โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ETF” ทางเลือกการลงทุนที่ตอบโจทย์... รวม “จุดเด่น” ของ “กองทุนรวม” & “หุ้น” ไว้อย่างลงตัว !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 02.36 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

Wealthy Way: รู้หรือไม่?…“Exchange Traded Fund: ETF” คือ “กองทุนรวมดัชนี” (Index Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนีต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ตราสารหนี้ เป็นต้น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด โดยจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และซื้อขายแบบ Real Time”
เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ เพราะได้รวมเอา “จุดเด่น” ของ “กองทุนรวม” และ “หุ้น” เอาไว้ได้อย่างลงตัว
“กองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศ” (FIF) หลายๆ กองก็ไปลงทุนใน “ETF” ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในตลาดการลงทุนของโลกนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ตราสารหนี้ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น
ในไทยเองก็มี ETF” ให้เลือกลงทุนอยู่ถึง 11 กอง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ดูจะไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนักหากเทียบกับในต่างประเทศ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเช่นเดียวกัน
ทำไม ETF” จึงได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจนี้มาฝากกัน

ETF” การลงทุนที่ “ง่าย-สะดวก” ค่าใช้จ่ายไม่แพง…ทางเลือกที่ “ไม่ควรมองข้าม”

จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดเผยผ่านรายงานว่า ETF” เกิดขึ้นมาในปี 1993 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ETF” สามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) “Passive ETF” คือการลงทุนเพื่อสะท้อนดัชนีให้มากที่สุด เช่น S&P 500 ซึ่ง ETF จำนวนมากใช้แนวทางนี้ในการลงทุนและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ETF น่าสนใจเนื่องจากมีผลตอบแทนที่โปร่งใสสะท้อนดัชนีต้นแบบได้อย่างชัดเจน และพึ่งพิงความสามารถของผู้จัดการกองทุนคนใดคนหนึ่งที่น้อยแม้มีการเปลี่ยนผู้จัดการกองทุนใหม่ก็สามารถลงทุนตามดัชนีอ้างอิงได้ง่ายนั่นเอง
2) “Active ETF” เป็นรูปแบบที่ยังมีไม่มาก กองทุนของ ARK Invest ก็เป็น Active ETF เช่นกัน ซึ่ง ETF รูปแบบนี้มีแนวโน้มจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากบางกองทุนเริ่มมีการออก Active ETF มากขึ้น นอกจากนี้ผู้จัดการกองทุนก็พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลการลงทุนทุกวันเพื่อความโปร่งใส และด้วยส่วนผสมของฝีมือการลงทุนที่ดีของผู้จัดการกองทุนประกอบกับการมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำและยังได้ประโยชน์ทางภาษีก็ทำให้โครงสร้างของ ETF สร้างผลตอบแทนที่ดีแบบยั่งยืนได้
“สำหรับ ‘ค่าใช้จ่าย’ ของ ETF เกิดจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมผลตอบแทนที่ได้และหักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆออกไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เช่นในปี 2023 ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของ ETF อยู่ที่ 0.36% น้อยลงกว่าครึ่งนึงเมื่อเทียบกับปี 2003 นอกจากนี้หากดูค่าใช้จ่ายเทียบกับลักษณะการลงทุนของแต่ละ ETF พบว่า ‘Active ETF’ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ‘Passive ETF’ ทั่วไป เช่น ETF อ้างอิงดัชนีอย่างเช่น S&P 500 ปกติจะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า 0.05%”

3 ประเภท “ETF” ที่น่าสนใจ

สำหรับ ETF” ที่น่าสนใจและนักลงทุนคุ้นเคยกันดี อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  • Stock ETF” คือ ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างๆซึ่งอาจใช้เป็นการลงทุนหลักของพอร์ตโฟลิโอหรือเพื่อกระจายความเสี่ยงก็ได้

  • “Bond ETF” คือ ETF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ซึ่งอาจเหมาะกับนักลงทุนที่มีเป้าหมายทางการเงินระยะกลาง หรือนักลงทุนที่ไม่ชอบการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว

  • “Thematic ETF” คือ ETF ที่เน้นลงทุนเฉพาะกลุ่มหรืออุตสาหกรรมที่กำหนด เช่น เน้นเรื่อง ESG หรือเน้นเรื่องเงินดิจิตอล ซึ่งนักลงทุนนิยมลงทุนใน ETF รูปแบบนี้เพื่อเกาะกระแสการลงทุนมากกว่าการไปเลือกลงทุนเองเป็นรายบริษัท

Morningstar Medalist Ratings”…ตัวช่วยเลือก “ETF”

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ทำให้ “โลกการลงทุน” สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น นักลงทุนบางกลุ่มที่ไม่อยากลงทุน ETF ผ่านกองทุน FIF ก็สามารถไปลงทุนผ่าน ETF ในต่างประเทศได้โดยตรงแล้ว ด้วยการเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการ ผ่านแอพพลิเคชั่นง่ายๆ ได้เลย ก็จะทำให้ตัวเลือกการลงทุนใน ETF ของนักลงทุนเปิดกว้างขึ้นด้วย (แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับนักลงทุนทุกคน คงต้องดูทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองด้วยเช่นกัน)
ETF” ที่มีให้เลือกลงทุนในโลกก็มีมากมายหลายหลากแล้วจะเลือกลงทุนกองไหนดี มีตัวช่วยอะไรมาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือไม่?
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ ก็สามารถใช้ข้อมูล Morningstar Medalist Ratings”ไว้เป็นข้อมูลประกอบได้ในเบื้องต้น เป็นระบบการ “จัดอันดับ” ของทาง Morningstar” ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของ “ETF” โดยใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ แบ่งออกเป็น 5 ระดับได้แก่

  • Gold: เป็นระดับสูงสุด แสดงว่ากองทุนมีความน่าจะเป็นสูงที่สุดในการทำผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีหมวดหมู่ของ Morningstar ในระยะยาว

  • Silver: เป็นระดับรองลงมา แสดงว่ากองทุนมีความน่าจะเป็นสูงในการทำผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีหมวดหมู่ของ Morningstar แต่ไม่เท่าระดับ Gold

  • Bronze: เป็นระดับที่สาม แสดงว่ากองทุนมีความน่าจะเป็นในการทำผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีหมวดหมู่ของ Morningstar แต่มีความเสี่ยงหรือข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถอยู่ในระดับ Silver หรือ Gold

  • Neutral: กองทุนมีความน่าจะเป็นในการทำผลตอบแทนที่เท่ากับหรือใกล้เคียงกับดัชนีหมวดหมู่ของ Morningstar ในระยะยาว

  • Negative: เป็นระดับต่ำสุด แสดงว่ากองทุนมีความน่าจะเป็นในการทำผลตอบแทนที่ต่ำกว่าดัชนีหมวดหมู่ของ Morningstar ในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนใน “ETF” ปัจจุบันก็มีทั้งที่จดทะเบียนใน “ตลาดหุ้นไทย” 11 กอง และ “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” อีกมากมาย สามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทหุ้น, ตราสารหนี้, สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ ก็ตาม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ “ง่าย-สะดวก” ค่าใช้จ่ายไม่แพง ที่ไม่ควรละเลยจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...