寡妇 แม่ม่าย
ข้อมูลเบื้องต้น
แม่ม่าย
เพราะสามีที่ด่วนจากไปหลังถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารดันกลับมาเข้าฝันแล้วบอกให้แยกบ้าน
ทั้งที่พี่ชายคนโตของสามีกำลังจะเข้าร่วมการสอบอาจได้เป็นขุนนาง
ทั้งที่พี่ชายคนรองของสามีแต่งภรรยาได้ดีมีกิจการการค้าไม่ขัดสนเงินทอง
ไฉนสามีต้องให้นางแยกบ้านด้วยเล่า
แล้วแบบนี้ลูกชาย ลูกสะใภ้ หลานชายจะอยู่อย่างไร
ไหนจะลูกสาวที่ยังไม่แต่งออกไปอีก จะไปหาสินเดิมจากไหน
ไร้บ้านเดิมให้กลับ ไร้บ้านสามีสนับสนุน
แบบนี้หญิงม่ายเช่นนางไม่ถูกเอาเปรียบจนตายเลยหรือ
เจียงต้าสง เจ้าคิดอะไรของเจ้ากันแน่ ไอ้ผีอายุสั้นเอ้ย!!
*** หากพบปัญหาซื้อแล้วอ่านไม่ได้หรือปัญหาอื่นใดทีไม่ใช่ในส่วนของเนื้อหา กรุณาติดต่อแอดมินเด็กดีตามนี้ค่ะ
https://web.facebook.com/NiyayDekD
คำเตือน!
1. นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการความสมเหตุสมผล เพราะไรท์แต่งขึ้นจากจินตนาการ ความไม่มีเหตุผลและความเป็นไปไม่ได้ ไม่อิงจากประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น
2. กรุณาคอมเม้นด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบไรท์ยอมรับการติ-ชม ที่มีเหตุผลได้
3. นิยายเรื่องนี้อัพฟรีจนจบแต่มีระยะเวลาอ่านฟรีตามที่กำหนดในแต่ละตอน
4. นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งยังไม่ได้ตรวจคำผิด ยังไม่ได้รีไรท์ แจ้งก่อนเพื่อให้ทำใจและงดดราม่า
5. นิยายเรื่องนี้ 1 เล่มจบ
****โปรดอ่านคำเตือนให้เข้าใจก่อนการบริโภค
เริ่มอัพ 12/5/2025
บทที่ 1 (1)
“ซิ่วเอ๋อร์ ซิ่วเอ๋อร์”
เสียงเรียกจากสายหมอกขาวที่หนาทึบ ทำให้เหอซิ่วเอ๋อร์มองหาที่มาของเสียงนั้นอย่างกระวนกระวายปนหวาดกลัว
“เจียงต้าสง นั่น นั่นใช่เสียงเจ้าหรือไม่ เจ้าอยู่ที่ไหน”
“ข้าเองซิ่วเอ๋อร์ ต้าสงสามีเจ้า”
“เจ้าหมีใหญ่ เหตุใดข้าจึงได้ยินเสียงเจ้า นี่เจ้าจะมาพาข้าไปอยู่กับเจ้าแล้วหรือ”
เจ้าหมีใหญ่ที่นางเอ่ยคือสามีของนางนามว่า เจียงต้าสง ชายหนุ่มจากบ้านไปเป็นทหารเมื่อห้าปีก่อนและกลับมาสามปีที่แล้ว ทว่าเป็นการกลับมาเพียงชุดทหารที่เขาสวมใส่และสิ่งของเครื่องใช้
กับเถ้ากระดูกหนึ่งโถเท่านั้น
เหอซิ่วเอ๋อร์จำไม่ได้แล้วว่า ตนเศร้าเสียใจต่อการจากไปของสามีนานเพียงใด จำได้แค่เพราะหลานชายของนางล้มป่วย นางจึงต้องกลับมายืนหยัด เป็นเสาหลักมั่นคงให้กับบ้านรอง
โชคยังดีที่ตอนพ่อสามียังอยู่ บ้านรองของนางยังไม่ได้แยกบ้านออกไป แต่หลังได้รับข่าวการจากไปของลูกชายคนรองไม่นาน พ่อสามีของเหอซิ่วเอ๋อร์ก็ตายจากไปอีกคน บ้านหลังนี้จึงเป็นบ้านที่แม่สามีของเหอซิ่วเอ๋อร์กุมอำนาจเพียงคนเดียว
จวงซื่อหรือแม่เฒ่าเจียง แม่สามีของเหอซิ่วเอ๋อร์นั้นรักลูกชายคนที่สามเจียงต้าหม่า ซึ่งเป็นน้องชายของเจียงต้าสงมาก แต่จวงซื่อกลับฝากความหวังไว้กับบุตรชายคนโตอย่างเจียงต้าหู่ หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็นเจียงชิงซาน หลังแต่งงานกับบุตรสาวของซิ่วไฉที่เป็นอาจารย์ของเขาไม่นาน
