โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นเล็งรีดเงินนักท่องเที่ยว เลิกสิทธิ์ Duty Free เพิ่มภาษีขาออก

Amarin TV

เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 04.17 น.
ญี่ปุ่นเล็งรีดเงินนักท่องเที่ยว เลิกสิทธิ์ Duty Free อัพภาษีขาออก เติมเงินรัฐก่อนเลือกตั้ง

ญี่ปุ่นพิจารณาเพิ่มภาษีนักท่องเที่ยวต่างชาติ: เลิกระบบ Duty-Free – ปรับขึ้นภาษีขาออก หวังสร้างรายได้โดยไม่กระทบฐานเสียง

รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการเพิ่มภาระภาษีต่อผู้เดินทางชาวต่างชาติ ซึ่งอาจรวมถึงการยกเลิกสิทธิ์การช้อปปิ้งปลอดภาษี (duty-free) และการปรับขึ้นภาษีขาออกจากประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐในช่วงที่ต้องเผชิญข้อจำกัดทางงบประมาณและแรงกดดันทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งวุฒิสภาที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า

ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านในการเสนอแนวทางลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การจัดเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งไม่ได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการเมืองต่ำกว่าการเก็บภาษีจากพลเมืองในประเทศ

ญี่ปุ่นพิจารณาปรับขึ้นภาษีขาออก หวังให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ยูมิ โยชิกาวะ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ระบุในการประชุมงบประมาณเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า รัฐบาลควรปรับเพิ่มอัตราเรียกเก็บภาษีขาออกที่นักเดินทางต้องชำระเมื่อออกจากญี่ปุ่นให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับระดับภาษีในประเทศอื่น ๆ โดยนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ แสดงท่าทีสนับสนุนให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของข้อเสนอดังกล่าว

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเรียกเก็บภาษีขาออกในอัตรา 1,000 เยนต่อคน (ประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2019 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ขณะที่ประเทศอื่นมีอัตราภาษีสูงกว่า เช่น สหรัฐฯ 22.20 ดอลลาร์ อียิปต์ 25 ดอลลาร์ และออสเตรเลียประมาณ 45 ดอลลาร์

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ณ วันที่ 2 มิถุนายน ระบุว่า รายได้จากภาษีขาออกในปีงบประมาณ 2024 อยู่ที่ 4.81 หมื่นล้านเยน (ราว 332 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่จัดเก็บภาษีนี้ และยังมีอีกหนึ่งเดือนที่ยังไม่สรุปรายได้

แม้ว่าภาษีดังกล่าวจะจัดเก็บจากทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ หากรัฐบาลมีเป้าหมายจะปรับขึ้นเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจจำเป็นต้องพัฒนาระบบจัดเก็บภาษีที่สามารถแยกแยะผู้โดยสารตามสัญชาติหรือสถานะถิ่นพำนักได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรม

ญี่ปุ่นอาจยกเลิกสิทธิ Duty-Free หลังพบการซื้อสินค้าเพื่อจำหน่ายมากกว่าท่องเที่ยว

อีกหนึ่งมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา คือการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนสิทธิยกเว้นภาษีการบริโภค (Consumption Tax) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อสินค้าภายใต้ระบบ duty-free

ทาโร อาโสะ อดีตนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาอาวุโสของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เสนอเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมว่า ควรยุติการยกเว้นภาษีดังกล่าว เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก ไม่สอดคล้องกับแนวทาง “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดัน และยังไม่ได้ก่อประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างที่ตั้งใจไว้

ข้อเสนอระบุเพิ่มเติมว่า การจับจ่ายจำนวนมากในเขตเมืองหลักมีแนวโน้มว่าเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อ ซึ่งบั่นทอนวัตถุประสงค์ของมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ระบบใหม่ที่กำหนดให้คืนภาษี ณ วันเดินทางออกจากประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2026 อาจไม่สามารถสกัดพฤติกรรมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังอาจเปิดช่องให้เกิดการฉ้อโกงในรูปแบบใหม่

ทั้งนี้ หลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างมีระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วนให้แก่นักท่องเที่ยวเช่นกัน แต่มีการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า เพื่อจำกัดการนำสินค้าปลอดภาษีไปใช้ในเชิงพาณิชย์

ภาระภาษีอาจกระทบเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยว 60 ล้านคนภายในปี 2030

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ถึง 60 ล้านคนภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นกว่า 70% จากระดับในปี 2024 แต่ข้อเสนอปรับขึ้นภาษีขาออกและยกเลิกสิทธิ์ duty-free ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายดังกล่าว

สมาชิกอาวุโสรายหนึ่งของคณะกรรมการภาษีพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เตือนว่า หากมาตรการภาษีสร้างแรงจูงใจในทางลบจนทำให้นักท่องเที่ยวลดจำนวนลง อาจกระทบต่อความมั่นใจของสาธารณชน โดยระบุว่า “ถ้านักท่องเที่ยวไม่มากันจริง ๆ ประชาชนอาจตื่นตระหนก” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “เราเพิ่งมีการปรับระบบ duty-free ไปเมื่อไม่นาน จะให้เปลี่ยนอีกก็อาจเร็วเกินไป”

ภาคธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้ยกกรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักรซึ่งในปี 2020 ได้ยกเลิกระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้าหรูในลอนดอนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเชื่อว่าเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีที่ทำให้ประเทศขาดความได้เปรียบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับบน

ข้อเสนอด้านภาษีในญี่ปุ่นจึงเผชิญแรงต้านจากทั้งในเชิงเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่นในระยะยาว

แนวโน้มทั่วโลก: เมืองท่องเที่ยวเดินหน้าเก็บภาษีเพิ่ม เกียวโตเตรียมขึ้นสูงสุด 10,000 เยน/คืน

ปัจจุบัน กระแสการจัดเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มขยายตัวในระดับท้องถิ่นของญี่ปุ่น โดยหลายเมืองท่องเที่ยวสำคัญได้ประกาศมาตรการใหม่เพื่อเพิ่มรายได้และบรรเทาผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

  • จังหวัดโอซากะ เตรียมปรับขึ้นภาษีที่พักสูงสุดไม่เกิน 200 เยนต่อคืน โดยลดเกณฑ์ราคาที่พักขั้นต่ำจาก 7,000 เยนเหลือ 5,000 เยนขึ้นไป เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้
  • เมืองเกียวโต ซึ่งประสบปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (over-tourism) ประกาศปรับอัตราภาษีที่พักจาก 1,000 เยน เป็นสูงสุด 10,000 เยนต่อคนต่อคืน โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้หลังเดือนมีนาคม 2026 ถือเป็นหนึ่งในภาษีท่องเที่ยวระดับท้องถิ่นที่สูงที่สุดของประเทศ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนทิศทางเดียวกับเมืองท่องเที่ยวอื่นทั่วโลกที่เริ่มใช้นโยบายภาษีท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ เช่น:

  • เวนิส (อิตาลี) เริ่มเก็บ “ภาษีแบบไปเช้าเย็นกลับ” (day-tripper tax) ในปี 2024
  • บาหลี (อินโดนีเซีย) เริ่มจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว 150,000 รูเปียห์ หรือราว 9 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • รัฐฮาวาย (สหรัฐฯ) วางแผนปรับเพิ่มภาษีที่พักเป็น 11% ในปี 2026

การดำเนินนโยบายในระดับท้องถิ่นสะท้อนความพยายามของหลายพื้นที่ในการรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับการบริหารจัดการผลกระทบในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...