โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เลิกหวังพึ่งลูกหลาน! “อิสรภาพทางการเงิน” สร้างได้ จัดทัพลงทุน-บริหารภาษี-มีเงินใช้ยามเกษียณ

Thairath Money

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 06.38 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 06.38 น.
ภาพไฮไลต์

ในยุคปัจจุบันที่สภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีความผันผวนและส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน การมี “แผนการเงิน” ที่ดีเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทางที่แข็งแกร่ง ช่วยให้เราพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และมุ่งสู่เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ได้อย่างมั่นคง “การวางแผนการลงทุน” คือหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญที่สุดของการวางแผนการเงินโดยรวม

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนที่ถูกต้อง จึงขอนำเสนอหลักการและขั้นตอนสำคัญเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นวางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบ

ทำไมต้อง "จัดพอร์ตการลงทุน" ก่อนเริ่มต้น?

ปลิดา ปภาธนารัชต์ นักวางแผนการเงิน กล่าวว่า หลายคนอาจคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์การลงทุนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก, หุ้น, กองทุนรวม, ตราสารหนี้, พันธบัตรรัฐบาล หรือแม้แต่สลากออมสิน ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถใช้สร้างความมั่งคั่งได้ แต่หัวใจสำคัญของการลงทุนที่ยั่งยืนไม่ใช่การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่คือ “การจัดพอร์ตการลงทุน” (Portfolio Management) ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้

“ความเสี่ยง” ในโลกการลงทุนคือความไม่แน่นอน หรือโอกาสที่เราจะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งสินทรัพย์แต่ละประเภทก็มีระดับความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างกัน

  • สินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น หุ้น มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง
  • สินทรัพย์เสี่ยงปานกลาง เช่น กองทุนผสม, หุ้นกู้เอกชน ให้ผลตอบแทนในระดับกลาง
  • สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล ให้ผลตอบแทนต่ำแต่มีความปลอดภัยสูง

การประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อนลงทุนจะช่วยให้เราสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เมื่อพอร์ตการลงทุนสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เราจะเกิด "ความสบายใจ" ในการลงทุน สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้โดยไม่ตื่นตระหนก และไม่ตัดสินใจขายสินทรัพย์ลงทุนไปก่อนเวลาอันควร ซึ่งจะช่วยให้แผนการเงินระยะยาวของเราไม่สะดุด

4 ขั้นตอนสู่การสร้างพอร์ตการลงทุนฉบับมืออาชีพ

กระบวนการจัดพอร์ตการลงทุนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด คือการตอบตัวเองให้ได้ว่า “เราลงทุนไปเพื่ออะไร” เป้าหมายไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ต้องชัดเจนและวัดผลได้ โดยกำหนด 3 องค์ประกอบหลัก

  • สิ่งที่ต้องการ: เช่น เงินดาวน์บ้าน, ค่าสินสอด, ทุนการศึกษาบุตร, เงินทุนเพื่อการเกษียณ
  • จำนวนเงินที่ต้องการ: ระบุมูลค่าที่แน่นอน เช่น 1 ล้านบาท
  • ระยะเวลา: กำหนดกรอบเวลาที่จะทำให้สำเร็จ เช่น ภายใน 5 ปี, 10 ปี หรือ 20 ปี
  • ตัวอย่างเช่น ต้องการเก็บเงิน 1 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าสินสอดในการแต่งงานภายใน 5 ปีข้างหน้า

2. ประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทำความเข้าใจและประเมินระดับความเสี่ยงของตนเองว่าอยู่ในระดับใด (ต่ำ, ปานกลาง, หรือสูง) ปัจจุบันมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เช่น แบบประเมินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่สามารถช่วยให้ท่านรู้จักตนเองได้ดียิ่งขึ้น

3. จัดสรรสัดส่วนการลงทุน เมื่อทราบเป้าหมายและระดับความเสี่ยงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงนั้นๆ

  • พอร์ตเสี่ยงต่ำ: เน้นลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้เป็นหลัก อาจมีหุ้นเล็กน้อย
  • พอร์ตเสี่ยงปานกลาง: กระจายการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
  • พอร์ตเสี่ยงสูง: เน้นลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนสูงสุด

4. คำนวณเงินลงทุนและลงมือทำ ใช้เครื่องมือคำนวณทางการเงิน (Financial Calculator) ซึ่งมีให้บริการบนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อคำนวณว่า “จากเป้าหมายที่ตั้งไว้และผลตอบแทนคาดหวังของพอร์ต เราต้องออมเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเท่าไรต่อเดือน” เมื่อได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือปฏิบัติตามแผนอย่างมีวินัย

ก้าวต่อไป ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ

การมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องทำต่อไปคือ การศึกษาหาความรู้ในสินทรัพย์แต่ละประเภทที่จะลงทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะในแต่ละประเภทสินทรัพย์ยังคงมีความหลากหลายซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น

  • หุ้น: มีทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ซึ่งสามารถลงทุนโดยตรงหรือผ่าน "กองทุนรวมหุ้น" ได้
  • ตราสารหนี้: สามารถลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนโดยตรง หรือผ่าน "กองทุนรวมตราสารหนี้"
  • สินทรัพย์สภาพคล่องสูง: นอกจากการฝากเงินกับธนาคาร ยังมี กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) เป็นอีกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น ทองคำ หรือคริปโทเคอร์เรนซี สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงมากเป็นพิเศษ

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปลูกฝังความรู้ด้านการวางแผนการลงทุนตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงานหรือแม้กระทั่งในวัยศึกษา จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ทำให้สามารถต่อยอดและจัดการรายได้ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ "อิสรภาพทางการเงิน" ในอนาคตได้อย่างแท้จริง

วางแผนภาษีอย่างชาญฉลาด “เปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาสสร้างความมั่งคั่ง”

ในยุคที่คนวัยทำงานมีแหล่งรายได้หลากหลายช่องทาง ตั้งแต่พนักงานประจำไปจนถึงเจ้าของธุรกิจออนไลน์ การบริหารจัดการเงินจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น และหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามไปคือ “การวางแผนภาษี” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงภาระหน้าที่ที่ต้องทำ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

ซึ่งใน Workshop การวางแผนภาษี โดยสมาคมนักวางแผนการเงินไทย มานพ รัตนะ นักวางแผนการเงิน ได้เผยให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการวางแผนภาษีที่ทุกคนสามารถทำได้ และเห็นผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขั้นตอนที่ 1: รู้จักและจัดประเภท "เงินได้" ของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ คือการทำความเข้าใจว่า "เงินได้" ของเรามาจากแหล่งใดบ้าง ตามกฎหมายประมวลรัษฎากรได้แบ่งประเภทเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีการหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน

"ในเวิร์กชอปที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมมีอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่พนักงานกินเงินเดือนไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หลายคนอาจมีเงินได้มากกว่าหนึ่งประเภท การแยกแยะประเภทเงินได้ให้ชัดเจนจะทำให้เราเห็นภาพรวมและจุดเด่นของรายได้แต่ละส่วน"

มานพ เน้นย้ำว่า ความเข้าใจในส่วนนี้อาจนำไปสู่การ "ปรับเปลี่ยนประเภทเงินได้" อย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดฐานภาษีลงได้

ขั้นตอนที่ 2: ใช้ "ค่าลดหย่อน" ให้เต็มสิทธิ

นอกจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว "ค่าลดหย่อน" คืออีกหนึ่งเครื่องมือทรงพลังที่กฎหมายมอบให้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษี ซึ่งรายการค่าลดหย่อนมีการเปลี่ยนแปลงและอัปเดตอยู่เสมอ การติดตามข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในเวิร์กชอปได้มีการยกตัวอย่างการวางแผนเพิ่มค่าลดหย่อนอย่างเป็นระบบ นั่นคือ

  • ประเมินสถานะปัจจุบัน: คำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจากรายได้และค่าลดหย่อนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
  • วางแผนเพื่ออนาคต: มองหาโอกาสในการเพิ่มค่าลดหย่อนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเงิน เช่น
  • การออมและการลงทุน: โยกย้ายเงินออมบางส่วนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น การซื้อประกันชีวิต, กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  • การบริจาค: เลือกบริจาคให้กับองค์กรหรือมูลนิธิที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งบางกรณีสามารถลดหย่อนได้ถึง 2 เท่าของเงินบริจาค

