาร์เก็ตไปที่ Gen Z โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เรามียอดขายมากขึ้น”