โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดข้อกล่าวหา “พิเชษฐ์” โยกงบฯ งานเข้า!ยื่นสอยพ้นรองประธานสภาฯ

AEC10NEWs

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 21.33 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 04.00 น. • AEC10NEWS

งานเข้า ร้องสอย "พิเชษฐ์" โยกงบ

งานเข้า "พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน" รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เมื่อ "ภัณฑิล น่วมเจิม" สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เตรียมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย จากกรณีการตั้งโครงการของบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรที่ส่อไปในทางทุจริต โดยเป้าหมายของการยื่นนี้ เพื่อถอดถอน “พิเชษฐ์” พ้นรองประธานสภาฯ

ภัณฑิล จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำของพิเชษฐ์ เข้าข่ายการกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง ที่ห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อเข้าไปมีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของการทุจริต โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการออกกติกา ตรวจสอบการใช้งบประมาณ แต่กรณีนี้มีการนำงบประมาณเข้าเขตตัวเองแล้วมาแจกเงินจัดงาน การใช้งบประมาณแบบนี้ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ส่อไปในทางทุจริต เจตนาต้องการมีงบกลางของตัวเองไว้ใช้ ซึ่งเงินภาษีประชาชนจะเอาไปใช้แบบนี้ไม่ได้

พฤติกรรมรองประธานสภาฯ

จากข้อมูลของ สส. ภัณฑิล เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนการจัดทำคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 พิเชษฐ์ มีความตั้งใจที่จะเอางบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่ายให้กลุ่มเป้าหมายหรือฐานเสียงที่สนับสนุนตนเองและพวกพ้อง ในรูปแบบการ “แจกทุน” หรือเงิน “สนับสนุนโครงการ” ให้ประชาชนโดยตรง

โดยได้มอบหมายให้ "จีรพงศ์" ที่ปรึกษาในคณะทำงานทางการเมืองของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ในขณะนั้น ยกร่างโครงการขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 จำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการสภาผู้แทนบรรเทาทุกข์และความจำเป็นเร่งด่วน, โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย, โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และโครงการส่งเสริมความมั่นคงอาชีพสตรี เพื่อให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดทำคำของบประมาณปี 2568 มูลค่า 443 ล้านบาท

ต่อมา "พิเชษฐ์" ได้ลงนามไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งฝ่ายข้าราชการเห็นก็เกิดความหนักใจ สำนักนโยบายและแผนได้มีการขอความเห็นไปยังสำนักต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสำนักกฎหมาย สำนักการคลังและงบประมาณ จนนำมาสู่ข้อสรุปว่าโครงการแจกเงินในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถทำได้เพราะขัดกับกฎหมายหลายข้อ

โดยสำนักนโยบายและแผน ที่เห็นว่า ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา 2554 และไม่เป็นไปตามระเบียบรัฐสภา ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา 2557 ข้อ 13 (2) เงินหรือสิ่งของบริจาคมิให้เบิกจ่าย ไม่เป็นไปตามแบบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่มีวิธีการดำเนินกิจกรรม ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ดำเนินกิจกรรม ไม่มีรายละเอียดการใช้งบประมาณ โครงการยังไม่มีการกำหนดตัวชี้วัด ประกอบกับหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการ

ขณะที่กลุ่มการเงิน สำนักการคลังและงบประมาณ เห็นว่าไม่เป็นไปตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา 2557 ข้อ 13 (2) เช่นกัน นอกจากนี้สำนักกฎหมายยังเห็นว่าไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา 2554 ขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 และขัด พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 และสุ่มเสี่ยงที่จะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144

ต่อมาเมื่อวันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ผู้แทนจากสำนักนโยบายและแผนได้เข้าประชุมกับ "พิเชษฐ์" และ "จีรพงศ์" แจ้งให้ทราบว่าหากยืนยันจะเสนอคำขอตั้งงบประมาณปี 2568 ดังกล่าวให้ได้ จะต้องมีการปรับแก้ไขรายละเอียดโครงการให้อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นโครงการจัดสัมมนา พิเชษฐ์หลังทราบคำชี้แจงจากสำนักนโยบายและแผนแล้ว จึงสั่งการให้คณะทำงานปรับรูปแบบคำของบประมาณปี 2568 โดยให้เขียนเป็นโครงการสัมมนาขึ้นมา 3 โครงการ

โดยในโครงการทั้งสามมีความผิดปกติหลายอย่าง เช่น จำนวนงานสัมมนาที่โครงการตั้งเป้าไว้สูงจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ อย่างเช่นในโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ถูกซอยย่อยออกเป็น 7 โครงการ รวมจัดสัมมนา 800 ครั้ง เป้าหมาย 80,000 คน ขณะที่ในโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกแบ่งออกเป็น 2 โครงการ รวมจัดสัมมนา 600 ครั้ง และโครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง กำหนดเป้าหมายการจัดสัมมนา 894 ครั้ง ผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 44,700 คน รวมตามคำขอทั้งหมดจะต้องจัดงานสัมมนา 2,294 ครั้งภายในเวลา 1 ปี