ดังนั้นแล้ว หลังพ่อสามีของเหอซิ่วเอ๋อร์จากไป แม่สามีก็เห็นบ้านรองเสมือนผงฝุ่นที่ติดอยู่ในดวงตา มองอย่างไรก็ไม่เข้าตาหญิงชราเนื่องจากครอบครัวลูกชายคนรอง ดูอย่างไรก็ไร้อนาคต ไม่เหมือนบุตรชายคนโตที่เป็นซิ่วไฉผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถ
ยิ่งไม่เหมือนบุตรชายคนที่สาม ที่มีร้านค้าจนกล่าวได้ว่าฐานะร่ำรวย
สะใภ้คนโตของจวงซื่อ คืออวิ๋นไฉเหลียง เป็นบุตรสาวของซิ่วไฉที่มากความรู้ความสามารถ บุตรชายคนโตยังได้พ่อตาคอยสั่งสอนและส่งเสริมจนได้เป็นซิ่วไฉ เป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัว ทำให้เมื่ออวิ๋นไฉเหลียงรอให้เจียงต้าหู่สอบผ่านซิ่วไฉถึงจะยินยอมตกลงแต่งงานด้วย กระทั่งต้องแต่งเข้าหลังสะใภ้รองทั้งที่มีฐานะเป็นสะใภ้ใหญ่ นั่นเลยไม่ได้ทำให้แม่สามีอย่างจวงซื่ออารมณ์เสียนัก
ส่วนหวังชุยหลินสะใภ้คนที่สาม แม้จะไม่เป็นบุตรสาวซิ่วไฉที่มีเกียรติเหมือนสะใภ้ใหญ่ แต่นางก็แต่งเข้ามาพร้อมสินเดิมจำนวนไม่น้อยเนื่องจากบิดาของนางเป็นพ่อค้าในเมือง ทั้งยังเรียกลูกเขยไปช่วยงานที่ร้าน ให้งานสบายเงินเดือนดี นับว่าได้รับความไว้วางใจจากคนเป็นพ่อตาอย่างมากทั้งที่อีกฝ่ายก็มีบุตรชาย แต่กลับไม่เชื่อใจเหมือนเชื่อในตัวลูกเขยคนนี้ของตนเลย
เห็นได้ชัดว่า เถ้าแก่หวังรักลูกสาวเพียงใด
เจียงต้าหม่าเป็นลูกชายสุดที่รักของจวงซื่ออยู่แล้ว ยิ่งนางเห็นว่าบิดาของสะใภ้สามให้ความสำคัญกับลูกชายของนางมากเท่าใด จวงซื่อก็ยิ่งทำดีต่อสะใภ้สามมากเท่านั้น
ท้ายสุดคือเหอซิ่วเอ๋อร์ สะใภ้รองที่แต่งเข้ามาเป็นคนแรก
เหอซิ่วเอ๋อร์นั้นเรียกว่าด้อยกว่าคู่สะใภ้อย่างเห็นได้ชัด ที่นางได้แต่งให้กับเจียงต้าสง ก็เพราะพ่อเจียง บิดาของเจียงต้าสงกับบิดาของเหอซิ่วเอ๋อร์ เป็นสหายกัน
บิดาของเหอซิ่วเอ๋อร์เคยช่วยเหลือพ่อเจียงเอาไว้ พ่อเจียงจึงสัญญาจะให้บุตรชายของตนแต่งกับบุตรสาวของอีกฝ่าย ทว่าตอนที่เหอซิ่วเอ๋อร์แต่งงาน เป็นเพราะบิดาของนางป่วยไข้ คนเป็นพ่อรู้ตัวว่า เหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายแล้ว ก็อยากเห็นลูกสาวเป็นฝั่งเป็นฝา งานแต่งของเหอซิ่วเอ๋อร์และเจียงต้าสงจึงถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบ สองวันหลังจัดงานแต่ง บิดาของเหอซิ่วเอ๋อร์ก็จากไปอย่างสงบ
เหอซิ่วเอ๋อร์ผู้นี้ ไม่มีทั้งปัญญาทั้งทรัพย์สิน นางจึงถูกแม่สามีดูแคลน ยิ่งเมื่อลูกชายคนรองของนางไม่อยู่แล้วบ้านรองก็ยิ่งเหมือนหนามตำตา หากตอนรู้ข่าวการเสียชีวิตของเจียงต้าสงไม่มีพ่อเจียงอยู่ด้วย เกรงว่าจวงซื่อคงขับไล่คนบ้านรองออกไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว
“ซิ่วเอ๋อร์ ข้ามีเวลาไม่มาก เจ้าฟังคำข้าให้ดี”
“ฟังอะไร เจ้าตายไปสองปี เพิ่งคิดได้หรือว่าต้องมาเข้าฝันสั่งเสียข้า หรือระหว่างนี้เจ้าไปสั่งเสียอนุที่ไหนมา ห้ะ?”
