“นายกฯมาเลเซีย” เตรียมคุย “นายกฯไทย” วันนี้ ปมพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เตรียมโทรพูดคุยกับ “แพทองธาร” นายกฯ ไทย เพื่อหารือความตึงเครียด ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะที่สามเหลี่ยมมรกต ด้านมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนยืนยันจับตาสถานการณ์ใกล้ชิด
วันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 13.44 น. สำนักข่าว New Straits Times รายงานว่า อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า ตนจะพูดคุยกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ในวันนี้ (6 มิ.ย.) เพื่อหารือเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังร่วมพิธีละหมาดวันศุกร์ที่สุเหร่าอัล-อิควานว่า “ผมจะโทรหานายกรัฐมนตรีไทยในภายหลัง และจะมีการออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน”
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานว่ากองทัพไทยเตรียมปฏิบัติการระดับสูงเพื่อตอบโต้หากเกิดการละเมิดอธิปไตยอีกครั้ง ภายหลังเกิดเหตุปะทะชายแดนที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
กระทรวงกลาโหมกัมพูชา เปิดเผยว่า ทหารกัมพูชา 1 นาย เสียชีวิตจากการปะทะสั้น ๆ กับทหารไทยในพื้นที่ชายแดนพิพาทระหว่างจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา และจังหวัดอุบลราชธานีของไทย โดยในแถลงการณ์ที่ออกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม กัมพูชากล่าวหาว่าทหารไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อนใส่ฐานทหารกัมพูชาในพื้นที่พิพาทดังกล่าว
อย่างไรก็ตามทางฝ่ายไทยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน
ทั้งสองประเทศมีประวัติความตึงเครียดมายาวนานในพื้นที่ชายแดนรอบปราสาทพระวิหาร อายุเก่าแก่กว่า 900 ปี โดยเคยเกิดเหตุปะทะอย่างรุนแรงในช่วงปี 2008-2011 ภายหลังจากที่กัมพูชาดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทดังกล่าวเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 ราย รวมถึงพลเรือน 5 ราย
ในปี 2013 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้ยืนยันคำตัดสินเดิมในปี 1962 ที่ให้พื้นที่บางส่วนรอบปราสาทเป็นของกัมพูชา และสั่งให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่ยอมรับเขตอำนาจของ ICJ และเรียกร้องให้กัมพูชาเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ในขณะที่เตรียมนำคดีขึ้นสู่ศาลโลกอีกครั้ง
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงย้ำจุดยืนที่จะยุติข้อพิพาทดังกล่าวผ่านแนวทางสันติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตามข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้มาเลเซียรับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากลาวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ภายใต้ธีมการมีส่วนร่วมและความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงเป้าหมายในการสร้างประชาคมภูมิภาคที่มั่งคั่งและเป็นหนึ่งเดียว
อ้างอิง : nst.com.my