โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

MC สู้ศึกรีเทลขาลง! ใช้ AI ขยายฐานสมาชิก 1.8 ล้านราย ดันสัดส่วนยอดขายพุ่ง 60%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 08.36 น.

เจาะสูตรสำเร็จ MC ใช้ AI วิเคราะห์หน้าร้าน-ดัน CRM ดันยอดขาย Q2 ทะลุ 1.4 พันล้าน ลุยปฏิวัติแฟชั่นรีเทล ชู Virtual Try-On และ AI ดันยอดขายออนไลน์โต 2 เท่า มุ่งเป้าขยายระบบวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าครอบคลุม 100 สาขาภายในปี 2569

18 กุมภาพันธ์ 2569 - นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจรีเทล 6 เดือนติดลบจากภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงฉุดทราฟฟิกคนเดินผ่านหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าติดลบ -13% โจทย์สำคัญสำหรับรีเทลคือการทำให้คนเข้ามาในร้านและซื้อของเหมือนเดิม

ในส่วนของแม็คได้นำ AI เข้ามาบริหารสาขาทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และ CRM ทำให้ครึ่งปีหลัง 2568 มียอดขายเติบโต 12% เมื่อเทียบกับยอดขายในตลาดที่ติดลบ หัวใจสำคัญของการเติบโตในรอบปีที่ผ่านมาคือการใช้ระบบ In-store Customer Analysis เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าภายในร้าน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับผังการจัดวางสินค้า (Store Layout) และสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกให้แก่พนักงานขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยจากการทดสอบในร้านแฟล็กชิป 4 สาขาหลัก พบว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน (Traffic) เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 6 เดือนแรก ปัจจุบันบริษัทได้ขยายการใช้งานระบบดังกล่าวไปยัง 41 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าจะติดตั้งให้ครบ 100 สาขาภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพื้นที่ขาย

“ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในช่วงสุดสัปดาห์มี Traffic กว่าแสนคนที่เดินผ่านหน้าร้าน แต่ถ้าไม่เข้าร้านมีปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้น AI ช่วยให้เราสามารถ Capture ได้ว่าคนที่ผ่านหน้าร้านเข้าร้านเราหรือไม่เข้า เมื่อเปลี่ยนฟาสาด (Façade) ใหม่ของ Mc เปลี่ยนสี ขยายโลโก้ LEDหมุนเวียนตลอด ทำให้คนสังเกตเห็นร้านและมี Capture Rate เพิ่มขึ้น 50% ทำให้เรามีโอกาสเปลี่ยนทราฟฟิกที่เข้ามาในร้านเป็นยอดขายได้ ปัจจุบันจุดขายที่เป็นหน้าร้านเรามี 450 สาขา ภายในครึ่งปีเราปรับไป 200 สาขาสนับสนุนให้ภาพรวมให้เราโตได้”

ส่งผลให้ผลประกอบการ (ปีงบประมาณกรกฎาคม-มิถุนายน)ไตรมาส 2 (ตุลาคม-ธันวาคม) ปิดยอดขายที่ 1,492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156 ล้านบาท เติบโตเกือบ 12% และครึ่งปีแรก (กรกฎาคม-ธันวาคม) ปิดที่ 2,392 ล้าน เพิ่มขึ้น 215 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10%สวนทางกับตลาดรีเทลที่ซบเซา

“แม็คกรุ๊ปเมื่อเทียบกับปีที่แล้วทั้งบริษัทโตประมาณ 2.3% ครึ่งปีแรกเติบโตขึ้น 10% ทำให้เห็นชัดว่า AI ช่วยให้การเติบโตของธุรกิจเร่งขึ้นประมาณ 5 เท่าในภาวะที่ตลาดติดลบ 13%”

Precision CRM และนวัตกรรม Virtual Try-On

ในด้านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัทประสบความสำเร็จในการนำ AI-Driven Precision CRM มาวิเคราะห์ฐานสมาชิกที่มีอยู่กว่า 1.8 ล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายจากสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2568 มาเป็น 60% ในปี 2569

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยี Virtual Try-On (VTO) ซึ่งเป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถทดลองสวมใส่เสื้อผ้าบนรูปร่างจำลองได้แบบเรียลไทม์ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อออนไลน์ แต่ยังช่วยลดอัตราการคืนสินค้า (Return Rate) และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลังในระยะยาว

“ปัจจุบันเรามีฐานสมาชิก CRM ประมาณ 1.8 ล้าน Active Users เราใช้ AI ในการส่ง Content ให้กับ Member ตามความสนใจของลูกค้าแต่ละคนทำให้ยอดขายของ CRM เพิ่มขึ้นจาก 40% ของยอดขาย เป็น60% หรือ 2,300 ล้านบาท หมายความว่าแม้เศรษฐกิจไม่ดี คนไม่เดินห้าง ลูกค้าไม่เข้าร้าน แต่เราสามารถไดรฟ์ยอดขายจาก Loyal Customers ให้เข้ามาเอนเกรตบ่อยขึ้น ซื้อของมากขึ้น”

ขยายฐาน E-commerce ผ่าน Advanced Analytics

สำหรับการรุกตลาดออนไลน์ บริษัทได้นำ AI เข้ามาช่วยในการคัดเลือกและติดตามผลการทำงานของ Influencer และ Affiliate อย่างเป็นระบบ โดยระบบ Advanced Analytics จะทำการวัดผลยอดขาย ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) และอัตราการแปลงเป็นยอดซื้อ (Conversion Rate) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้การใช้งบประมาณการตลาดเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด

ทั้งนี้ตลาด Affiliate ค่อนข้างเติบโตได้ดี AI ยังทำหน้าที่คัดเลือก Affiliate ในทุกแพลตฟอร์มเข้ามาเป็นตัวแทนขาย โดยเฉพาะเจนเนเรชั่นใหม่ๆที่เติบโตขึ้นมาในตลาดแรงงานซึ่งส่วนมากนิยมขายออนไลน์เป็นรายได้เสริม

“วันนี้เรามีพนักงานขายหน้าสาขา 550 จุดขาย ประมาณ 1,200 คน และเป็นแบรนด์ที่มี Affiliate มากที่สุดในแคตากอรี่ของแฟชั่น 2,000 คนต่อเดือนปัจจุบันเรามีห้อง Live Streamer 4 ห้อง ภายในเดือนหน้าเราจะสร้างเพิ่ม 11 ห้อง และภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าจะโตจาก Affiliate ประมาณ 2 เท่า จากเทรนด์ของการไลฟ์สดที่คาดว่าจะยังเติบโตได้อีก 3-5 ปี

ทั้งนี้ลูกค้าที่ซื้อออนไลน์ของเราส่วนใหญ่เป็น Gen Z ซึ่ง 21% ชอบซื้อของบน TikTok ส่วนลูกค้าหน้าร้านจะเป็น Gen X และ Gen Y คิดเป็น 74% ของยอดขาย เราพยายามจะปรับสัดส่วนลูกค้า Gen Y และ Gen Z ไปที่ช่องทางออนไลน์มากขึ้นจาก 20%เป็น 45% ในปีหน้า นั่นหมายความว่าสินค้าครึ่งหนึ่งจะวางขายขายในร้านและอีกครึ่งหนึ่งจะทาร์เก็ตไปที่ Gen Z โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เรามียอดขายมากขึ้น”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...