“ขะ ข้าเดินทางไกล เพิ่งหาทางกลับบ้านเจอ”
“เจ้ากลายเป็นวิญญาณโง่ไปแล้วหรือ แม้แต่ทางกลับบ้านก็จำไม่ได้แล้วเช่นนี้”
“ซิ่วเอ๋อร์ เป็นข้าที่ผิดต่อเจ้า ข้ายังผิดต่อลูกของเราด้วย”
“เจ้ายังรู้ตัวอีกหรือว่า ผิดต่อข้าและลูก ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตั้งแต่เจ้าจากไป พ่อสามีก็ตรอมใจจนจากไปหลังได้รับข่าวของเจ้าไม่นาน หลังจากนั้นชีวิตของพวกเราแม่ม่ายลูกกำพร้า ลำบากเพียงใด เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าเห็นสิ่งที่แม่ของเจ้าทำกับพวกเราหรือไม่”
ความในใจของเหอซิ่วเอ๋อร์พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่ถูกความไม่ยุติธรรมของแม่สามีเล่นงานตลอดมา
“ซิ่วเอ๋อร์ ข้ารู้แล้ว ข้าถึงได้มาเข้าฝันเพื่อบอกเจ้าให้แยกบ้าน”
“แยกบ้าน? เจ้าหมายถึงอะไร เจ้าอยากให้ข้ากับลูกหลานของเจ้า ตายตามเจ้าไปหรือยังไง”
แยกบ้านแล้ว พวกนางแม่ม่ายลูกกำพร้ามิถูกคนอื่นรังแกจนตายเลยหรือ
“ซิ่วเอ๋อร์เชื่อข้า หากท่านแม่ต้องการแยกบ้าน เจ้าอย่าได้ปฏิเสธเด็ดขาด”
“เจียงต้าสงเจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า แม่เจ้าอยากแยกบ้าน ข้าต้องยินยอมโดยดีงั้นหรือ เจ้ามันไม่ใช่หมีแล้ว เจ้ามันเป็นหมา แถมยังเป็นไอ้หมาขี้เรื้อนด้วย หวังให้มารดาเจ้าสุขสบาย แต่ให้พวกข้าแม่ม่ายลูกกำพร้าต้องตายใช่หรือไม่ ยังมีหลานชายของเจ้าที่ฉลาดเฉลียว ต้านต้านของข้าจะกินอะไรหากเราแยกบ้านเช่นที่เจ้าว่า”
“ซิ่วเอ๋อร์เจ้าเชื่อข้าเถิด เจ้าต้องเชื่อข้า”
เสียงของสามีค่อย ๆ เบาลง ก่อนเหอซิ่วเอ๋อร์จะสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูที่ดังราวกับบ้านจะถล่ม
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง
“เหอซิ่วเอ๋อร์ นังตัวซวย สายป่านนี้แล้วยังไม่ลุกขึ้นมาทำอาหาร เจ้าจะให้แม่สามีแก่ชราอย่างข้ารับใช้เจ้าหรือยังไง”
เสียงแม่เฒ่าเจียงที่ดังอยู่นอกประตู ทำให้หลานชายของเหอซิ่วเอ๋อร์ เจียงชางหรือที่เรียกกันว่าต้านต้านตื่นแล้ว
ดวงตากลมของหลานชายกำลังมองไปยังท่านย่าของเขา เช่นเดียวกับเหอซิ่วเอ๋อร์ที่มองหลานชายของตน แล้วคิดไปถึงความฝันเมื่อคืน
ตอนที่สามีของนางไปออกรบ หลานชายคนแรกของเขาต้านต้านเพิ่งอายุหนึ่งเดือน เขาอุ้มต้านต้านไว้แนบอกเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะออกจากบ้าน เหอซิ่วเอ๋อร์ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี นางยังจดจำใบหน้าของสามีตอนโบกมือลาจากนางไปพร้อมชายหนุ่มในหมู่บ้านอีกหลายคนได้ แม้จะผ่านมานานกว่าห้าปีแล้วนางก็ยังจำได้ไม่ลืม
เหอซิ่วเอ๋อร์ลูบหัวหลานชายเพื่อปลอบไม่ให้เขากลัวเสียงที่กำลังดังโหวกเหวกโวยวายอยู่ ทั้งยังทุบประตูรัว ๆ ไม่หยุด ราวกับต้องการจะพังประตูบานเก่าเข้ามาในห้องให้ได้
“ข้ารู้แล้ว ประเดี๋ยวจะออกไป แต่หากท่านทุบประตูจนพัง ระวังท่านแม่จะต้องเสียเงินซ่อมประตูให้ข้านะ” เหอซิ่วเอ๋อร์หาใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน นางจึงกล้าตอบแม่สามีกลับไปเช่นนั้น
เจ้าหมีใหญ่ หากเจ้ากล้าหลอกข้าละก็ จากหมี …เจ้าได้กลายเป็นหมาแน่
บทที่ 1 (2)
