โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหมืองแร่แรร์เอิร์ธ รัฐฉาน ผุด 8 เท่า ปมสารพิษไหลสู่ไทย เร่งรัฐฯ คุยพม่า-จีน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 12.31 น.

สถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนที่กำลังคุกคามแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในประเทศไทยมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth Elements – REEs) ในรัฐฉาน เมียนมา ซึ่งส่งผลให้สารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ปนเปื้อนในลำน้ำเกินค่ามาตรฐานตลอดเส้นทาง และชี้ว่านี่คือวิกฤตมลพิษที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา

แร่แรร์เอิร์ธพบได้ค่อนข้างบ่อยในเปลือกโลก คือหัวใจของเทคโนโลยีหลายอย่าง โดยเฉพาะในยุคพลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จุดเด่นของแร่เหล่านี้คือคุณสมบัติทางแม่เหล็ก ไฟฟ้า และเคมีที่ไม่เหมือนใคร จึงถูกนำไปใช้ในเทคโนโลยีทันสมัยหลากหลายชนิด เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีไฮเทค อุปกรณ์ทางการแพทย์

"เพียงพร ดีเทศน์" ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ให้สัมภาษณ์กับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า ปัญหานี้เริ่มเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนหลังจากการเดินขบวนเพื่อปกป้องแม่น้ำของชาวบ้านที่บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นมีข้อมูลว่ามีการทำเหมืองแร่ที่ต้นน้ำกก และแม่น้ำสาย แต่ในช่วงแรกเข้าใจว่าเป็นเหมืองทองคำ เนื่องจากพบเรือขุดแร่ลักษณะเดียวกับที่ใช้ในลาวสำหรับการขุดทองคำ ภายหลังพบว่าเป็นเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งสร้างความกังวลยิ่งขึ้น

จากการลงพื้นที่และข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ พบว่าผลตรวจน้ำเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก โดยเฉพาะ "สารหนู" เกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก การตรวจวัดทุก 2 สัปดาห์ต่อมาก็ยังคงพบการปนเปื้อนของสารหนูตลอดลำน้ำกกไปจนถึงแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาย

เปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองแร่

"เพียงพร” กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบผ่าน Google Earth และการนำเสนอข้อมูลในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย พบว่ามีการเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองแร่จำนวนมาก ที่ต้นน้ำกก และต้นน้ำสาย

คาดว่ากิจกรรมการทำเหมืองที่ต้นน้ำกกน่าจะเริ่มมาประมาณ 2 ปี ส่วนที่ต้นน้ำสายน่าจะประมาณ 4 ปี ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่แม่สายเคยร้องเรียนเรื่องน้ำขุ่นข้นมาแล้ว และการประปาต้องใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นในการบำบัดน้ำดิบ

“เหมืองแร่เหล่านี้ตั้งอยู่ในรัฐฉานของเมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองกำลังว้า (United Wa State Army : UWSA) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเป็นการลงทุนจากประเทศจีน เนื่องจากมีการขนแร่กลับไปจีน ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน และหลังการรัฐประหารในปี 2564 เมียนมาแทบจะเป็นรัฐล้มเหลวที่ไม่มีกฎหมายควบคุม แม้สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้โพสต์แสดงความกังวล และย้ำให้ธุรกิจจีนปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นในประเทศที่เข้าไปลงทุน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยากในเมียนมา”

ภาคเหนือไทยเผชิญความเสี่ยง อาชีพ-สุขภาพ

“เพียงพร” บอกว่า ผลกระทบของมลพิษข้ามพรมแดนครั้งนี้รุนแรงต่อประชาชนนับล้านคนในเชียงรายที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านชีวิตและสุขภาพ

"ชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพหาปลาหรือขับเรือท่องเที่ยวได้ตามปกติ และเกษตรกรผู้ทำนาก็มีความกังวลว่าข้าวที่ปลูกโดยใช้น้ำจากแม่น้ำกกอาจปนเปื้อนสารหนู ซึ่งข้าวสามารถสะสมสารหนูได้ดี นอกจากนี้ ยังมีการพบปลาที่มีพยาธิผิดปกติซึ่งสอดคล้องกับการเปิดหน้าดินทำเหมือง

เร่งไทยขยับตัวเร็วขึ้น

“เพียงพร” กล่าวถึงการตอบสนองของรัฐบาลไทยว่า "ขยับช้า" โดยมีเพียงการส่งจดหมายแจ้งไปยังประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น เธอย้ำว่ารัฐบาลต้องยอมรับว่านี่คือ "วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา" และต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยทันที หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือ "ต้องหยุดเหมืองเท่านั้น"

นอกจากนั้น “เพียงพร” เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจากับเมียนมา จีน และกองกำลังว้าโดยตรง และใช้มาตรการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจ การทูต หรือแม้แต่มาตรการทางอาหาร เพื่อกดดันให้ยุติการทำเหมือง

"หากปล่อยให้มีการเปิดหน้าดินและทำเหมืองต่อไป ชาวเชียงรายก็เหมือน 'ถูกตายผ่อนส่ง' การฟื้นฟูแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักนั้นทำได้ยากมากและต้องใช้เวลานาน เหมือนกรณีลำห้วยคลิตี้ที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์แม้ผ่านไปกว่า 30 ปี

Margins มหาศาล

รอยเตอร์ส เผยว่า บริษัทเหมืองแร่ของจีนสามารถผลิตออกไซด์ของแร่แรร์เอิร์ธหนักในเมียนมาได้ในต้นทุนต่ำ และอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ไม่เข้มงวด โดยมีต้นทุนถูกกว่าพื้นที่อื่นที่มีแหล่งแร่ลักษณะคล้ายกันถึง 7 เท่า ตามที่ "เนฮา มูเคอร์จี" จาก Benchmark Mineral Intelligence กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษระบุว่า "กำไรส่วนต่างนั้นมหาศาล"

เผยเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ขยายตัว 8 เท่า

ขณะที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation - SHRF) เปิดเผย 'แถลงการณ์' ล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วและน่ากังวลของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมืองป้อก รัฐฉาน ทางตอนเหนือของเขตกองทัพว้า (United Wa State Army - UWSA) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนประเทศจีน

จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จำนวนเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 3 แห่งเป็น 26 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า โดยเหมืองบางแห่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียง 3-4 กิโลเมตร ความใกล้ชิดของเหมืองกับชุมชนทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

วิธีการทำเหมืองแบบ “ชะละลาย”

เหมืองแร่เหล่านี้ใช้เทคนิค "in situ leaching" หรือวิธีการชะละลายแร่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้สารเคมีฉีดผ่านท่อเข้าไปในภูเขาเพื่อแยกแร่แรร์เอิร์ธออกจากดิน ก่อนที่จะระบายสารเคมีเหล่านั้นไปยังบ่อเก็บ และเติมสารเคมีเพิ่มเติมเพื่อแยกแร่ในขั้นตอนต่อไป วิธีการนี้มีความเสี่ยงสูงในการปนเปื้อนน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของชาวบ้านและความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนที่อาศัยอยู่ปลายน้ำ

หนึ่งในเหมืองที่เริ่มดำเนินการในปี 2565 ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองป้อกเพียง 3 กิโลเมตร ริมแม่น้ำปาย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งอาศัยของประชาชนหลายพันคน ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่แม่น้ำและน้ำใต้ดินในพื้นที่จะได้รับสารปนเปื้อนจากสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมือง

น้ำท่วมใหญ่ปี '67 นำพาสารพิษจากเหมือง

ในช่วงพายุไต้ฝุ่นยางิ เดือนกันยายน 2567 เมืองป้อกประสบเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยมีน้ำไหลบ่าจากภูเขาโดยรอบเข้าท่วมตัวเมืองในระดับสูงถึงสามฟุต มีความเป็นไปได้สูงว่าน้ำที่ไหลท่วมเมืองในครั้งนั้นปนเปื้อนสารเคมีอันตรายจากพื้นที่เหมืองแร่ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาใกล้เคียง

รายงานของ "มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่" ระบุว่าเหมืองในพื้นที่เมืองป้อกตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง โดยน้ำเสียจากเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำขา ทางตะวันตก ซึ่งไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน และไหลลงสู่แม่น้ำหลวย ทางตะวันออก ซึ่งไหลเข้าสู่แม่น้ำโขงบริเวณชายแดนรัฐฉาน-ลาว นั่นหมายความว่าการปนเปื้อนอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในรัฐฉานและประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อจีน

ความเป็นไปได้ของการดำเนินงานอย่างไม่เป็นทางการ

รายงานระบุอีกว่า เหมืองแร่แรร์เอิร์ธใกล้เมืองป้อกไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อเหมืองที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลทหารพม่า (SAC) ที่เผยแพร่ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งอาจสะท้อนถึงการดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่แบบไม่เป็นทางการ หรือเป็นความร่วมมือพิเศษระหว่างกองทัพว้าและจีน ที่ทำให้บริษัทเหมืองแร่จีนสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจากทางการพม่า

ต่างจากพื้นที่ตอนใต้ของรัฐฉานที่ติดกับประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า การดำเนินกิจการเหมืองในพื้นที่เหล่านั้นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและควบคุมโดยหน่วยงานทหารพม่า เช่นเหมืองในเมืองยอน ซึ่งมีรายงานว่าดำเนินการโดยได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลทหาร

จากหมู่บ้านเกษตร สู่ศูนย์กลางทุนจีน

เมืองป้อกซึ่งเคยเป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่และไทใหญ่ ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยกลายเป็น "พื้นที่พัฒนาพิเศษ" ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและการลงทุนจากจีน

รายงานของ "มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่" เรื่อง “ติดกับดักนรก” ยังเปิดเผยอีกว่า เมืองป้อกเคยเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการทรมานเยาวชน ก่อนที่จีนจะเข้ามากวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนในช่วงปลายปี 2566

ข้อเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชน

"มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่" ใหญ่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน รวมถึงให้หยุดการขุดเจาะที่ไม่มีการควบคุม เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ

สถานการณ์ในรัฐฉานสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสิทธิชุมชนและธรรมาภิบาลในพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธ และเปิดช่องให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...