โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

FEMA เผยดัชนีภัยพิบัติ ที่ไหนในสหรัฐฯน่าอยู่? และที่ไหนต้องหนีภัยพิบัติ?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 03.00 น.
สหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย FEMA เผยแผนที่ดัชนีความเสี่ยงทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าบางพื้นที่มีแนวโน้มเจอภัยพิบัติบ่อยและรุนแรงมากกว่าที่อื่น ขณะที่บางแห่งกลับปลอดภัย พื้นที่ไหนเป็นจุดเสี่ยง จุดปลอดภัย และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงในทุกภูมิภาคของสหรัฐฯอย่างไร

สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FEMA) ได้เผยแพร่ "แผนที่ความเสี่ยง" (Risk Map) ซึ่งจัดอันดับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในทุกมณฑลและเขตสำรวจสำมะโนประชากร (Census tract) ทั่วสหรัฐอเมริกา โดยอ้างอิงจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ความน่าจะเป็นที่จะเกิดภัยพิบัติ, ความเปราะบางทางสังคมของประชากร, และความสามารถในการฟื้นฟูของชุมชนหลังเกิดภัย

แผนที่นี้ครอบคลุมภัยพิบัตินานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นพายุเฮอริเคน, น้ำท่วม, ภัยแล้ง, พายุฤดูหนาว, คลื่นความร้อน, อากาศหนาวจัด, ฟ้าผ่า, ลมแรง, แผ่นดินไหว, หิมะถล่ม, การปะทุของภูเขาไฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย

พื้นที่เสี่ยงภัยสูง ได้แก่รัฐชายฝั่งโดยเฉพาะแคลิฟอร์เนียและฟลอริดา

จากแผนที่ในระดับมณฑล พื้นที่ที่จัดว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุดคือรัฐแคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดา และพื้นที่ชายฝั่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นหรืออยู่ใกล้ทะเล รัฐเท็กซัสมีหลายพื้นที่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางถึงสูง แม้จะมีบางส่วนที่อยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ เช่นเดียวกับรัฐวอชิงตัน, โอเรกอน และเนวาดา โดยในระดับเขตสำรวจสำมะโนประชากร พบว่า แม้ในเมืองใหญ่ พื้นที่ย่อยภายในเมืองก็มีความเสี่ยงที่หลากหลาย บางเขตอาจมีความปลอดภัยมากกว่าที่อื่น

พื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ ได้แก่รัฐในแถบนิวอิงแลนด์และรัฐโอไฮโอ

ในขณะที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนียและไวโอมิงไม่มีมณฑลใดเลยที่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางขึ้นไป แต่เมื่อดูในระดับ Census tract พบว่า ภาพรวมของรัฐเหล่านี้กลับไม่ได้ปลอดภัยเท่าที่คิด สำหรับภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยเฉพาะรัฐเวอร์มอนต์ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด มีเขตที่อยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางน้อยมากหรือไม่มีเลย ส่วนโรดไอแลนด์ก็นับว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำเช่นกัน โดยไม่มีเขตใดอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่นิวแฮมป์เชียร์มีเพียงเขตเดียวเท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง และโอไฮโอมีเพียงสองเขต

.

ส่วนรัฐแมสซาชูเซตส์ส่วนใหญ่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ ยกเว้นพื้นที่บนเกาะมาร์ธา วินยาร์ด ซึ่งจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง และสำหรับในระดับเมือง เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ถือเป็นเมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยงภัยธรรมชาติต่ำที่สุด โดยไม่มีเขตใดเลยที่อยู่ในระดับปานกลางหรือสูง ขณะที่เมืองชาร์ลอตต์ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ก็ไม่มีเขตที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงเช่นกัน

ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลจากองค์กร Climate Central ชี้ว่า ความถี่ของภัยพิบัติที่มีความเสียหายมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,000 ล้านบาท ต่อเหตุการณ์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 สหรัฐฯ พบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นถี่เฉลี่ยทุก 2 สัปดาห์ ขณะที่ในปี 1981 ระยะห่างระหว่างเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันคือเกือบ 2 เดือน

อย่างไรก็ตามแม้แผนที่ของ FEMA จะอิงจากประวัติการประกาศภัยพิบัติทั้งหมดในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ปรับคะแนนความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น พายุเฮอริเคนเฮเลนหรือเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเท็กซัส ซึ่งพื้นที่เหล่านั้นยังจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากในอดีตมีภัยพิบัติน้อย ดัชนีนี้ยังไม่ได้รวมปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อการใช้ชีวิต เช่น การตัดไฟฟ้า, อาชญากรรม, ราคาที่อยู่อาศัย หรือราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แผนที่นี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึก โดยสามารถเลือกดูประเภทภัยพิบัติที่สนใจได้เฉพาะเจาะจง เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาย้ายถิ่นฐาน หรือเปรียบเทียบความเสี่ยงในพื้นที่ปัจจุบันกับพื้นที่ที่สนใจจะย้ายไปอาศัยอยู่ในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...