ภายในบ้านเจียงหลังนี้นอกจากบ้านรองของนางแล้ว มีเพียงแม่เฒ่าเจียงแม่สามีของเหอซิ่วเอ๋อร์อาศัยอยู่ ส่วนคนบ้านใหญ่และบ้านสามย้ายไปอยู่ในเมือง สักสิบวันหรือครึ่งเดือนถึงจะกลับมาสักหน บางครั้งยังทิ้งห่างไปนานเกือบเดือนกว่าจะมา
ความจริงก็คือ หากไม่เพราะกลัวแม่เฒ่าเจียงจะคิดถึงหลาน ๆ จนตามไปถึงในเมือง และทำให้พวกเขาอับอาย สองครอบครัวนั้นคงไม่คิดกลับหมู่บ้านนี้เลย
ครอบครัวของเจียงต้าหู่หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็นเจียงชิงซานตั้งแต่ก่อนสอบได้เป็นซิ่วไฉ โดยผู้เปลี่ยนให้ก็คือ อาจารย์ของเขาซึ่งเป็นพ่อตาในตอนนี้ กับครอบครัวของเจียงต้าหม่า สองครอบครัวนี้อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันในเมือง เป็นบ้านที่พ่อตาของเจียงต้าหม่าออกเงินซื้อให้ครอบครัวของลูกสาวได้อยู่อาศัย
บ้านขนาดกลางมีสี่ห้องนอน จึงแบ่งได้ลงตัวพอดี นั่นคือหนึ่งห้องสำหรับเจียงชิงซานคู่สามีภรรยา อีกห้องเป็นของเจียงต้าหม่ากับภรรยา หนึ่งห้องเป็นของเจียงหนิงเฉิง ลูกชายของเจียงชิงซาน พักกับเจียงลี่เหวิน ลูกชายของเจียงต้าหม่า ส่วนลูกสาวของเจียงชิงซานอย่างเจียงหนิงเซียน พักห้องเดียวกับลูกสาวสองคนของเจียงต้าหม่า คือเจียงลี่ถิงและเจียงลี่จิง
แม่เฒ่าเจียงอยากจะไปพักบ้านในเมืองอยู่หลายครั้งหลายครา แต่จนใจที่บ้านหลังนั้นมีพื้นที่จำกัด ครั้นจะให้นางไปนอนห้องใครก็ยากจะเบียดกันนอนได้อีก วันใดนางคิดถึงหลานชายขึ้นมา อย่างมากก็แค่ไปหาช่วงเย็นแล้วรีบกลับเท่านั้น
แต่ส่วนมากแล้ว แม่เฒ่าเจียงไม่ค่อยได้เข้าเมืองไปหาหลานชายเนื่องจากเจียงหนิงเฉิงยังต้องเล่าเรียน ต่อให้นางไปก็ต้องรอจนเย็นย่ำค่ำมืดกว่าจะได้พบหน้าหลาน ที่ผ่านมาแม่เฒ่าเจียงจึงรอหลานชายกลับมาหานางที่หมู่บ้าน มากกว่าจะไปหาเอง เหมือนเช่นวันนี้
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว” เสียงเจียงชิงซานดังขึ้นที่หน้าบ้าน
แน่นอนว่าเหอซิ่วเอ๋อร์ย่อมได้ยินเสียงเรียกนั้น แต่นางไม่ได้ใส่ใจ เพราะรู้ดีว่ามีคนวิ่งเร็วกว่า ไปเปิดประตูให้พวกเจียงชิงซานเข้าบ้านอย่างแน่นอน แล้วก็ไม่ผิดคาด พวกเจียงชิงซานยืนรอเพียงครู่เดียวแม่เฒ่าเจียงก็ปรี่ออกไปเปิดประตูเพราะกลัวหลานชายสุดที่รักจะถูกแมลงกัดได้
“มาแล้วหรือ ข้ารอพวกเจ้าทั้งวันเลย เข้ามาก่อน เข้ามา”
“ทำให้ท่านแม่ต้องรอ เป็นความผิดของพวกเราแล้ว”
“พวกเจ้าแต่ละคนมีธุระมากมาย ใช่วัน ๆ จะเป็นพวกไม่เอาไหน ไม่ทำงานทำการเสียเมื่อไหร่”
เสียงพูดคุยของคนด้านนอกดังทะลุมาถึงในครัว เหอซิ่วเอ๋อร์ที่ได้ยินแม่สามีพูดจาเสียดิบดีเช่นนั้น ได้แต่เบ้ปากอยากจะอาเจียน
บ้านใหญ่กับบ้านสามตั้งใจกลับมาถึงในช่วงเวลานี้ทุกครั้ง ด้วยคนพวกนั้นไม่ต้องการเข้ามาช่วยงานในครัว หรืออย่างมากนาน ๆ ครั้งถ้าจะทำดีบ้าง ก็เจียดเศษเงินซื้อเนื้อเล็กน้อย หรือซื้อไข่สองสามฟองติดมือมาด้วย แค่นั้นก็เข้ามานั่งกินนอนกินในบ้านหลังนี้ได้ทุกคนแล้ว
“เจ้าคอยดูในครัวนะ แม่จะยกอาหารออกไป” เหอซิ่วเอ๋อร์สั่งเจียงซิ่วเหมย ลูกสาวของนาง ก่อนจะยกกับข้าวที่ทำเสร็จแล้วออกไป
แน่นอนว่ากับข้าวที่ดีหน่อย ก็แค่ผัดผักป่ากับไข่ทอด ยังดีที่วันนี้แม่เฒ่าเจียงอยากเอาใจหลานชายจึงยอมกัดฟันเดินไปซื้อไก่มาตัวหนึ่ง แต่ก็ยอมให้นางใช้ผัดกับต้นหอมแค่ครึ่งตัวเท่านั้น
