กมธ.สาธารณสุขวุฒิสภา กังวลปม รมว.สธ. “วีโต้” มติแพทยสภา หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือ
กมธ.สาธารณสุขวุฒิสภา แถลงกังวลกรณีรัฐมนตรีสาธารณสุข “วีโต้” มติแพทยสภา หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือระบบวิชาชีพแพทย์
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 มิ.ย. 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา พร้อมด้วย นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ และคณะ ร่วมกันแถลงข่าวแสดงความกังวลต่อกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ใช้อำนาจในฐานะ “สภานายกพิเศษ” ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ออกหนังสือแสดงความเห็นแย้งต่อมติของคณะกรรมการแพทยสภา
นายประพนธ์ ระบุว่า ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่มีพื้นฐานจากวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเป็นกรรมาธิการที่มีหน้าที่กำกับ ดูแล และตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมของระบบสาธารณสุขของประเทศ ตนและผู้ร่วมวิชาชีพรู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีดังกล่าว
“นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี นับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกมาคัดค้านมติของคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างอิสระในการพิจารณาข้อร้องเรียนทางการแพทย์ โดยใช้หลักฐานทางวิชาการ เช่น เวชระเบียนและพยานแวดล้อมอย่างครบถ้วน” นายประพนธ์ กล่าว
นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีในฐานะ “สภานายกพิเศษ” ใช้ตำแหน่งที่ได้รับเกียรติจากสภาวิชาชีพมาวิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้านการทำงานของคณะกรรมการแพทยสภา ถือเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานวิชาชีพ และอาจบ่อนทำลายความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของระบบวิชาชีพแพทย์ได้อย่างร้ายแรง
“ต้องย้ำว่า หน่วยงานทางวิชาชีพแพทย์ไม่ใช่กลไกทางการเมือง แต่คือเสาหลักของระบบการคุ้มครองผู้ป่วย มาตรฐานความปลอดภัย และจริยธรรมทางการแพทย์ หากปล่อยให้มีการแทรกแซงโดยอำนาจภายนอก ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และบั่นทอนหลักนิติธรรมในสังคม” นายประพนธ์ ระบุ
นายประพนธ์ ยังกล่าวถึงประเด็นการออกใบรับรองแพทย์หรือความเห็นทางการแพทย์โดยแพทย์ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญตรงกับโรคหรือหัตถการของผู้ป่วย ว่า เป็นประเด็นที่น่าห่วง และอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล เมื่อเอกสารดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการพิจารณาให้ผู้ต้องขังออกไปรับการรักษานอกเรือนจำ ยิ่งเป็นการกระทบต่อหลักความยุติธรรมโดยตรง และอาจทำให้สังคมตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและเจตนาที่แท้จริงของการกระทำดังกล่าว
"เอกสารทางการแพทย์ เช่น ใบเวชระเบียน ใบรับรองแพทย์ หรือความเห็นแพทย์ ไม่ใช่แค่กระดาษธรรมดา แต่คือพยานหลักฐานที่ศาลใช้ตัดสินคดีจริง ๆ หากปล่อยให้มีการบิดเบือนข้อมูลเหล่านี้ เท่ากับทำลายหลักฐานทางกฎหมาย และกระทบต่อความยุติธรรมของทั้งระบบ" นายประพนธ์ เน้นย้ำ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เอกสารดังกล่าวสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลหรือไม่ และจะส่งผลต่อการพิจารณาในวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนหรือไม่นั้น นายประพนธ์ กล่าวว่า โดยหลักการทั่วไป ศาลสามารถเชิญแพทย์มาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญได้ หากเอกสารทางการแพทย์ไม่มีความน่าเชื่อถือ หรือมีการบิดเบือน ย่อมกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น จึงขอไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม และขอให้รอข้อเท็จจริงภายหลังวันที่ 13 มิถุนายนนี้
ด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย กล่าวเสริมว่า เรื่องดังกล่าวถูกโยงเข้าสู่ประเด็นการเมืองค่อนข้างมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การออกมาแสดงความเห็นและความห่วงใยในเรื่องนี้ถือเป็นสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย
“ อาชีพแพทย์ที่ออกมาตื่นตัว เป็นสิ่งงดงามในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรถูกตั้งคำถามว่าแพทย์ออกมาเรียกร้องเพื่ออะไร สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ คณะกรรมการแพทยสภาควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และกล้าตัดสินใจตามมโนธรรมของตนเอง โดยไม่หลีกเลี่ยงหน้าที่ ไม่หลีกเลี่ยงการประชุม เพราะประชาชนกำลังจับตา และความน่าเชื่อถือของวิชาชีพอยู่ที่การกระทำของพวกท่าน ” นพ.วีระพันธ์ กล่าว