โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค้าชายแดนไทย-กัมพูชาป่วน หวั่นปิดด่านธุรกิจชะงักแสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 01.42 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2568 เวลา 05.25 น.

นายกฯถกด่วน สมช.เกาะติดสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ให้หน้างานตัดสินใจปะทะหรือไม่ ลดเผชิญหน้าเขตแดน ยึดสันติวิธี เผยธุรกิจ 7 จังหวัดชายแดน “อุบลฯ-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์-สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด” กังวลการค้าซบเซา บางจุดยอดขายวูบ หวั่นลุกลามหากปิดด่าน ธุรกิจชะงักแสนล้าน แนะปิดพรมแดนเฉพาะพื้นที่มีปัญหา

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้นัดประชุมด่วนที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาประชุมเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อติดตามสถานการณ์และพิจารณามาตรการตอบโต้

ให้หน้างานตัดสินใจ

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือถึงมาตรการต่าง ๆ และการเตรียมพร้อมรับมือ หลังจากที่นายภูมิธรรมและกองทัพได้พูดคุยกับฝั่งกัมพูชา เมื่อ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ตอนนี้ยังโอเค ทุกหน่วยทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล กองทัพ ได้ปรึกษากันตลอด เราทำงานสนับสนุนกันดี โดยทำความเข้าใจและคุยเนื้องานทั้งหมดว่า หากเกิดอะไรขึ้นหน้างาน กองทัพสามารถตัดสินใจได้ทันที

ส่วนการเจรจาอาจไม่ได้ลงในรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งวันนี้เกิดความเข้าใจ และยังไม่มีความรุนแรงที่ขยายเพิ่มขึ้น โดยกองทัพได้จำกัดกรอบความรุนแรงไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลสนับสนุน

ในรายละเอียดของการพูดคุยต้องเคารพทั้ง 2 ฝ่ายว่า จะเปิดเผยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา ซึ่งกองทัพยืนยันแล้วว่าได้เตรียมพร้อมทุกรูปแบบต่อทุกสถานการณ์

กองทัพทราบอยู่แล้วว่า เหตุการณ์หน้างานเป็นอย่างไร ถึงเวลาต้องปะทะหรือยัง การตัดสินใจของกองทัพจะมอบให้หน้างานเป็นคนดูแล ต้องปะทะหรือไม่ ต้องพิจารณาความเสียหายมากกว่าแรงเชียร์ จึงต้องใช้สันติวิธีให้มากที่สุด

จ่อถกลดเผชิญหน้า

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ขอเน้นย้ำ กองทัพสนับสนุนแนวทางรัฐบาลในการแก้ปัญหาและคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธีเป็นเรื่องแรก เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาอธิปไตย คุ้มครองปกป้องประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพและ สมช.ต่างสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนของการต่างประเทศและการทหารต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสําคัญ เราเห็นพ้องกันว่า การเจรจากับฝ่ายกัมพูชาต้องใช้กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก คือ ทวิภาคี สิ่งที่ผู้นำ 2 ฝ่ายได้พูดคุยตั้งแต่ต้น คือ ใช้กลไกที่มีอยู่ เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) และอาร์บีซีเป็นหลักในขณะนี้

เป้าหมายเจรจาในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ระหว่างคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่าย ต้องเน้นเรื่องจุดปะทะ เพื่อแก้ปัญหาการกระทบกระทั่ง และการเผชิญหน้า ลดความตึงเครียดในกรอบของกำลังทหารร่วมกัน

เจบีซีมีหน้าที่เจรจาเขตแดน จะดำเนินการพร้อมกัน แต่การลำดับความสำคัญเป็นการพูดคุย เพื่อลดความรุนแรง เราจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้วในเรื่องของทวิภาคีเป็นหลัก

ส่วนการชี้แจงจะประสานร่วมกันของกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพื่อให้สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน

ค้าชายแดนยอดวูบ

นายรัฐธนินท์ เตชะไชยสิทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้จุดผ่อนปรนช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ยังเปิดค้าขายปกติในวันอังคารและวันพฤหัสบดี แต่จำนวนคนเข้า-ออกด่านค่อนข้างบางตา เพราะยังกังวลต่อสถานการณ์กลัวจะลุกลาม แต่ยังไม่มีคำสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่

หากการเจรจา JBC ไม่สำเร็จจะกระทบต่อการค้าชายแดน เนื่องจากการค้าเดือนมีนาคมมีมูลค่า 11.95 ล้านบาท แต่เดือนเมษายนเหลือ 2.88 ล้านบาท หากความขัดแย้งลุกลามจะส่งผลให้มูลค่าชายแดนลดลง

