ดีเอสไอ ลั่นคดีฮั้วสว.คืบ จ่อเรียกรับทราบข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน 100ราย ชี้พฤติการณ์ชัด
อธิบดีดีเอสไอ เร่งทำคดีฮั้วสว.คืบหน้าไปแล้ว 60-70% เผยสิ้นเดือน ก.ค.-ต้นส.ค. จ่อออกหมายเรียกรับทราบข้อหาคดีอั้งยี่-ฟอกเงินล็อตแรก 100 ราย พฤติการณ์ชัด รับเงินก้อนใหญ่ โหวตตามโพยสั่ง เจอเส้นเงินสะพัดกว่า 30 จังหวัด พบเส้นเงินกลุ่มคนใกล้ชิดกรรมการบริหารพรรคดัง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ก.ค.2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
โดยมี นายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ นายระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการ ร่วมประชุม
เพื่อหารือกรอบการสอบสวน สรุปผลการสอบสวนปากคำพยาน ได้ความอย่างไรบ้าง ความคืบหน้าทางคดี และแนวทางการสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม จะเรียกใครเพิ่มอีกหรือไม่ เนื่องด้วยภายหลังจากพนักงานสอบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลภายในขบวนการจัดฮั้ว กระทั่งมีการออกหมายเรียกพยานมากกว่า 12 ราย ทยอยเข้าให้ปากคำชี้แจงกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีการฟอกเงินทางอาญา
ปรากฏเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดฮั้ว สว. มีการโอนเงินในลักษณะเครือข่ายที่มีการจ้างผู้สมัครใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ลำพูน และหนองบัวลำภู รวมถึงยังพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวพันกับสว. จำนวน 24 จังหวัด
อย่างไรก็ตาม คำให้การของพยานส่วนใหญ่ยังคงปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับขบวนการจัดฮั้ว แม้เส้นทางการเงินจะประจักษ์ในช่วงวันเวลาก่อนการเลือก สว. ระหว่างการเลือก สว. และหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว.ระดับประเทศ ก็ตาม
ต่อมาเวลา 12.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องการสอบสวนพยาน รวมทั้งสอบถามข้อกฎหมายการฟอกเงิน โดยได้รับความมั่นใจจาก ปปง. ว่ากรณีดังกล่าว พฤติกรรมของการเตรียมเงินและจ่ายเงินให้กับหัวคะแนนหรือโหวตเตอร์ที่ไปสนับสนุนการกระทำความผิดในครั้งนี้ จะถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามนิยามของกฎหมาย ปปง. หรือไม่ เราก็ได้ความชัดเจนตรงนี้
นอกจากนี้ ในการสอบถามเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่ามีการจ่ายเงินในหลายพื้นที่ และการสอบสวนเท่าที่ได้รับฟัง พบความชัดเจนมากขึ้น รับฟังได้ว่ามีมูลในการกระทำความผิดตามที่มีการกล่าวหาเกิดขึ้น ทั้งอั้งยี่และการฟอกเงิน รวมถึงที่ประชุมกำหนดสอบพยานอีกส่วนหนึ่ง เพื่อพิจารณาเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ การสอบสวนในตอนนี้มีความคืบหน้าแล้ว 60-70%
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า การสอบปากคำพยานในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินที่ผ่านมา รวมแล้ว 90 ปาก โดย 90 ปากนี้ มีทั้งกลุ่มที่เข้าไปรู้เห็นการวางแผน การทำหน้าที่ต่าง ๆ โดยเป็นการรู้เห็นด้วยตนเอง และพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเงินด้วย
ผลการให้ปากคำในส่วนของผู้ที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้อง มี 7-8 ราย แต่เราดูหลักฐานการเดินบัญชี (Statement) เป็นหลัก ว่าการโอนและรับโอนเงินนั้น ส่วนใหญ่พยานจะอ้างว่าโอนเงินตามมูลหนี้ แต่เราต้องมาชั่งน้ำหนักอีกทีว่ารับฟังได้มากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น พยานในล็อตถัดไป จะมีพฤติการณ์ไม่เหมือนกับ 90 รายแรกที่สอบสวนไป โดยมีพฤติกรรมจากเส้นทางการเงิน ซึ่งเราจะพิสูจน์ว่าผู้ช่วยหรือผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาประจำตัว สว. ที่มีการแต่งตั้งมีที่มาอย่างไร เพราะทราบว่ามีเงินบางส่วนได้ถูกโอนกลับไปที่คณะบุคคลบางกลุ่ม ก็ต้องติดตามตรวจสอบต่อไป
