โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถึงฤดูการจ้างงาน ‘ไม่ประจำ’ แล้ว! Jobsdb by SEEK เผยผลสำรวจ บริษัทจ้าง full-time ลดลง

TODAY Bizview

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 06.58 น. • workpointTODAY

ปัจจุบันตลาดแรงงานประเทศไทยอาจจะยังมีอัตราการว่างงานที่ไม่สูงมากนัก โดยอยู่ที่ราวๆ 1.0% หรือ 4.14 แสนคน อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ผลสำรวจจากองค์กร บริษัทต่างๆ ในไทย กำลังเปลี่ยนไป โดยเริ่มจ้างงาน ‘ไม่ประจำ’ มากขึ้น เช่น ฟรีแลนซ์ หรือ สัญญาจ้าง

ผลสำรวจจาก Jobsdb by SEEK เปิดตัวรายงาน Hiring, Compensation & Benefits (HCB) Reportประจำปี 2568 จากจำนวนผู้ประกอบการ 702 รายทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ครอบคลุมตั้งแต่องค์กรขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ในเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม

โดยผลสำรวจพูดถึงแนวโน้มที่น่าสนใจ และกำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานในไทยตลอดทั้งปี 2568 นี้

[ บริษัทไทยยืดหยุ่นขึ้น จ้างงานไม่ประจำมากขึ้น ]

‘ดวงพร พรหมอ่อน’ กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEKได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มของตลาดแรงงานในไทยในช่วงปี 2567-2568 ว่า “หลังปี 2567 เป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรพยายามปรับโครงสร้างภายในเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับตัวเพื่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน”

“โดยผลสำรวจจะเห็นว่า พนักงานประจำแบบเต็มเวลาได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในสายงานบัญชี, ทรัพยากรบุคคล, การตลาด, บริการลูกค้า และการผลิต อย่างไรก็ตาม รายงานของ HCB ปี 2568 ระบุว่า 53%ขององค์กรวางแผนจ้างพนักงานประจำเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง ในช่วงครึ่งปีแรก”

นัยยะจากรายงานของ HCB สะท้อนว่า การจ้างงานพนักงานประจำแม้ว่าอาจจะยังคงจ้างอยู่ แต่มีการชะลอตัว จำนวนการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่หากดูเปอร์เซนต์การจ้างงาน ‘ไม่ประจำ’ มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บริษัทที่ลดจํานวนพนักงานลงในปี 2567 คิดเป็น 25% ซึ่งเป็นพนักงานประจําแบบเต็มเวลามากที่สุดที่ 17% ขณะที่การเลิกจ้างพนักงานพาร์ทไทม์อยู่ที่ 11% และพนักงานสัญญาจ้าง(แบบเต็มเวลา) 9% และพนักงานสัญญาจ้าง(แบบไม่เต็มเวลา) อยู่ที่ 8%

ในมุมของ ‘ดวงพร’ มองว่า การปรับโครงสร้างองค์กรในช่วงนี้ทำให้บริษัทพิจารณาการจ้างงานแบบไม่ประจำมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะค่าตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ

ข้อมูลที่ ดวงพร สรุปให้เกี่ยวกับการจ้างงานพนักงานไม่เต็มเวลา ก็คือ พนักงานแบบ Part-time Permanentในองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 100 คน เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 42% ส่วนพนักงานแบบ Contract Part-timeเพิ่มจาก 19% เป็น 28%

ขณะที่ 10 ตำแหน่งงานที่มีการลดจำนวนพนักงานแบบเต็มเวลามากที่สุด ในปี 2567 ดังนี้

  • บัญชี 21%
  • ธุรการและทรัพยากรบุคคล 18%
  • บริการลูกค้า 13%
  • งานการผลิต 13%
  • งานขาย/พัฒนาธุรกิจ 13%
  • ไอที 11%
  • วิศวกรรม 11%
  • สื่อและการโฆษณา 10%
  • การตลาด/สร้างแบรนด์ 9%
    10. ผู้บริหาร 8%

โดยให้เหตุผลการปรับลดจำนวนพนักงานประจำ มากที่สุด 82% ก็คือเพื่อ ‘ลดต้นทุน’ ตามด้วย ‘กังวลเรื่องเศรษฐกิจ’ ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง 45% และปรับโครงสร้างบริษัท 37%

[ ปรับสวัสดิการเพื่อพนักงานมากขึ้น ]

ข่าวดีของการสำรวจครั้งนี้ก็คือ องคืกรเริ่มเปิดใจที่จะปรับสวัสดิการที่สอดคล้องกับความต้องการพนักงานมากขึ้น โดยมีแนวโน้มที่จะปรับคุณภาพชีวิตของพนักงานให้ดีขึ้น ทั้งทางกายและจิตใจ