ความตระหนี่ถี่เหนียวของแม่เฒ่าเจียง ผู้ใดก็คงคาดไม่ถึง แต่ไม่ใช่สะใภ้ที่อยู่กับนางมานานอย่างเหอซิ่วเอ๋อร์ ที่รู้ลึกไปถึงแก่นแท้ของแม่สามีผู้นี้ ทั้งความโหดเหี้ยม ความใจจืดใจดำ และจิตใจที่ลำเอียงอย่างที่สุด ทุกอย่างล้วนมีครบในตัวแม่สามีของนาง
“มาก็ดีแล้ว เจ้าใหญ่ซื้อเป็ดย่างมา เอาไปจัดจานซะ ยังมีเนื้อกับไข่นี่บ้านเจ้าสามเอามา เอาไว้พรุ่งนี้เที่ยงค่อยทำอาหาร” แม่เฒ่าเจียงสั่งงานลูกสะใภ้รองอย่างคล่องปากต่อหน้าบ้านใหญ่และบ้านสาม
เป็นเพราะเนื้อตรงหน้า เหอซิ่วเอ๋อร์จึงไม่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา รับเนื้อแล้วรีบกลับเข้าไปในครัว
“ซิ่วเหมย เจ้าไปตามพี่ชายพี่สะใภ้เจ้ากลับมาเร็ว ๆ วันนี้มีลาภปากแล้ว บอกให้พวกเขารีบอุ้มต้านต้านมาเร็วเข้า”
นานแล้วที่ครอบครัวนางไม่ได้กินเนื้อด้วยเหอซิ่วเอ๋อร์ไม่มีเงินอยู่ในมือ เนื่องจากเงินทั้งหมดถูกแม่เฒ่าเจียงเอาไป หากก็มีบ้างที่นางแอบเก็บเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน เพราะหากถึงคราวสำคัญไม่มีเงินสักอีแปะในมือ นางคงยากจะขยับตัว หรือต่อให้มีเงิน นางก็ซื้อเนื้อมาไม่ได้ แม่สามีลำเอียงเกินไป หากเห็นนางซื้อเนื้อมาก็จะรู้ว่านางแอบเก็บเงินเอาไว้ แล้วก็จะยึดเนื้อของนางไปให้หลานชายของบ้านใหญ่กับบ้านสามได้กิน
สุดท้ายต้านต้านหลานชายของนางก็อดกินอยู่ดี
โชคดีที่เจียงโก่วจื่อและสวีจื่อหยาอุ้มต้านต้านกลับมาก่อนข้าวจะสุก ทำให้ได้นั่งร่วมโต๊ะกันพร้อมหน้าพร้อมตาจนโต๊ะอาหารดูเล็กลงถนัดตา
“ไม่เห็นหรือไงว่าวันนี้พวกลุงใหญ่กับอาสามของพวกเจ้ามาบ้าน ทำไมพวกเจ้าทั้งครอบครัวไม่ไปนั่งกินในครัวเล่า” จวงซื่อมองหลานชายคนโตอย่างเจียงโก่วจื่อแล้วรู้สึกหงุดหงิด
หลานชายคนโตไม่ได้เกิดจากลูกชายคนโตแต่เกิดจากลูกชายคนรอง ส่วนเจียงหนิงเฉิงหลานชายที่เกิดจากเจียงชิงซาน นับเป็นหลานคนที่หกของครอบครัว ข้างบนเขายังมีพี่สาวร่วมบิดามารดาและลูกพี่ลูกน้องหญิงจากบ้านสามสองคน บ้านรองอีกสองคน เขาจึงเป็นหลานคนที่หก และเป็นหลานชายคนที่สองของบ้าน
ในบ้านนี้ยังมีหลานชายอีกคนคือเจียงลี่เหวิน ลูกชายที่เจียงต้าหม่ากับหวังชุยหลินพยายามอย่างหนัก กว่าจะมีเขาออกมา เสียแต่เจียงลี่เหวินร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็กเพราะก่อนจะตั้งครรภ์และคลอดลูกชายคนนี้ หวังชุยหลินเคยแท้งมาหลายท้องแล้ว สามารถคลอดลูกชายคนนี้ออกมาได้ทั้งที่ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้นับว่าสวรรค์อวยพรมากแล้ว
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไร เพราะครอบครัวพี่ใหญ่กับน้องสามกลับมา พวกเราต้องยิ่งกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น พวกเขาสองครอบครัวอยู่ในเมือง กินข้าวร่วมโต๊ะกันทุกวัน พูดไปแล้วหากที่นั่งไม่พอจริง ๆ ไม่สู้ให้ครอบครัวน้องสามไปนั่งกินในครัวก่อนมื้อนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้า ค่อยสลับให้ครอบครัวพี่ใหญ่ไปนั่งกินในครัว แบบนี้พวกเราสามครอบครัวจะได้สมัครสมานสามัคคีกัน”
เหอซิ่วเอ๋อร์มีหรือจะยอม วันนี้มีเนื้ออยู่บนโต๊ะ ให้ตายนางก็ไม่มีทางลุกออกไป
