โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตา “ยูโร” แข็งค่าแตะ 1.20 ดอลลาร์ ครั้งแรกรอบ 4 ปี สัญญาณเตือนภาคส่งออกยุโรป

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 16.07 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 09.07 น.

การแข็งค่าของ "ยูโร" แตะระดับ 1.20 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ไม่เพียงสะท้อนการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังส่งสัญญาณความเสี่ยงใหม่ต่อภาคส่งออกยุโรป

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 14.48 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ค่าเงินยูโรทำสถิติใหม่เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทะลุระดับ 1.20 ดอลลาร์ต่อยูโร เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 สะท้อนแรงส่งของสกุลเงินยุโรปที่กลับมาแข็งแกร่ง ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่มองดอลลาร์ในเชิงลบมากขึ้น

ทำไมระดับ 1.20 ดอลลาร์ ถึงสำคัญ?

ระดับ 1.20 ดอลลาร์ถือเป็นตัวเลขกลมที่นักลงทุนให้ความสำคัญ และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของยูโร หลังจากพุ่งขึ้นราว 13% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นแรงที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2560 ระดับนี้ยังถูกจับตาเป็นพิเศษ หลัง Luis de Guindos รองประธาน European Central Bank (ECB) เคยส่งสัญญาณเมื่อปีก่อนว่า ยูโรใกล้ระดับที่อาจเริ่มสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

เส้นทางสู่ 1.20 ดอลลาร์ไม่ได้ราบรื่นนัก ยูโรเคยเข้าใกล้ระดับนี้เมื่อเดือนกันยายน ก่อนอ่อนค่าลงเมื่อดอลลาร์ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม หลังจากร่วงลงใกล้ระดับ 1 ดอลลาร์ต่อยูโรเมื่อราวหนึ่งปีก่อน ค่าเงินยูโรก็ค่อย ๆ แข็งค่าขึ้นอีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป โดยเฉพาะฝั่งเยอรมนี

ในเชิงประวัติศาสตร์ ระดับ 1.20 ดอลลาร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของยูโรนับตั้งแต่เริ่มใช้ในปี 1999 เล็กน้อย แต่ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดราว 1.60 ดอลลาร์ในปี 2551

ทำไมยูโรถึงแข็งค่ามาก?

ปัจจัยหลักยังคงเป็นฝั่งสหรัฐ โดยเฉพาะท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เผชิญหน้ากับพันธมิตรในหลายประเด็น ทั้งการค้า กรีนแลนด์ รวมถึงการโจมตธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ แรงหนุนล่าสุดของยูโรมาจากกระแสคาดการณ์ว่า สหรัฐอาจร่วมมือกับญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาด เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงในวงกว้าง แม้ทรัมป์จะออกมากล่าวเมื่อวันอังคารว่า มูลค่าดอลลาร์ยังดีมากก็ตาม

นอกจากนี้ความพยายามของยุโรปในการเสริมความมั่นคงด้านความมั่นคงและการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะจากเยอรมนี รวมถึงกระแสกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อยูโร

ทั้งนี้บริษัทในยุโรปเริ่มมีความกังวลมากขึ้น เพราะค่าเงินที่แข็งขึ้นทำให้ สินค้าและบริการยุโรปมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งอาจสะท้อนผ่านผลประกอบการในไตรมาสถัดไป ข้อมูลจาก STOXX 600 ระบุว่าบริษัทในดัชนีนี้กว่า 60% ของรายได้มาจากต่างประเทศ โดยเกือบครึ่งหนึ่งมาจากสหรั ตามการประเมินของ Goldman Sachs

แม้นักลงทุนหุ้นจะยังไม่ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากค่าเงินมากนัก เนื่องจากมุมมองเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น แต่ผลประกอบการของบริษัทในยุโรป คาดว่าจะหดตัวในปีที่ผ่านมา โดย Barclays ประเมินว่า การแข็งค่าของยูโรอธิบายได้ถึงราว ครึ่งหนึ่งของการปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS)

ECB กังวลแค่ไหน?

โดยทั่วไป ECB ให้ความสำคัญกับความเร็วและขนาดของการเคลื่อนไหวค่าเงิน มากกว่าระดับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่การที่ยูโรพุ่งขึ้นราว 2% ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน ย่อมอยู่ในเรดาร์ของธนาคารกลาง

อย่างไรก็ตามการแข็งค่ารอบนี้ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการพุ่งแรงเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ทำให้แรงกังวลลดลงบ้าง แต่หากยูโรแข็งค่าต่อ อาจกดดันราคานำเข้า และซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อที่ ECB คาดว่าจะ ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า

ยูโรจะขึ้นมาเทียบดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลกได้เร็วแค่ไหน?

คำตอบคือ ยังอีกไกล แม้การแข็งค่าของยูโรสะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น แต่ดอลลาร์ยังครองสัดส่วนเกือบ 60% ของเงินสำรองโลก ขณะที่ยูโรมีเพียงราว 20% ความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในการค้าโลกและตลาดทุนขนาดใหญ่ ทำให้สถานะนี้ยังไม่เปลี่ยนง่าย ๆ อย่างไรก็ตาม Christine Lagarde ประธาน ECB มองว่า นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดเดาได้ยาก อาจเปิดโอกาสให้ยูโรมีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น แต่ยุโรปจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินของตนเอง ซึ่งยังคงติดหล่มมานาน

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าว การเงิน ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...