ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ทุ่ม 2 พันล้านอัปเกรดโรงงานสระบุรี รับตลาดเครื่องดื่มโต 3%
ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เปิดตัว 2 สายการผลิตใหม่สระบุรี ดันกำลังการผลิตรวมพุ่งสู่ 800 ล้านลิตรต่อปี รองรับความต้องการตลาดไทย ปรับกลยุทธ์ดึงการผลิต 'ชา-กาแฟ' กลับสู่ In-house มุ่งบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนอย่างครบวงจร ชูเทคโนโลยี Aseptic และระบบอัตโนมัติ ลดการใช้พลังงาน พร้อมรับการผลิตขวดจากพลาสติกรีไซเคิล
9 กุมภาพันธ์ 2569 – บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการขยายฐานการผลิตด้วยงบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อติดตั้งสายการผลิตใหม่ลำดับที่ 5 และ 6 ณ โรงงานจังหวัดสระบุรี
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต (Infrastructure) ให้รองรับการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำอัดลม (Non-Carbonated Soft Drinks) และตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเฉลี่ย 3% ต่อปี
การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ "Portfolio Transformation" ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินค้าให้ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การย้ายฐานการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียมอย่างชาพร้อมดื่ม "ทีพลัส" (TEA+) และกาแฟพร้อมดื่ม "บอส คอฟฟี่" (BOSS Coffee) กลับเข้ามาผลิตเองภายในโรงงานสระบุรี (In-house Production) จากเดิมที่อาจมีการพึ่งพาพันธมิตรภายนอก เพื่อให้สามารถควบคุมมาตรฐานคุณภาพตามแบบฉบับญี่ปุ่นและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุน
นายมาทิแอส วอลลิน รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายซัพพลายเชน ระบุว่าการขยายการลงทุนครั้งนี้ไม่ได้มีผลเพียงแค่การเพิ่มปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดเท่านั้น แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างให้แก่ระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในระยะยาว
"การขยาย 2 สายการผลิตใหม่ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งของระบบซัพพลายเชนในระยะยาว… 2 สายการผลิตใหม่นี้มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,500 ขวดต่อนาที ส่งผลให้โรงงานสระบุรีมีขีดความสามารถในการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 800 ล้านลิตรต่อปี"
การเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นสู่ระดับ 800 ล้านลิตรต่อปี จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนส่วนแบ่งการตลาดของเป๊ปซี่และน้ำอัดลมอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ (New Product Development) ให้สามารถออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (Time-to-market) เพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ในมิติของวิศวกรรมการผลิต นายอากิระ โนจิมะ รองประธานบริหารฝ่ายการผลิต เปิดเผยว่าสายการผลิตใหม่นี้ถูกออกแบบด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูง (Advanced Automation) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะในส่วนของสายการผลิตที่ 5 ที่ใช้เทคโนโลยีการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (Aseptic Filling) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเครื่องดื่มที่ต้องการความสดใหม่และรสชาติที่คงที่
นอกจากความได้เปรียบทางธุรกิจ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยโครงสร้างการผลิตใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อลด Carbon Footprint ผ่านการใช้เครื่องเป่าขวดแรงดันต่ำที่รองรับพลาสติกรีไซเคิล (rPET) และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
ด้านทิศทางการตลาดนายจูนิชิโร ทาคาตะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ชี้ให้เห็นว่าความต้องการของผู้บริโภคมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น การมีฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นของตนเองจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและเข้าถึงโอกาสในตลาดกลุ่มใหม่ ๆ ได้แม่นยำขึ้น
"ความคล่องตัวในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความแตกต่าง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต… การลงทุนครั้งนี้ช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ผ่านโรงงานผลิตของบริษัทฯ เอง และเพิ่มประสิทธิภาพรวมถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น"
การขยายตัวครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มปริมาณการผลิต แต่เป็นสัญลักษณ์ของการรุกตลาดเครื่องดื่มไทยอย่างเต็มตัวของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ที่มุ่งหวังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง