โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คาดนักท่องเที่ยวปี 68 หดตัว 2.8% ค่าใช้จ่ายต่อทริปไม่ถึง 5 หมื่น

PostToday

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 23.53 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 06.53 น.

จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยที่ลดลง YoY ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม 2568 และเสี่ยงจะติดลบในช่วงที่เหลือของปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับลดคาดการณ์ตัวเลขทั้งปีนี้มาที่ 34.5 ล้านคน หดตัว 2.8% จากปีก่อน และการกลับสู่ระดับก่อนโควิดที่เกือบ 40 ล้านคน ดูจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ยที่ยังต่ำหรือคาดจะอยู่ที่ไม่ถึง 5 หมื่นบาท ก็นำมาสู่ประเด็นคำถามที่ว่า ภาคการท่องเที่ยวของไทย จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจอยู่หรือไม่?

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การท่องเที่ยวยังมีบทบาทสำคัญ สะท้อนจากรายได้สุทธิการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะยังเป็นบวก แต่แรงหนุนต่อเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้า เสี่ยงจะลดน้อยลง เนื่องจาก

1. รายได้ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันสูง 2. คนไทยยังเที่ยวต่างประเทศต่อเนื่อง และ 3. แม้คนไทยจะเที่ยวในประเทศด้วยแต่ก็ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

รายได้ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันสูง

นักท่องเที่ยวเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการมาไทยกับประเทศอื่นอย่างเช่นเวียดนาม หรือแม้แต่ญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวและประเทศปลายทางที่เป็นทางเลือกอื่น แม้อัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีผลต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ขณะที่ ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนของที่พักทั่วประเทศมีทิศทางที่ฟื้นตัวและสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

คนไทยเที่ยวต่างประเทศต่อเนื่อง-ค่าใช้จ่ายยังเพิ่มจากปีก่อน

โดยการเดินทางต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้นมากหากเทียบกับอดีต และผู้ประกอบการออกแคมเปญกระตุ้นตลาด อีกทั้งคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการเที่ยวต่างประเทศเพราะมองว่าเป็นการสร้างประสบการณ์และใช้เวลากับเพื่อน/ครอบครัว ทั้งปี 2568 คาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศใกล้เคียงกับปีก่อน โดยคนไทยเที่ยวบางประเทศเพิ่มขึ้นมาก เช่น ญี่ปุ่น และจีน ส่วนค่าใช้จ่ายคนไทยเที่ยวต่างประเทศน่าจะยังเพิ่มขึ้น

คนไทยเที่ยวในประเทศเพิ่มเช่นกันแต่ใช้จ่ายระวังขึ้น

โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวไทยอาจไม่เพิ่ม เนื่องจากสถานการณ์รายได้ที่ไม่แน่นอน ค่าครองชีพสูง รวมถึงในช่วงครึ่งปีหลังภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนผ่านโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง

3 ปัจจัยข้างต้น ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ในปี 2568 รายได้สุทธิการท่องเที่ยว (รายได้ชาวต่างชาติเที่ยวไทยรวมกับรายได้คนไทยเที่ยวในประเทศ หักลบด้วยค่าใช้จ่ายคนไทยเที่ยวต่างประเทศ) ยังคาดว่าจะเป็นบวกและจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่แรงบวกเริ่มจะลดน้อยลง

ปี 2568 คาดรายได้สุทธิการท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.38 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ยิ่งหากไปข้างหน้า ความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากจะให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นกลับมาและหนุนเศรษฐกิจไทย ควรทำอย่างไร?

ในระยะเฉพาะหน้า เรามองว่า การเร่งพลิกฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็ว เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยการกวดขันกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ใส่ใจดูแลประสบการณ์นักท่องเที่ยวตลอดทริป (Journey) โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ต่อยอดจากที่ล่าสุดทางการสหรัฐฯเพิ่งปรับคำแนะนำการเดินทางให้ไทยอยู่ในระดับปลอดภัยสูงสุด

และนอกจากการกระตุ้นตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศผ่านโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งในช่วงครึ่งปีหลังแล้ว ภาครัฐควรมีแผนในการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่

1. กลุ่มวันพักสั้น แต่ใช้จ่ายต่อวันสูง เช่น จีน สิงคโปร์ รวมถึงเอเชียแปซิฟิกอื่นๆ (แม้ใช้จ่ายต่อวันน้อยกว่าจีนและสิงคโปร์ แต่ด้วยระยะทางที่ใกล้ ทำให้การตัดสินใจมาไทยน่าจะไม่ยาก) โดยไทยอาจทำการตลาดผ่านกระแสที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสนใจ (เช่น อาร์ตทอยต่างๆ หมีเนย สายมู เป็นต้น) รวมถึงการเตรียมต้อนรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในช่วงปลายปีนี้

2. กลุ่มวันพักนาน แต่ใช้จ่ายต่อวันไม่มาก เช่น ยุโรป อเมริกา รับไฮซีซั่นช่วงไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องถึงต้นปีถัดไป ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชื่นชอบธรรมชาติและนิยมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

3. กลุ่มวันพักนาน และใช้จ่ายต่อวันสูง เช่น ตะวันออกกลาง แม้เหตุการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง (อิสราเอล-อิหร่าน) คงเพิ่มอุปสรรคในการเดินทางท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ แต่กลุ่มนี้เป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น ผ่านการชูจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การช้อปปิ้ง และการรักษาพยาบาล

สำหรับระยะถัดๆ ไป ทุกภาคส่วนคงต้องสนับสนุนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการพักผ่อนมากขึ้น อาทิ กลุ่มนักธุรกิจและ Digital Nomads หลังจากที่ไทยครองอันดับ 1 ในอาเซียนในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติปี 2567 โดยมีกรุงเทพฯและอีกหลายเมืองที่ได้รับการจัดอันดับ อีกทั้ง กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานทางไกลในปี 2568

ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป จากปัจจุบันที่กว่า 95% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาไทย ยังเป็นไปเพื่อการพักผ่อน หากเทียบกับสิงคโปร์ สัดส่วนการเดินทางเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจจะอยู่ที่ประมาณ 85:15 แม้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมที่ไปสิงคโปร์จะยังน้อยกว่าที่มาไทย

ขณะเดียวกัน การเติมเต็ม Ecosystem เพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยวมูลค่าเพิ่มสูง ก็เป็นแนวทางที่ควรดำเนินการทันที ไม่ว่าจะเป็น Gastronomy Tourism, Medical Tourism, Wellness Tourism, Sustainable Tourism เป็นต้น เนื่องจากการใช้จ่ายต่อทริปของตลาดท่องเที่ยวเหล่านี้ถูกประเมินว่าจะมากกว่าปกติไม่ต่ำกว่า 20-30%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...