หลานชายข้าต้องได้กินเนื้อ
เหอซิ่วเอ๋อร์ถือหม้อข้าวอยู่ หากกล้าพูดว่าไม่ให้นางนั่ง คนอื่นก็อย่าหวังจะได้กินข้าวมื้อนี้
“พูดมากอะไร ยังไม่รีบตักข้าวอีก”
เหอซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ตักข้าวใส่ชามให้ทุกคนอย่างอารมณ์ดี ปกติบ้านนี้กินข้าวต้มเพื่อจะประหยัดข้าว แต่วันนี้แม่เฒ่าเจียงยอมให้หุงข้าวสวย แม้จะเป็นปลายข้าวผสมข้าวฟ่างก็นับว่าดีกว่าข้าวต้มที่แทบหาเมล็ดข้าวไม่เจอมากแล้ว
เมื่อตักข้าวให้ทุกคนแล้ว เหอซิ่วเอ๋อร์ก็อุ้มหลานชายมานั่งตักนาง ทันทีที่ทุกคนจับตะเกียบจุดหมายย่อมเป็นเนื้อก่อนจานอื่น
เหอซิ่วเอ๋อร์ว่องไวจนได้น่องไก่มาให้หลานชายของนาง ตอนที่วางกับข้าวลง นางวางแผนมาแล้ว นั่นคือจัดให้อาหารจานเนื้ออยู่ใกล้มือนางมากที่สุด
สวีจื่อหยาลูกสะใภ้ของเหอซิ่วเอ๋อก็ไม่เลว คว้าได้น่องเป็ดย่างมาเช่นกัน ส่วนเจียงโก่วจื่อนั้นแย่กว่าเพียงเล็กน้อย ได้ปีกเป็ดมา เจียงซิ่วเหมยได้เนื้อชิ้นหนึ่ง
แม่เฒ่าเจียงมองครอบครัวรองที่กินเหมือนคนตายอดตายอยากแล้วแทบจะกลั้นโทสะไว้ไม่อยู่ คนบ้านใหญ่กับคนบ้านสามเห็นท่าทางตะกละตะกลามของครอบครัวรองแล้วรู้สึกรังเกียจมากไม่น้อย
แต่ทั้งสองครอบครัวลืมนึกไปว่า ที่ครอบครัวรองแทบจะคล้ายคนอดอยากเช่นนี้เป็นเพราะแม่เฒ่าเจียงล้วนนำสิ่งดี ๆ ไปให้ครอบครัวพวกเขาในเมืองทั้งสิ้น
เรียกได้ว่าที่บ้านใหญ่และบ้านสามได้อยู่ดีกินดี ชีวิตดี ๆ ของพวกเขาล้วนเหยียบอยู่บนหัวของบ้านรองส่วนหนึ่ง
บทที่ 2 (1)
“ท่านอาสาม งานในนาเสร็จหมดแล้ว ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรในเมืองให้ข้าทำบ้างหรือไม่” เจียงโก่วจื่อที่กินอิ่มไปครึ่งท้อง แน่ใจว่าตนจะไม่หิวโหยยามค่ำคืนอย่างแน่นอนแล้ว เงยหน้าขึ้นจากชามข้าว มองอาสามของตนอย่างคาดหวัง
“เจ้าอยากทำงานหรือ”
“หลาย ๆ เรื่องต้องใช้เงิน จะเอาแต่รบกวนท่านย่าย่อมไม่สะดวก ที่สำคัญปีนี้ค่อนข้างแล้ง ข้ากลัวน้ำจะไม่พอ ผลผลิตอาจไม่ดีมากนัก หากมีเงินเอาไว้ซื้ออาหารบ้างจะอุ่นใจกว่า”
เจียงโก่วจื่อยังจำได้ว่าปีที่แล้ว ลูกชายของเขาป่วยตอนหน้าหนาว เขาพยายามขอร้องท่านย่าเพื่อขอเงินพาลูกไปหาหมอ จนใจที่ท่านย่าเอาแต่พูดว่าไม่มีเงิน จนกระทั่งท่านย่าติดหวัดของต้านต้านเอง
ท้ายที่สุดจึงต้องไปเชิญท่านหมอหูที่เป็นหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านมาจ่ายยาให้ ต้านต้านจึงพลอยได้รับการตรวจด้วยก็เลยรอดมาได้ แม้จะต้องแลกกับการถูกด่าทอรุนแรงหลังท่านย่าหายดีแล้วก็ตาม และเพราะเหตุนี้ มารดาของเขาจึงแอบเก็บเงินมากขึ้น
รวมถึงภรรยาของเขาด้วย
“ผลผลิตไม่ดีหรือ” เจียงต้าหม่าหันไปมองแม่เฒ่าเจียง
แม่เฒ่าเจียงพยักหน้าให้ลูกชายคนที่สามเป็นการยืนยันว่า สิ่งที่เจียงโก่วจื่อพูดนั้นเป็นความจริง
“ที่นายี่สิบหมู่ปกติจะได้ข้าวหกพันชั่ง แต่ปีนี้หากเก็บเกี่ยวได้ห้าพันชั่งก็นับว่าเก่งมากแล้ว” เหอซิ่วเอ๋อร์แสร้งถอนหายใจออกมา
“เพราะแบบนี้ข้าถึงอยากหางานในเมือง อาสามท่านก็รู้ว่าข้าแรงเยอะเหมือนท่านพ่อ ท่านหางานให้ข้าหน่อยเถิด”
“เอาไว้อาจะดู ๆ งานให้แล้วกัน” เจียงต้าหม่ารับปากส่ง ๆ