“สงครามย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจ รัฐควรเดินหน้าตามนโยบาย หากกัมพูชายั่วยุหรือล้ำเขตแดน เราควรตอบโต้ แต่การไม่เกิดสงครามคือสิ่งที่ดีที่สุด”

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกผักผลไม้ ที่จุดผ่อนปรนช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ขณะนี้การค้าซบเซามาก ปกติชาวกัมพูชาจะเดินทางเข้ามาใช้จ่าย 1,000-2,000/คนต่อวัน ปัจจุบันเหลือ 100-200 คน/วัน ยอดขายลดลง 80% เดิมมีรายได้ 100,000 บาท/วัน เหลือเพียงหลักหมื่น

เร่งสต๊อกสินค้า

นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ สถานการณ์ขณะนี้ยังปกติ แต่ผู้ประกอบการกังวล หากมีการปิดด่านจะกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจแถบชายแดนที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท/ปี สินค้าส่งออกได้แก่ สบู่ ผงซักฟอก น้ำมัน เครื่องดื่ม ส่วนสินค้านำเข้า คือ สินค้าเกษตรพวกมันสำปะหลัง

“ด่านช่องสะงำเป็นด่านหลัก ยังไม่มีข้อพิพาทใด ๆ จึงเสนอให้ปิดพรมแดนเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาเท่านั้น”

นายวีรศักดิ์ พิษณุวงษ์ ประธานหอการค้าอาวุโส จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ความตึงเครียดที่ช่องบก ส่งผลให้คนสัญจรผ่านแดนลดลง 50% เกรงว่ากลุ่มผู้ค้ารากหญ้าจะกระทบ แต่ฝั่งกัมพูชาจะกระทบมากกว่า 80% โดยเฉพาะด้านการแพทย์ และการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค

ภาคเอกชนเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ JBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ที่กัมพูชา

หากถึงขั้นปิดด่านชายแดน ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่แน่นอน โดยเฉพาะด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม ที่เมื่อก่อนมีรายได้ 13,000-14,000 ล้านบาทต่อปี กระทั่งมีโควิด-19 รายได้ลดลงมาก และหลังโควิดเหลือ 6,000-7,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

บุรีรัมย์ยกเลิกอีเวนต์

นางสาวพูลทรัพย์ เทพนคร ประธานหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด เริ่มมีสัญญาณชะลอการซื้อขายทั้ง 2 ฝั่ง และประกาศยกเลิกจัดงานระบบหนังสือ
ผ่านแดนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Border Pass) ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้แล้ว

นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า กังวลใจเรื่องเศรษฐกิจ และข่าวปลุกระดมของไทยเราเอง ทั้งเรื่องดินแดนต่าง ๆ และเรื่องการแอนตี้สินค้าไทย ตอนนี้ไทยต้องง้อกัมพูชา ถ้าปิด
ชายแดนกัมพูชาจะไม่เดือดร้อน ไทยต่างหากจะเดือดร้อน จึงไม่สนับสนุนให้ปิดด่าน

นายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า จันทบุรียังไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด ทางสมาคมการค้าการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี ยืนยันว่าบริเวณด่านถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี ที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในจันทบุรี ไม่มีข้อกังวล ข่าวที่ออกโซเชียลเป็นเรื่องการปลุกระดม ต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร

ทพญ.วิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวว่า กังวลปัญหาชายแดนถ้าต้องปิดด่าน และมีการกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน 7 จังหวัดให้เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งสถานการณ์ชายแดนจังหวัดตราดยังสงบ ปลอดภัย ทั้งจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ และจุดผ่อนปรนทางธรรมชาติที่บ้านมะม่วง อ.บ่อไร่ การค้าขายผ่านเข้า-ออกยังเป็นปกติ

ข้อมูลกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปี 2567 ไทย-กัมพูชามีมูลค่าการค้า 174,530 ล้านบาท แยกเป็นส่งออก 141,847 ล้านบาท นำเข้า 32,684 ล้านบาท

ส่วนสินค้าผ่านแดน มูลค่ารวม 6,790 ล้านบาท แบ่งเป็น สินค้าส่งออกผ่านแดน 955 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นส่งออกไปเวียดนาม 799 ล้านบาท จีน 82 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ (ไทย สหรัฐ ญี่ปุ่น ฯลฯ) 74 ล้านบาท และนำเข้าผ่านแดน 5,835 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นนำเข้าผ่านแดนจากเวียดนาม 2,878 ล้านบาท จีน 424 ล้านบาท สิงคโปร์ 5 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 2,528 ล้านบาท

