ค่าเงินปรับตัวในกรอบ จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน และการจ้างงานสหรัฐ
ค่าเงินปรับตัวในกรอบ จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน และการจ้างงานสหรัฐ หลังปธน.ทรัมป์กับ ปธน.สี เห็นพ้องกันว่า เจ้าหน้าที่จากสหรัฐและจีนจะพบปะกันในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเจรจาต่อไป เพื่อยุติสงครามการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 2-6 มิถุนายน 2568 ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินลดลง 0.13% แตะที่ระดับ 98.58 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเดือนเศษ
โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังนักลงทุนได้เทขายเงินดอลลาร์ จากที่สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวหาจีนว่าละเมิดข้อตกลงการค้าเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกันที่กรุงเจนีวา ส่งผลให้จีนออกแถลงการณ์โจมตีกลับ ระบุสหรัฐเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง พร้อมทั้งประกาศเตรียมตอบโต้
โดยทางกระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่ ปธน.ทรัมป์กล่าวหาเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า จีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีเกี่ยวกับการทยอยลดภาษีนำเข้า โดยรัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ไม่มีมูลความจริง” พร้อมประกาศเตรียมใช้มาตรการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ซึ่งทางการจีนยืนยันว่าจีนได้ดำเนินการตามข้อตกลงร่วมที่เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน พ.ค. ณ กรุงเจนีวาอย่างจริงจังต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐกลับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบเลือกปฏิบัติกับจีนหลายประการ โดยหนึ่งในมาตรการล่าสุดของสหรัฐ ได้แก่ การระงับการขายซอฟต์แวร์ออกแบบชิปให้จีน การออกข้อแนะนำใหม่ด้านการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเพิกถอนวีซ่านักเรียนจีนบางส่วน ซึ่งจีนมองว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการค้าโดยฝ่ายเดียว และเป็นต้นเหตุของความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
แถลงการณ์ดังกล่าวจากกระทรวงพาณิชย์จีนมีขึ้นหลังจากที่ ปธน.ทรัมป์โพสข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันศุกร์ (30/5) กล่าวหาปักกิ่งว่า ละเมิดข้อตกลงยุติสงครามการค้าเป็นเวลา 90 วัน โดยคำกล่าวหาของ ปธน.ทรัมป์ดังกล่าวมีขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่สก็อตต์ เบนเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า การเจรจาการค้ากับจีนประสบภาวะชะงักงัน นอกจากนี้การซื้อขายยังได้รับอิทธิพลจากการที่ ปธน.ทรัมป์ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจาก 25% เป็น 50% ด้วย
จีน-สหรัฐ ถกยุติการค้า
อย่างไรก็ดี วันพฤหัสบดี (5/6) ปธน.ทรัมป์กับ ปธน.สี ได้เห็นพ้องกันว่า เจ้าหน้าที่จากสหรัฐและจีนจะพบปะกันในเร็ว ๆ นี้ เพื่อดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อยุติสงครามการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยสัปดาห์นี้ ยอดคำสั่งซื้อใหม่จากภาคโรงงานของสหรัฐในเดือน เม.ย. ปรับตัวลง 3.7% ซึ่งป็นการหดตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 3.2% หลังจากที่ตัวเลขเดือน มี.ค. เพิ่งถูกปรับทบทวนเป็นขยายตัว 3.4% หากไมนับรวมผลกระทบจากคำสั่งซื้อในกลุ่มขนส่งทรุดตัวลงอย่างหนักถึง 17.1% ยอดคำสั่งซื้อใหม่โดยรวมจะถือว่าลดลงเพียง 0.5% ซึ่งเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 0.2%
สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้นเป็น 7.391 ล้านตำแหน่งในเดือน เม.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.1 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.2 ล้านตำแหน่งในเดือน มี.ค. สัดส่วนการเปิดรับสมัครงานในเดือน เม.ย.ดังกล่าวคิดเป็น 4.4% ของการจ้างงานทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจาก 4.3% ในเดือน มี.ค. แม้ว่าจะยังต่ำกว่าระดับ 4.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในส่วน ADP มีการเปิดเผยการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 37,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 110,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. ขณะที่ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 56.5% สู่ระดับ 6.16 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 และกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 1.383 แสนล้านดอลลาร์ในเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ในวันศุกร์นี้ (6/6) เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมว่ามาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากเพียงใด ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 130,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค. หลังจากเพิมขึ้น 177,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2%
เงินบาทบวกอ่อน ๆ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 32.60/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 32.81/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยมี Sentiment บวกอ่อน ๆ จากความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ที่กระทรางการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเสนอโครงการวงเงิน 13,000 ล้านบาท สำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายใต้กรอบงบฯวงเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาทต่อคณะกรรมการกลั่นกรอง
