โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่าเงินปรับตัวในกรอบ จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน และการจ้างงานสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 11.28 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 11.28 น.

ค่าเงินปรับตัวในกรอบ จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน และการจ้างงานสหรัฐ หลังปธน.ทรัมป์กับ ปธน.สี เห็นพ้องกันว่า เจ้าหน้าที่จากสหรัฐและจีนจะพบปะกันในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเจรจาต่อไป เพื่อยุติสงครามการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 2-6 มิถุนายน 2568 ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินลดลง 0.13% แตะที่ระดับ 98.58 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเดือนเศษ

โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังนักลงทุนได้เทขายเงินดอลลาร์ จากที่สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวหาจีนว่าละเมิดข้อตกลงการค้าเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกันที่กรุงเจนีวา ส่งผลให้จีนออกแถลงการณ์โจมตีกลับ ระบุสหรัฐเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง พร้อมทั้งประกาศเตรียมตอบโต้

โดยทางกระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่ ปธน.ทรัมป์กล่าวหาเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า จีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีเกี่ยวกับการทยอยลดภาษีนำเข้า โดยรัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ไม่มีมูลความจริง” พร้อมประกาศเตรียมใช้มาตรการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

ซึ่งทางการจีนยืนยันว่าจีนได้ดำเนินการตามข้อตกลงร่วมที่เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือน พ.ค. ณ กรุงเจนีวาอย่างจริงจังต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐกลับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบเลือกปฏิบัติกับจีนหลายประการ โดยหนึ่งในมาตรการล่าสุดของสหรัฐ ได้แก่ การระงับการขายซอฟต์แวร์ออกแบบชิปให้จีน การออกข้อแนะนำใหม่ด้านการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเพิกถอนวีซ่านักเรียนจีนบางส่วน ซึ่งจีนมองว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการค้าโดยฝ่ายเดียว และเป็นต้นเหตุของความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

แถลงการณ์ดังกล่าวจากกระทรวงพาณิชย์จีนมีขึ้นหลังจากที่ ปธน.ทรัมป์โพสข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันศุกร์ (30/5) กล่าวหาปักกิ่งว่า ละเมิดข้อตกลงยุติสงครามการค้าเป็นเวลา 90 วัน โดยคำกล่าวหาของ ปธน.ทรัมป์ดังกล่าวมีขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่สก็อตต์ เบนเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า การเจรจาการค้ากับจีนประสบภาวะชะงักงัน นอกจากนี้การซื้อขายยังได้รับอิทธิพลจากการที่ ปธน.ทรัมป์ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจาก 25% เป็น 50% ด้วย

จีน-สหรัฐ ถกยุติการค้า

อย่างไรก็ดี วันพฤหัสบดี (5/6) ปธน.ทรัมป์กับ ปธน.สี ได้เห็นพ้องกันว่า เจ้าหน้าที่จากสหรัฐและจีนจะพบปะกันในเร็ว ๆ นี้ เพื่อดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อยุติสงครามการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยสัปดาห์นี้ ยอดคำสั่งซื้อใหม่จากภาคโรงงานของสหรัฐในเดือน เม.ย. ปรับตัวลง 3.7% ซึ่งป็นการหดตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 3.2% หลังจากที่ตัวเลขเดือน มี.ค. เพิ่งถูกปรับทบทวนเป็นขยายตัว 3.4% หากไมนับรวมผลกระทบจากคำสั่งซื้อในกลุ่มขนส่งทรุดตัวลงอย่างหนักถึง 17.1% ยอดคำสั่งซื้อใหม่โดยรวมจะถือว่าลดลงเพียง 0.5% ซึ่งเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 0.2%

สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้นเป็น 7.391 ล้านตำแหน่งในเดือน เม.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.1 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.2 ล้านตำแหน่งในเดือน มี.ค. สัดส่วนการเปิดรับสมัครงานในเดือน เม.ย.ดังกล่าวคิดเป็น 4.4% ของการจ้างงานทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจาก 4.3% ในเดือน มี.ค. แม้ว่าจะยังต่ำกว่าระดับ 4.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วน ADP มีการเปิดเผยการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 37,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 110,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. ขณะที่ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 56.5% สู่ระดับ 6.16 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 และกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 1.383 แสนล้านดอลลาร์ในเดือน มี.ค.

