ยานยนต์ไทยลุ้นรัฐบาลใหม่กระตุ้นกำลังซื้อดันเป้าผลิต 1.5 ล้านคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ว่า ได้ตั้งเป้าประมาณการการผลิตรถยนต์ ในปี 2569 ประมาณ 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.05 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน เท่ากับร้อยละ 63.33 ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 550,000 คัน เท่ากับร้อยละ 36.67 ของยอดการผลิตทั้งหมด ขณะที่ผลิตเพื่อการส่งออก จำนวน 950,000 คัน ลดลงร้อยละ 0.65
สำหรับปัจจัยบวกที่มีผลต่ออุตสากรรมยานยนต์ มีหลายเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ 1.ศาลสูงสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าภาษีศุลกากรประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ขัดรัฐธรรมนูญ 2.ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลง 3.OPEC ลดราคาน้ำมันดิบลง
4.บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะรอคำวินิจฉัยของศาลสูงของสหรัฐเรื่องภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ภาวะเศรษฐกิจการค้าโลกจึงยังไม่ชัดเจน
ด้านปัจจัยลบที่ต้องติดตาม คือมาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า มาตรการ Euro 6 และ มาตรการ ADAS รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย ความแปรปรวนสภาพอากาศ สงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก
ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 550,000 คัน ปีที่แล้วที่ผลิตได้ 499,339 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.15 โดยคาดหวังหลังได้รัฐบาลใหม่จะทำให้มีการลงทุนตรงจากต่างประเทศ(FDI)มากขึ้น และเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงฮันนีมูนเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนและเพิ่มอำนาจซื้อประชาชน ทั้งนี้หากตั้งรัฐบาลช้า การใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้
“ภาพรวมยานยนต์ปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับส่งออกที่ปีนี้อาจชะลอตัวลงจากภาษีสหรัฐ ค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่าร้อยละ 80 ของ GDP ส่งผลกระทบต่อการขายรถยนต์ รวมถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงลดลง การใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงาน คนงานมีรายได้ลดลง อำนาจซื้อลดลง เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ”
นายสุรพงษ์ กล่าวถึง สถานการณ์ยานยนต์ปี2568 ยอดผลิตรถยนต์ อยู่ที่ 1,455,569 คัน มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเดือนสุดท้ายของปีมีการผลิต 113,855 คันเนื่องจากค่ายรถเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เพื่อชดเชยการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการสนับสนุนฯ ส่งผลให้ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 794.32 เพื่อส่งออกและขายในประเทศ และส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออก 86,194 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.26
ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่งในปี 2568 มีจำนวน 550,456 คัน ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยแบ่งเป็น รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 247,929 คัน ลดลงอยละ 29.15 เพราะมีการยกเลิกผลิตบางรุ่น รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 70,914 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 631.98 ด้านรถกระบะขนาด 1 ตัน ผลิตได้ทั้งสิ้น 893,921 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.02
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ร้อยละ 47.17 และเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 39.07 เป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือนที่มียอดขายรถยนต์ 75,121 คัน สอดคล้องกับยอดจองรถยนต์ 75,246 คันในงานมหกรรมยานยนต์เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 รถยนต์นั่งจึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.4 และรถยนต์ SUV เพิ่มขึ้นร้อยละ 106.3 รถ PPV ยังคงขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5 เพราะปีนี้มีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้นมา
ด้านรถกระบะยังคงมียอดขายทรงตัวที่ระดับต่ำที่ 14,965 คัน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.9 จากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) ยังคงต่ำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ยังคงลดลงร้อยละ 4.24 การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 55,49 แสดงถึงการจ้างงานยังคงชะลอตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ
ทั้งนี้สถิติยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 372,662 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 63.83 แบ่งประเภทได้ ดังนี้ รถยนต์นั่งและรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 280,731 คัน รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คนมีจำนวน 5,730 คัน รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 236 คัน รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 287 คัน รถยนต์บริการให้เช่ามีจำนวน 5 คัน รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 1,645 คัน รถกระบะและรถแวนมีจำนวน 1,540 คัน รถยนต์ 3 ล้อมีจำนวนทั้งสิ้น 1,042 คัน ส่วนยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 604,997 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.85
“แนวโน้มการใช้รถอีวียังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยของราคารถยนต์ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับรถประเภทน้ำมัน ขณะที่รถไฮบริดก็ได้รับการสนใจเพราะมีการผลิตรุ่นที่ราคาถูกลง 6-7 แสนก็สามารถเลือกซื้อได้”