ผบ.ทบ. ออกคำสั่ง

เปิด-ปิดด่านชายแดน
ตอบโต้กัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 806/2568 เรื่อง ควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยที่ปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลเรือนและกําลังติดอาวุธของฝ่ายกัมพูชาได้รุกล้ำแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ข้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และแสดงท่าทีที่พยายามให้เกิดความเข้าใจว่าพื้นที่ตนรุกล้ำเข้ามานั้นเป็นของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงเคารพธงชาติ การติดอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ทั้งที่ชัดเจนว่าดินแดนที่รุกล้ำเข้ามานั้นเป็นของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์

ซึ่งกองทัพบกได้สั่งการให้กําลังพลเข้าระงับเหตุโดยการเจรจาชี้แจงเหตุผลให้ทราบและผลักดันให้ บุคคลดังกล่าวออกไปเสียให้พ้นจากราชอาณาจักรไทยตามหลักสันติวิธีและด้วยความอดทน อดกลั้นต่อการยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม แต่พลเรือนและกําลังติดอาวุธของฝ่ายกัมพูชาก็ยังพยายามที่ จะรุกล้ำเข้ามาในราชอาณาจักรและแสดงท่าทียั่วยุโดยไม่หยุดยั้งและอย่างเปิดเผย เกิดความ ตึงเครียดขึ้นตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และต่อประชาชนของทั้งสองประเทศที่มี ความสัมพันธ์อันดีมายาวนาน

จนกระทั่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพบกต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการผลักดันผู้รุกรานให้พ้นไปเสียจากราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะที่บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ผลประโยชน์ของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดนที่ไม่อาจยอมรับได้ แม้รัฐบาลไทยและกองทัพบกจะได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการระงับยับยั้งความตึงเครียดตามแนวชายแดนโดยใช้กลไกที่มีการตกลงกันไว้กับกัมพูชา แต่ความพยายามดังกล่าวกลับไม่ได้รับการตอบสนองในเชิงบวกจากฝ่ายกัมพูชา

ทั้งยังปรากฏด้วยว่ากัมพูชาได้เสริมกำลังพลและอาวุธและยุโธปกรณ์เข้ามาประชิดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการจัดทำที่มั่นสำหรับวางกำลังทางทหาร อันแสดงให้เห็นถึงความไม่ร่วมมือกับประเทศไทยที่มุ่งหมายจะระงับความตึงเครียดดังกล่าวโดยสันติและเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2519 (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia, 24 February 1976)

อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของทุกประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังคง มีท่าทียั่วยุให้เกิดความตึงเครียด และการเสริมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์แสดงให้เห็นความตั้งใจอย่างชัดเจน ที่จะใช้กำลัง เช่นนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้และเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่ออธิปไตย ความมั่นคงของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย ตลอดจนกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของพี่น้องชาวไทยและกัมพูชาที่อยู่อาศัยร่วมกันอย่างสันติตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา มาช้านาน

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงยึดมั่นหลักการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ และแสวงหา หนทางระงับยับยั้งความตึงเครียดด้วยการเจรจากันด้วยเหตุผล ภายใต้หลักการที่ต้องดูแลพี่น้อง ประชาชนชาวไทยและกัมพูชาไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรจากความตึงเครียดนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

สภาความมั่นคงแห่งชาติ ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 จึงได้มอบหมายให้กองทัพบกดําเนินการควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนว ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ กับมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามที่กองทัพบกกําหนดโดยเคร่งครัด เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดังกล่าว

กองทัพบกจึงกําหนดมาตรการควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ดังต่อไปนี้

กองทัพภาคที่ 1 โดยผู้บัญชาการกองกําลังบูรพา และกองทัพภาคที่ 2 โดยผู้บัญชาการกองกําลังสุรนารี มีอำนาจกําหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขหรือ เงื่อนเวลาที่จําเป็นและเหมาะสมในการผ่านแดนบริเวณจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ในส่วนที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยคํานึงถึงความจําเป็นในการทํามาค้าขายและความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองประเทศที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ หากมีความจําเป็น เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย และการรักษาความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย ให้มีอำนาจกําหนดให้เปิดหรือปิดจุดผ่านแดนแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือทุกแห่งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้เงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาใด ตามที่เหมาะสมก็ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค้าชายแดนไทย-กัมพูชาป่วน หวั่นปิดด่านธุรกิจชะงักแสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...