สุดท้ายได้มีการทำคำขอโครงการ 3 โครงการ ของบประมาณ 350 ล้านบาท บรรจุเข้าเป็นแผนในปี 2568 เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะรัฐมนตรีถูกตัดเหลือ 83 ล้านบาท สร้างความไม่พอใจให้กับรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีการกดดันเพื่อขอแปรงบประมาณเพิ่มจนสุดท้ายได้มา 178 ล้านบาท

โครงการเกินครึ่งลงที่เชียงราย

เมื่อได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2568 แล้ว พิเชษฐ์ได้จัดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อกำกับ ดูแล และเห็นชอบการจัดโครงการ ตามนโยบายของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมี เทอดชาติ ชัยพงษ์ สส.เชียงราย เขต 5 ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับเขต 7 ซึ่งเป็นเขตที่พิเชษฐ์เป็น สส. ร่วมเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการบริหารทั้ง 3 โครงการ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าเป็นการตั้งเพื่อที่จะนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของตนเองหรือไม่

ต่อมาหลังจากโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว มีการจัดทำคำขอที่แสดงความต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรลงไปจัดสัมมนาที่ จ.เชียงราย เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยสัดส่วนคำขอที่ถูกส่งเข้ามาในแต่ละโครงการเป็นของ จ.เชียงราย เกินครึ่ง ไม่ว่าจะเป็น

  • โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน มีคำขอ 50 โครงการ ไปที่เชียงราย 28 โครงการ คิดเป็น 56% มี 15 โครงการลงที่เขตของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

  • โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีคำขอ 85 โครงการ ไปที่เชียงราย 75 โครงการ คิดเป็น 88.2% มี 51 โครงการลงที่เขตของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

  • โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง มีคำขอ 305 โครงการ ไปที่เชียงราย 266 โครงการ คิดเป็น 87.2% มี 191 โครงการลงในพื้นที่ของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ข้อน่าสังเกตคือคำของบประมาณที่ส่งมาจาก จ.เชียงราย ล้วนแต่พิมพ์มาเหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแค่วันที่ ชื่อ และที่อยู่ที่ต่างกัน อีกทั้งวันที่ที่ระบุอยู่ในเอกสารหลายชิ้นก็ล้วนเป็นวันเดียวกัน ลายมือจำนวนมากก็เหมือนกัน อีกทั้งเมื่อนำยอดการของบประมาณทั้งหมดที่มีมาหารเฉลี่ย และแม้จะมีการตัดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการไปแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการจัดสัมมนามากกว่า 1,300 ครั้งต่อปี หรือวันละเกือบ 4 งานต่อวันอยู่ดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดได้มากขนาดนั้นใน 1 ปี

ทำให้สรุปได้ว่าการของบประมาณอบรมสัมมนาทั้งสามโครงการ เป็นการขอตั้งโดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถใช้งบประมาณตามวัตถุประสงค์โครงการได้ โดยมีความตั้งใจจะโยกงบประมาณไปใช้ในโครงการอื่นตั้งแต่แรก

มีหลักฐานสำคัญคือเอกสารของสำนักรักษาความปลอดภัย วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ระบุชัดเจนว่ารองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำริว่าจะให้มีกองเกียรติยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆ จึงให้จัดโครงการฝึกอบรมงบประมาณ 3.5 แสนบาท โดยให้โยกงบประมาณจากโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไปใช้

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานอีกว่ากลุ่มงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 แจ้งว่าสำนักเลขาธิการได้อนุมัติให้สำนักอาคารสถานที่ดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นที่ภูมิทัศน์ภายในอาคารสนามหญ้าภายนอกอาคาร และระบบน้ำพุวงเวียนสุริยัน-จันทรา วงเงินงบประมาณ 35 ล้านบาท, โครงการปรับปรุงไฟฟ้าส่องสว่างยอดอาคาร ต้นไม้ วงเงินงบประมาณ 11 ล้านบาท และการจ้างออกแบบโครงการปรับปรุงพื้นที่ห้องครัวของอาคารรัฐสภา 5 ล้านบาท รวม 51 ล้านบาท โดยให้โยกงบประมาณจากโครงการอบรมทั้ง 3 โครงการ

ข้อน่าสังเกตคือสำนักที่ทำเรื่องขอโยกงบประมาณจากโครงการอบรมสัมมนาทั้ง 3 โครงการนี้ไปใช้ ได้แก่สำนักรักษาความปลอดภัย และสำนักอาคารสถานที่ ล้วนแต่เป็นสำนักที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทั้งสิ้น

หลังจากดำเนินโครงการในงบประมาณปี 2568 โดยไม่มีใครทักท้วงได้สำเร็จ ในงบประมาณปี 2569 จึงมีการของบประมาณเพิ่มเป็น 594 ล้านบาท จากที่เคยขอ 350 ล้านบาทในงบประมาณปี 2568 โดยพบว่ามีการของบประมาณเช่นเดิม ทำกิจกรรมอบรมสัมมนาแบบเดิมแต่มีจำนวนมากขึ้น เป้าหมายการจัดสัมมนาของทั้ง 3 โครงการพุ่งขึ้นไปเป็น 2,800 งานใน 1 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...