แม่เฒ่าเจียงเห็นความลำบากใจในแววตาของลูกชายคนเล็กก็เริ่มมีโทสะ “เจ้าจะไปทำอะไรได้กัน มีแรงมากแล้วเก่งนักหรือไง งานของอาสามเจ้า ล้วนต้องใช้สมอง แล้วดูเจ้าสิ อ้าปากก็หวังว่าจะมีงานแล้ว ใฝ่สูงเสียจริง”
“ที่โก่วจื่อพูดไม่ใช่เพราะเขาทำเพื่อพวกเราหรอกหรือ ท่านแม่…ท่านอย่าได้ลืมว่าเงินในมือท่าน เงินที่ใช้ในบ้านส่วนใหญ่ มาจากไหนกันหากไม่ใช่น้ำพักน้ำแรงของโก่วจื่อ เขาไม่ฉลาดนัก ซ้ำยังต้องเสียสละมากจึงขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ แต่ก็มีความกตัญญู หากท่านแม่รังเกียจว่าหลานชายท่านโง่งม ไม่สู้อย่ารับเงินที่เขาหามาเลย ต่อไปข้าจะเก็บเงินของโก่วจื่อเอง”
“เหอซิ่วเอ๋อร์ เจ้าเก่งกาจนักหรือ ถึงกล้าพูดจาแบบนี้กับข้า บ้านนี้ยังมีข้าอยู่ ยังไม่ได้แยกบ้าน หากเจ้ากล้าลอบเก็บเงินของโก่วจื่อ ดูซิว่าข้าจะทุบตีเจ้ายังไง”
“ท่านแม่ท่านใจเย็น ๆ ก่อน สะใภ้รองแค่พูดไปเท่านั้น” เจียงชิงซานรีบปลอบแม่ของตนและประคองให้แม่เฒ่าเจียงนั่งลงบนเก้าอี้ดังเดิม
“นั่นสิ พี่สะใภ้รอง ท่านยังไม่รีบขอโทษที่ทำให้ท่านแม่โมโหอีกหรือ”
“ข้าไม่ขอโทษ” พูดจบเหอซิ่วเอ๋อร์ก็ลุกออกจากโต๊ะอาหารไปเลย
สวีจื่อหยาเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้กินต่อ เตะขาสามีตัวเองแล้วลุกตามหลังแม่สามีไปเช่นกัน ทิ้งให้โก่วจื่อ มือหนึ่งอุ้มลูกชายพาวิ่งตามหลังไป ยังมีเจียงซิ่วเหมยที่ลุกตามแม่ไปด้วยอีกคน ตอนนี้ทั้งโต๊ะจึงเหลือเพียงบ้านใหญ่กับบ้านสาม
และแม่เฒ่าเจียง
“ดู ดูนางสารเลวนี่ เหตุใดนางถึงไม่ตาย ๆ ไปซะ”
คนอื่น ๆ ล้วนไม่ได้พูดอะไร มีเพียงอวิ๋นไฉเหลียงสะใภ้ใหญ่และหวังชุยหลินสะใภ้สามที่มองจานอาหารมากมายเบื้องหน้า
เหอซิ่วเอ๋อร์หนีเข้าห้องไปแล้ว บ้านรองคนอื่นก็ด้วย แล้วแบบนี้ใครจะล้างกองจานพวกนี้กัน
ด้านเหอซิ่วเอ๋อร์กับลูก ๆ ที่อยู่ในห้องต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเป็นโก่วจื่อที่เอ่ยปากเป็นคนแรก
“ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธ เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง”
“เจ้าไม่ดีที่ไหนกัน คนพวกนั้นต่างหากที่เห็นแก่ตัว พ่อเจ้าก็คนหนึ่งแล้ว นี่ยังคิดเอาเปรียบเจ้าอีก จะไม่ให้ข้าโมโหได้ยังไง”
“ท่านแม่พูดถูก สามี…เจ้าดีมากแล้ว อย่าไปฟังคำพูดของท่านย่ากับคนอื่น ๆ เลย”
“อาสามเจ้าไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ที่บ้านไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปหางานในเมืองได้เลย ทางนี้มีแม่อยู่ดูแลเอง”
ฟังคำพูดของแม่สามีแล้ว สวีจื่อหยาก็เริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมา
“แล้วเงิน จะต้องให้ท่านย่าหรือท่านแม่ล่ะ”
“เจ้านี่นะ อะไรก็ดี ติดที่ซื่อตรงเกินไป หากท่านย่าถาม เจ้าก็บอกปัดไปสิ หากเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็บอกจำนวนเงินที่ได้มาเพียงครึ่งเดียวก็พอ”
“ใช่ ลูกสะใภ้พูดถูก” เหอซิ่วเอ๋อร์มองลูกสะใภ้ด้วยความชื่นชม อย่างน้อยในครอบครัวนี้ก็ยังมีลูกสะใภ้อีกคนที่ฉลาดเฉลียว