เมื่อถามว่ามีรายชื่อ สส.ที่จะต้องเข้าให้ปากคำในฐานะพยานบ้างหรือไม่ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยอมรับว่ามีทุกกลุ่มแน่นอน ซึ่งหมายเรียกพยานนั้น เมื่อหมดล็อตถัดไป (กลุ่มที่ปรึกษาของ สว.) จะพิจารณาเรื่องหมายเรียกผู้ต้องหา ประมาณ 1 เดือน จะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น หรืออาจเป็นขั้นตอนเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาเลยก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับการได้มาของพยานหลักฐาน
โดยการฟอกเงิน พฤติกรรมคือการรับโอนเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนอั้งยี่ คือ การเป็นคณะบุคคลหรือจัดตั้งเป็นคณะบุคคล ปกปิดวิธีดำเนินการ เพื่อไปกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตอนนี้มันก็ชัดแล้วว่ามีการจัดตั้งคณะขึ้นมาและแบ่งหน้าที่กันทำ การฮั้วนั้น พฤติกรรมแวดล้อมมันจะบ่งบอก
อย่างช่วงเลือกตั้งบางทีไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมีการรับโอนเงินเงินก้อนใหญ่ หรือเงินกระจายไปยังบุคคลอื่นหลาย 10 เส้น และบุคคลเหล่านั้นก็ไปสมัครสว.ในช่วงนั้น แล้วเลือกคนที่อยู่ในโพย ซึ่งมันมีความโยงใยกัน จึงยืนยันว่าเราไม่ได้ดูแค่พยานหลักฐานเรื่องเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียว และตอนนี้ทราบว่าเส้นทางการเงินกระจายมากกว่า 30 จังหวัด
สำหรับคดีฮั้ว สว.ที่รับผิดชอบโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน กับคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน ที่รับผิดชอบโดยดีเอสไอนั้น โดยหลักการแล้ว จะไม่ยึดโยงกัน แต่สนับสนุนเอื้อกันและกัน ฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าหากบุคคลใดโดนดำเนินคดีในส่วนของ กกต. แล้วจะต้องถูกดำเนินคดีอั้งยี่-ฟอกเงินด้วย ไม่จำเป็น มันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
โดยดีเอสไออาจจะขอพยานหลักฐานหรือความเห็นในส่วนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วยได้ โดยตนจะไม่ขอตอบในส่วนของการดำเนินการของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน เพราะมันเป็นส่วนของ กกต. แม้ดีเอสไอส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมก็ตาม แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ซึ่งมาตรฐานความผิดใด ก็ต้องเป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการ
เมื่อถามว่าจำนวนเป้าหมายผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิด พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า รวม ๆ แล้วของดีเอสไอ และ กกต. อาจมีอย่างน้อยประมาณหลักร้อยคน แต่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เนื่องจากการสอบสวนเอาผิดใคร มันไม่สามารถระบุเจาะจงจำนวนได้ แต่ดูตามพยานหลักฐานว่าเชื่อมโยงถึงใครที่เกี่ยวข้องบ้าง จึงจะพิจารณาว่าบุคคลใดร่วมกันกระทำความผิดความ เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน แต่ถ้ามองคร่าว ๆ ตอบได้ว่ามีหลักร้อยคน
เมื่อถามว่าจากการดูเรื่องเส้นทางการเงิน พบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังนักการเมืองท้องถิ่นกับขบวนการจัดฮั้วบ้างหรือไม่ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ยอมรับว่ามี แต่ขอสงวนเรื่องรายละเอียดไว้ก่อน ส่วนเชื่อมโยงถึงระดับกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ยืนยันว่าเงินตอนนี้ยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่พบว่าเชื่อมโยงถึงกลุ่มคนใกล้ชิดของกรรมการบริหารพรรค
