สภาพัฒน์ เผยภาวะหนี้น่าห่วง หลังคนมีรายได้เกิน 1 แสนบาท ยังผิดนัด ด้านคนว่างงานลดลงเหลือ 2.7 แสนคน
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4/2568 ว่า ในช่วงไตรมาส 4/2568 มีจำนวนผู้มีงานทำ 39.8 ล้านคน ลดลง -0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการจ้างงานในภาคเกษตรกรรม มีจำนวน 11.5 ล้านคน ลดลง -3.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม มีจำนวน 28.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.2%
ส่วนอัตราการว่างงานในช่วงไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 0.7% โดยมีจำนวนผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน ลดลง -21.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 3.6 แสนคน คิดเป็นอัตราว่างงาน 0.88% ขณะที่อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม อยู่ที่ 1.78 คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 2.17 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้าง 18.9% และผู้ว่างงานระยะยาว (ผู้ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 5.8 หมื่นคน ลดลง -14.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายดนุชา ระบุถึงภาพรวมสถานการณ์ด้านแรงงานในปี 2568 ว่า มีกำลังแรงงานทั้งหมด 40.2 ล้านคน ลดลง -0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีจำนวนผู้มีงานทำ 39.6 ล้านคน ลดลง -0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แบ่งเป็น แรงงานในภาคเกษตรกรรม 11.2 ล้านคน ลดลง -2.6% และแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม 28.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.81% ซึ่งมีจำนวนผู้ว่างงาน 3.3 แสนคน ลดลง -18.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
นายดนุชา ระบุ ประเด็นด้านแรงงานที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังสร้างงานที่มีคุณภาพสูงให้แก่ประเทศไทยอย่างจำกัด ส่วนหนึ่งมาจากแรงงานไทยที่ต้องมีการพัฒนาทักษะให้ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ๆที่เข้ามา และอุตสาหกรรมใหม่ๆที่เข้ามาลงทุนยังมีความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยไม่มากนัก และ 2.แรงงานรู้สึกไม่มั่นคงในงานและกังวลต่อบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้น โดย 26% กังวลว่าจะตกงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า
นายดนุชา กล่าวว่า ในส่วนสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนในช่วงไตรมาส 3/2568 มีจำนวน 16.31 ล้านล้านบาท ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็น 86.8% ต่อจีดีพี โดยสินเชื่อส่วนใหญ่หดตัว จากการที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัวได้เล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับคุณภาพสินเชื่อครัวเรือนนั้น จากข้อมูลธนาคารพาณิชย์ พบว่าในช่วงไตรมาส 3/2568 สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.75 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.34% คงที่จากไตรมาสก่อน (ไตรมาส 2/2568)
ขณะที่ข้อมูลข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ครอบคลุมมากกว่าข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ พบว่า ในช่วงไตรมาส 3/2568 สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.29 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อ ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 9.4% เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในไตรมาสก่อน และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทุกสินเชื่อ ส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 30-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 4 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน SMLs ต่อสินเชื่อรวม 3.1% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสก่อน
นายดนุชา กล่าวถึงหนี้สินครัวเรือนไทยว่า มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.การกำกับสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later : BNPL) ซึ่งเข้าถึงง่าย และมีเงื่อนไขการพิจารณาไม่มีความเข้มงวดมากนัก ทำให้มีความเสี่ยงว่าการแก้ปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้สินเกี่ยวกับการบริโภคทำได้ยากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อออนไลน์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น การกำหนดเพดานหนี้ และ 2.คนรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยข้อมูลของ SCB EIC Consumer Survey 2025 พบว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กระจายทุกกลุ่มรายได้ และพบว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน กว่า 1 ใน 5 มีปัญหาการชำระหนี้ และกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน ประมาณ 1 ใน 3 มีภาระหนี้สูงเกิน 60% ของรายได้
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มรายได้ พบว่า ครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 68% ,ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 15,000-30,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 69% ,ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 30,000-50,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 51% ,ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 36% และครัวเรือนกลุ่มรายได้ 100,000 บาทขึ้นไป มีปัญหาการชำระหนี้ 21%
นายดนุชา กล่าวด้วยว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 5 หมื่น-1 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งมีปัญหาการชำระหนี้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ดังนั้นจึงต้องร่วมกันสร้างความตระหนักในเรื่องวินัยการเงินเชิงรุก เช่น การมีมาตรการจูงใจให้มีการจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา อาทิ การให้เครดิตเงินคืนหรือการลดดอกเบี้ย และต้องมีการแจ้งเตือนการชำระหนี้ก่อนถึงกำหนด เพื่อทำให้การผิดนัดชำระหนี้ลดลง รวมถึงการก่อหนี้ใหม่ต้องดูให้ถี่ถ้วนและรอบคอบมากขึ้น