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ในวันศุกร์นี้ (6/6) เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมว่ามาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากเพียงใด ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 130,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค. หลังจากเพิมขึ้น 177,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2%

เงินบาทบวกอ่อน ๆ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 32.60/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 32.81/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยมี Sentiment บวกอ่อน ๆ จากความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ที่กระทรางการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเสนอโครงการวงเงิน 13,000 ล้านบาท สำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายใต้กรอบงบฯวงเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาทต่อคณะกรรมการกลั่นกรอง

โดยระยะสั้นยังเป็นบวกหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ขณะที่ยังต้องติดตามการเจรจาการค้าระหว่างผู้นำสหรัฐ และจีนในสัปดาห์นี้ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.สหรัฐ

ขณะที่ในวันศุกร์ (6/6) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน พ.ค. 68 อยู่ที่ 100.40 ส่งผลให้ CPI เดือน พ.ค.ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน -0.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกอนจากตลาดคาด -0.8% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน พ.ค. 68 อยู่ที่ 101.47 หรือเพิ่มขึ้น 1.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ CORE CPI เฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 0.95% โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.48-32.865 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 32.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 1.1382/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 1.1327/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าหลังจากที่สหรัฐมีการเปิดเผยตัวเลขที่อ่อนแอกว่าที่คาดออกมา

ECB ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสนใจในสัปดาห์นี้ คือการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB โดย ECB มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันพฤหัสบดี (5/6) ตามการคาดการณ์ของตลาด และเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 2567 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15%

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ ผลสำรวจจาก HCOB ที่เปิดเผย (4/6) บ่งชี้ว่า ภาคบริการของเยอรมนีในเดือน พ.ค. หดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากอุปสงค์ที่อ่อนแรงลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของเยอรมนี ร่วงลงสู่ระดับ 471 ในเดือน พ.ค. จาก 49.0 ในเดือน เม.ย. แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565

ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่า กิจกรรมทางธุรกิจและยอดสั่งซื้อใหม่ดิ่งลงเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างตำแหน่งงานใหม่ชะลอตัว กลุ่มบริษัทภาคบริการในเยอรมนีเผชิญภาวะยอดสั่งซื้อใหม่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ในเดือน พ.ค. ขณะที่เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป กำลังดิ้นรนหนีภาวะเศรษฐกิจถดถอย 3 ปีซ้อนในปีนี้ แม้ความคาดหวังทางธุรกิจจะกระเตื้องขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. แต่ภาพรวมความเชื่อมั่นยังคงซบเซาเมื่อเทียบสถิติในอดีต

ส่วนดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของเยอรมนี ก็ทรุดลงสู่แดนหดตัวที่ 48.5 ในเดือน พ.ค. จาก 50.1 ในเดือน เม.ย. โดยได้รับปัจจัยลบจากการผลิตที่เติบโตช้าลง และภาคบริการที่หดตัวเร็วขึ้น ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1340-1.1494 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 1.1423/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 143.85/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่อนข้างทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 143.92/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐสหรัฐ ผลสำรวจภาคเอกชนที่เปิดเผยในวันพุธ (4/6) ซึ่งจัดทำโดย au Jibun Bank บ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคบริการของญี่ปุ่นชะลอการขยายตัวในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ที่ลดน้อยลง ซึ่งไม่สามารถช่วยพยุงภาคการผลิตที่ยังคงซบเซาได้ ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจของประเทศแทบไม่เติบโต

โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 51.0 ในเดือน พ.ค. จากเดิมที่ 52.4 ในเดือน เม.ย. แต่ยังคงสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นที่ 50.8 ในรายงานระบุว่า ยอดคำสั่งซื้อใหม่ในภาคบริการเติบโตช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีก่อน ขณะที่การจ้างงานก็ขยายตัวน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566

อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคบริการต่ออนาคต ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากที่เคยตกต่ำสุดในรอบ 4 ปีเมื่อเดือน เม.ย. แต่โดยรวมแล้วความเชื่อมั่นก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 แม้ว่าแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลดลงจากจุดสูงสุดในรอบ 26 เดือนเมื่อเดือน เม.ย. แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการชี้ว่าค่าพลังงาน ค่าแรง และค่าขนส่งยังคงแพง ทำให้ยังจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการในอัตราใกล้เคียงกับเดือน เม.ย.

การชะลอตัวของภาคบริการ เมื่อรวมกับภาคการผลิตที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรรษฐกิจโดยรวมของภาคเอกชนญี่ปุ่นหยุดนิ่ง โดยดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่น ลดลงมาอยู่ที่ 50.2 ในเดือน พ.ค. จาก 51.2 ในเดือน เม.ย. โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.36-144.38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/6) ที่ระดับ 144.01/03 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินปรับตัวในกรอบ จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน และการจ้างงานสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...