สวีจื่อหยาคนนี้ เป็นเจียงต้าสงไปเสาะหามาให้ลูกชายแต่ง เขาถึงกับใช้เงินสิบตำลึงแต่งลูกสะใภ้คนนี้ แม้จะต้องขัดแย้งกับแม่ตัวเอง อย่างไรก็ไม่ยอมล้มเลิกงานแต่งเด็ดขาด นั่นเป็นเพราะเจียงต้าสงถูกใจความตรงไปตรงมาของสวีจื่อหยา นางยังมีความชำนาญด้านการใช้มีดที่แข็งแกร่งเพราะพ่อของสวีจื่อหยาเป็นคนงานฆ่าหมูู นางต้องตามไปทำงานกับพ่อตั้งแต่เด็กเนื่องจากครอบครัวมีหลายปากท้อง จึงได้ฝีมือการใช้มีดมาจากผู้เป็นพ่อ และนั่นทำให้เจียงต้าสงถูกใจสวีจื่อหยา ถึงกับอยากได้มาเป็นลูกสะใภ้ของตนทันที ทั้งที่ผู้อื่นล้วนมองว่าหญิงสาวคนนี้โหดร้ายจนน่ากลัว
แต่เพราะเจียงต้าสงคิดว่าลูกชายของตนเป็นคนมีดีแค่เรื่องใช้แรง ไม่ค่อยฉลาด ยังมีภรรยาของเขากับลูกสาวที่อ่อนแออยู่บ้าน เจียงต้าสงจึงคิดว่า สวีจื่อหยาเหมาะจะเป็นคนช่วยคิดให้ลูกชาย และยังสามารถปกป้องภรรยากับลูกสาวของเขาได้ในอนาคต เพราะหากเขาไม่อยู่ แล้วมีสวีจื่อหยา เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาหลอกเจียงโก่วจื่อ ไม่ต้องกลัวเหอซิ่วเอ๋อร์จะไม่มีคนดูแล หรือวันหน้าเจียงซิ่วเหมยแต่งงานแล้วถูกรังแก นางก็จะยังมีพี่สะใภ้อย่างสวีจื่อหยาคอยช่วยทวงความเป็นธรรม
ต้องบอกว่าเจียงต้าสงนับว่าสายตาไม่เลว ได้แต่งลูกสะใภ้คนนี้เข้าบ้าน เหมือนได้ขุมกำลังสำคัญเพิ่มมาหนึ่งคน ซึ่งก็จริงตามนั้น เพราะหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว แม้บ้านรองจะลำบากขึ้นไม่น้อย แต่ลูกสะใภ้คนนี้ก็ไม่เคยปฏิบัติกับเหอซิ่วเอ๋อร์อย่างย่ำแย่เลย
“ท่านแม่ ข้ากำลังคิดจะเก็บเงินไว้ส่งต้านต้านเรียนหนังสือ ท่านเห็นเป็นอย่างไร” สวีจื่อหยารวบรวมความกล้า ลองถามความคิดเห็นของแม่สามีในเรื่องนี้
“แน่นอน รอให้ต้านต้านอายุครบเกณฑ์ ต้องส่งเขาไปเรียน แต่ระหว่างนี้พวกเราต้องลอบเก็บเงินไว้ อย่าให้ท่านย่าเจ้ารู้เด็ดขาด”
“ทราบแล้วท่านแม่” สวีจื่อหยาย่อมยินดีเมื่อได้ยินว่าแม่สามีไม่ขัดขวาง ทั้งยังเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องนี้
เหอซิ่วเอ๋อร์มองหลานชายของตนแล้วลอบถอนใจ
ตอนที่ต้านต้านเกิด สามีของนางถึงกับควักเงินสิบอีแปะนำไปให้ซิ่วไฉคนหนึ่งในตำบลช่วยตั้งชื่อที่ดีให้ เขาไม่ยอมใช้ชื่อลวก ๆ อย่างลูกหลานบ้านอื่น หรือกระทั่งชื่อของเขาเองที่ใช้อยู่ ทั้งไม่ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่ชายหรือพ่อตาของเจียงชิงซานแม้แต่น้อย กลับยินดีจ่ายเงินให้ซิ่วไฉคนหนึ่งแทน เพื่อชื่อของหลานชาย
เท่านี้ก็บ่งบอกชัดแล้วว่าเจียงต้าสงรักหลานคนนี้มากเพียงใด แล้วนางจะเอาแต่ก้มหัวไม่ยอมสู้เพื่ออนาคตของหลานชายได้อย่างไรกัน
“ท่านแม่ ท่านกับท่านย่าทะเลาะกันเช่นนี้ พรุ่งนี้เราจะได้กินข้าวเช้าหรือไม่” เจียงซิ่วเหมยเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ทำไมจะไม่ได้ หากพรุ่งนี้ไม่มีเราทำกับข้าว พวกเขาจะกินอะไรล่ะ ผู้อื่นกินได้ เหตุใดเราจะกินไม่ได้กัน”
“แต่ แต่ว่าวันนี้เราไม่ได้ล้างจาน”
“คนอื่นเยอะแยะ ข้าทำอาหารให้พวกเขานั่งกินสบาย ๆ ยังต้องเก็บจานชามล้างให้อีกหรือ ข้าเป็นสะใภ้ ไม่ใช่บ่าวไพร่ของพวกเขาสักหน่อย”
นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่เหอซิ่วเอ๋อร์ทำทีเป็นโมโหกลบเกลื่อนแล้วนำลูก ๆ ของนางกลับเข้าห้องมาก่อน
ล้างจานมากมายเพียงนั้นให้พวกเจ้าน่ะหรือ เหตุใดนางต้องล้างทุกครั้งด้วยเล่า ให้พวกเขาช่วยกันทำบ้างเถอะ