โดยครั้งนี้บริษัทใหญ่มองว่า การมีสวัสดิการที่เกี่ยวกับจิตใจเป้นเรื่องจำเป็นที่จะเพิ่มเข้าไป เพราะการเจ็บป่วยไม่ใช่แค่ทางกาย แต่บางทีการที่สภาพจิตใจเป็นปัญหาก็สามารถกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานได้มาก

ในปี 2568 องค์กรมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจขึ้น เช่น

  • การเพิ่มวันลาพิเศษ (ลาวันเกิด, ลาของบิดาเพื่อดูแลบุตร, การลาดูแลครอบครัว เป็นต้น) ซึ่งเพิ่มขึ้น 15%
  • มีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนความเป็นอยู่ของครอบครัวพนักงาน เช่น การจัดห้องให้นมบุตรในสถานที่ทำงาน และเบี้ยเลี้ยงด้านการศึกษา

นอกจากนี้ องค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและองค์กร เพื่ออย่างน้อยได้รู้ว่า สถานการณ์ภายในที่ทำงานเป็นอย่างไร พนักงานคิดเห็นอย่างไร หรือมีแนวโน้มที่มีพนักงานอยากจะลาออกมากน้อยแค่ไหน

ในด้านค่าตอบแทน 85% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า มีการปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อให้ทันกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ 84% มีการจ่ายโบนัสเฉลี่ย 2 เดือน จากที่ 1.8 เดือนในปี 2567 เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของพนักงานในช่วงที่เศรษฐกิจยังซบเซา

[ เปิดเหตุผลที่บริษัทจะจ้างคนเพิ่ม และ AI กลายเป็นคุณสมบัติมองหา ]

ในรายงานของ HCB ปี 2568 ชี้ว่า ทักษะด้าน AI (เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์) ของผู้สมัครงาน กำลังกลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่องค์กรใช้พิจารณาในการจ้างงาน

โดย 65% ขององค์กรระบุว่ามีการพิจารณาทักษะ AI ในขั้นตอนสัมภาษณ์งาน และ 26% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าทักษะด้านนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงาน

ส่วนวิธีการประเมินทักษะ AI ของผู้สมัครมักอยู่ในรูปแบบของการสัมภาษณ์โดยตรง (51%), พิจารณาจาก portfolio (42%) และการใช้แบบทดสอบเฉพาะทาง (33%) ขึ้นอยู่กับหน้าที่งานของแต่ละตำแหน่ง และความจำเป็นที่ต้องใช้ขององค์กร

นอกจากนี้ ยังพบว่าในกระบวนการสรรหาพนักงาน กว่า 34% ขององค์กรเริ่มนำ AI มาใช้ในการเขียนประกาศงานและคัดกรองใบสมัครแล้ว ดังนั้น ทักษะเรื่อง AI จึงกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นทั้งสำหรับพนักงานในองค์กร และผู้สมัครงานในทุกสายอาชีพสำหรับปีนี้

สำหรับเหตุผลที่บริษัทต่างๆ ต้องการเพิ่มพนักงานในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จากผลสำรวจช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่า

  • เพื่อตอบโจทย์แผนการขยายธุรกิจมากที่สุด 75%
  • บริษัทต้องการทักษะใหม่ หรือตำแหน่งใหม่ในองค์กร 40%
  • เพื่อทดแทนพนักงานเก่าที่ลาออก หรือถูกเลิกจ้าง 38%
  • พยายามทำให้ธุรกิจอยู่รอด หรือคงอยู่ในขนาดเดิมที่เคยเป็น 8%

สิ่งที่ทาง Jobsdb แนะนำกลุ่มทักษะในตลาดแรงงานของไทยที่ควรต้องมีในปี 2568 แน่ๆ 3 เรื่องก็คือ AI ซึ่งเราได้อธิบายความสำคัญและมุมมองของบริษัทในไทยแล้ว

อย่างที่ 2 ก็คือ ‘ทักษะเรื่องข้อมูล’ ทุกข้อมูลที่บริษัทได้รับมีความจำเป็นต่อการเติบโตในอนาคต ดังนั้น พนักงานควรต้องมีความรู้พื้นฐานในด้านนี้ด้วย และสุดท้ายทักษะที่ 3 คือ ทักษะการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีความสำคัญของเรื่องนี้ ยังเป็นสิ่งที่บริษัทยกให้เป็นสิ่งแรกๆ ที่สำคัญ รวมถึงในอนาคตด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...