โดยระยะสั้นยังเป็นบวกหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ขณะที่ยังต้องติดตามการเจรจาการค้าระหว่างผู้นำสหรัฐ และจีนในสัปดาห์นี้ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.สหรัฐ
ขณะที่ในวันศุกร์ (6/6) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน พ.ค. 68 อยู่ที่ 100.40 ส่งผลให้ CPI เดือน พ.ค.ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน -0.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกอนจากตลาดคาด -0.8% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน พ.ค. 68 อยู่ที่ 101.47 หรือเพิ่มขึ้น 1.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ CORE CPI เฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 0.95% โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.48-32.865 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 32.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 1.1382/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 1.1327/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าหลังจากที่สหรัฐมีการเปิดเผยตัวเลขที่อ่อนแอกว่าที่คาดออกมา
ECB ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง
สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสนใจในสัปดาห์นี้ คือการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB โดย ECB มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันพฤหัสบดี (5/6) ตามการคาดการณ์ของตลาด และเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 2567 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15%
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ ผลสำรวจจาก HCOB ที่เปิดเผย (4/6) บ่งชี้ว่า ภาคบริการของเยอรมนีในเดือน พ.ค. หดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากอุปสงค์ที่อ่อนแรงลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของเยอรมนี ร่วงลงสู่ระดับ 471 ในเดือน พ.ค. จาก 49.0 ในเดือน เม.ย. แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565
ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่า กิจกรรมทางธุรกิจและยอดสั่งซื้อใหม่ดิ่งลงเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างตำแหน่งงานใหม่ชะลอตัว กลุ่มบริษัทภาคบริการในเยอรมนีเผชิญภาวะยอดสั่งซื้อใหม่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ในเดือน พ.ค. ขณะที่เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป กำลังดิ้นรนหนีภาวะเศรษฐกิจถดถอย 3 ปีซ้อนในปีนี้ แม้ความคาดหวังทางธุรกิจจะกระเตื้องขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. แต่ภาพรวมความเชื่อมั่นยังคงซบเซาเมื่อเทียบสถิติในอดีต
ส่วนดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของเยอรมนี ก็ทรุดลงสู่แดนหดตัวที่ 48.5 ในเดือน พ.ค. จาก 50.1 ในเดือน เม.ย. โดยได้รับปัจจัยลบจากการผลิตที่เติบโตช้าลง และภาคบริการที่หดตัวเร็วขึ้น ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1340-1.1494 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 1.1423/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 143.85/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่อนข้างทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 143.92/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐสหรัฐ ผลสำรวจภาคเอกชนที่เปิดเผยในวันพุธ (4/6) ซึ่งจัดทำโดย au Jibun Bank บ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคบริการของญี่ปุ่นชะลอการขยายตัวในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ที่ลดน้อยลง ซึ่งไม่สามารถช่วยพยุงภาคการผลิตที่ยังคงซบเซาได้ ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจของประเทศแทบไม่เติบโต
โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 51.0 ในเดือน พ.ค. จากเดิมที่ 52.4 ในเดือน เม.ย. แต่ยังคงสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นที่ 50.8 ในรายงานระบุว่า ยอดคำสั่งซื้อใหม่ในภาคบริการเติบโตช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีก่อน ขณะที่การจ้างงานก็ขยายตัวน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566
อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคบริการต่ออนาคต ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากที่เคยตกต่ำสุดในรอบ 4 ปีเมื่อเดือน เม.ย. แต่โดยรวมแล้วความเชื่อมั่นก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 แม้ว่าแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลดลงจากจุดสูงสุดในรอบ 26 เดือนเมื่อเดือน เม.ย. แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการชี้ว่าค่าพลังงาน ค่าแรง และค่าขนส่งยังคงแพง ทำให้ยังจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการในอัตราใกล้เคียงกับเดือน เม.ย.
การชะลอตัวของภาคบริการ เมื่อรวมกับภาคการผลิตที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรรษฐกิจโดยรวมของภาคเอกชนญี่ปุ่นหยุดนิ่ง โดยดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่น ลดลงมาอยู่ที่ 50.2 ในเดือน พ.ค. จาก 51.2 ในเดือน เม.ย. โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.36-144.38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 144.01/03 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินปรับตัวในกรอบ จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน และการจ้างงานสหรัฐ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net