ส่วนจะดำเนินการสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน อย่างเร็วที่สุด มีความเป็นไปได้ว่าจะทำสำนวนตีคู่ขนานไปกับคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน (7 อรหันต์) แต่ขอย้ำว่าการดูเรื่องเส้นทางการเงิน ก็ต้องดูว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ และพยานหลักฐานในส่วนขององค์ประกอบอั้งยี่ จะต้องสอบสวนปากคำใครเพิ่มเติม หรือต้องไปดูเอกสารใดบ้าง
อีกทั้งความผิดฐานฟอกเงิน เราจะตัดกรอบแค่ไหน เพราะการโอนเงินมันกระจายเป็นกลุ่มจังหวัด เราจะพิจารณาอย่างไร อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ที่ดีเอสไอจะกันพยานไว้ หากพยานคนนั้นอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ใช่บุคคลสำคัญ และยังให้การเป็นประโยชน์ และมั่นใจได้ว่าพยานรายนั้นจะเบิกความเป็นประโยชน์ต่อคดี จนเอาผิดถึงตัวการสำคัญได้
หลังจากนี้เราจะโฟกัสเรื่องพยานหลักฐาน โดยเราจะเน้นการสอบสวนให้เห็นว่าการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ใครที่จะต้องรับผิดในส่วนใดบ้างก็ต้องพิจารณาเป็นรายไป
เมื่อถามถึงฐานความผิดต่าง ๆ ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. และมาตรา 113 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มีการดำเนินคดีนั้น กกต. จะแยกสำนวนอย่างไร เพราะ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ตามหลักการต้องส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขณะที่มาตรา 113 จะต้องให้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น พ.ต.ท.อนุรักษ์ กล่าวว่า มาตราความผิดใดเกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้งก็เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะพิจารณา
แต่ในทางปฏิบัติ ทาง กกต. อาจตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกชุดเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ทราบว่าสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 จะเสร็จภายในวันนี้ ส่วนจำนวนผู้ถูกดำเนินคดียังไม่เรียบร้อยเท่าไร รอประธานกกต. อาจจะแถลง
ด้าน นายวิทยา กล่าวว่า วันนี้ทางดีเอสไอ เชิญ ปปง. มาให้ความเห็นทางคดีเกี่ยวกับความผิดมูลฐานฟอกเงิน และเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน แบ่งเป็น 1.ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด 2.ทรัพย์สินที่ช่วยสนับสนุนการกระทำความผิด และ 3.บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตัวทรัพย์สิน เป็นเรื่องของคดีอาญาฟอกเงิน
ฉะนั้น เมื่อถึงวันที่ดีเอสไอ ต้องดำเนินคดีฐาน "อั้งยี่-ฟอกเงิน" กับบุคคลใด ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบเรื่องการสืบทรัพย์สินเพื่อออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ชั่วคราวนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน เพราะ ปปง. เข้ามาดูจะต้องมีความชัดเจน และประชาชนก็ให้ความสำคัญ
ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดในขณะนี้ ยังให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สามารถเข้ามาชี้แจงได้ สำหรับเส้นทางการเงินเชื่อมโยงบุคคลจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง แต่มูลค่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากต้องมีความชัดเจนตามพยานหลักฐาน เพราะต้องส่งสำนวนชั้นอัยการและศาลในขั้นตอนกฎหมาย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดีเอสไอ ลั่นคดีฮั้วสว.คืบ จ่อเรียกรับทราบข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน 100ราย ชี้พฤติการณ์ชัด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th