"เมื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆจะพบว่า แม้รายได้เท่าเดิม แต่เมื่อมีการวางแผนเพิ่มค่าลดหย่อน เงินได้สุทธิที่จะนำไปคำนวณภาษีจะลดลง ทำให้เสียภาษีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด"

เทคนิคขั้นสูง: การบริหารจัดการเงินได้จากต่างประเทศ

สำหรับผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศ การวางแผนภาษียิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก นักวางแผนการเงินได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า "มีเคสที่ต้องนำเงินเข้ามาเป็นล้านบาท แต่เมื่อเราใช้หลักการเรื่อง หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) เข้ามาวางแผนอย่างถูกต้อง ก็ทำให้เขาไม่ต้องเสียภาษีจากเงินก้อนนั้นเลยแม้แต่บาทเดียว" นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ภาษีสามารถช่วยประหยัดเงินได้อย่างมหาศาล

ทำไมการวางแผนภาษีจึงสำคัญ?

มานพ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันไม่ว่าเราจะทำอะไรก็มีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ แม้กระทั่งการซื้อของก็มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมอยู่ด้วย หากเราไม่วางแผนภาษีควบคู่ไปกับการวางแผนการเงิน ก็เท่ากับว่าเรากำลังปล่อยให้เงินรั่วไหลออกไปโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้เงินที่ประหยัดได้จากการวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง คือเงินที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อเป้าหมายในชีวิตด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อการเกษียณ การลงทุนเพื่อความเติบโต หรือการใช้จ่ายเพื่อความสุขของตนเองและครอบครัว

วางแผนภาษีต้องทำคู่กับการวางแผนการเงินเสมอ
เพราะท้ายที่สุดแล้วหัวใจสำคัญที่สุดคือ การวางแผนภาษีไม่ใช่การมองแค่ตัวเลขภาษีที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราเลือกใช้เพื่อลดหย่อนภาษีนั้น "สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินระยะยาว" ของเราหรือไม่ การซื้อประกันหรือกองทุนที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตเพียงเพื่อลดภาษี อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป

ดังนั้น การวางแผนภาษีจึงเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากการวางแผนการเงินองค์รวม เป็นการจัดการความมั่งคั่งอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

รู้หรือไม่…ชีวิตอิสระในวันนี้ อาจทำให้ไร้อิสรภาพในอนาคต?

หากวันนี้ยังใช้จ่ายเดือนชนเดือนและไม่ได้วางแผนการเงิน แล้วอีก 240 เดือนในบั้นปลายชีวิตจะทำอย่างไร? กลายเป็นคำถามที่ชวนให้ฉุกคิด ถึง “อนาคต” ที่ยังมาไม่ถึง

เพราะในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน การหาเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอาจทำให้หลายคนหลงลืมเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญที่สุดอย่าง "การวางแผนเกษียณ" เรามักคิดว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ แต่ความจริงแล้ว "เวลา" คือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตในบั้นปลายของเรา

ดังนั้นใน Workshop การวางแผนเกษียณ โดยสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ณัฐศรันย์ ธนกฤตภิรมย์ นักวางแผนการเงิน ได้อธิบายถึงประเด็นที่ว่า ทำไมต้องวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ นั่นก็เพราะ เวลาผ่านไปเร็วมากกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ใกล้เกษียณแล้ว และถึงเวลานั้นจะเริ่มต้นออมก็ยากลำบาก อีกทั้งเราจะแน่ใจได้แค่ไหนว่าลูกหลานจะเลี้ยงดู เพราะฉะนั้นอย่าตั้งความหวัง เมื่อถึงวันนั้นจะได้ไม่ผิดหวัง และสุดท้ายนั่นคือ คนไทยสามารถมีอายุหลังเกษียณยืนยาวต่อไปได้อีก 20-30 ปี แล้วเราจะจัดการกับช่วงวัยที่รายได้หดหายแต่รายจ่ายไม่เคยหายไปไหน

หัวใจของการวางแผนเกษียณ: เมื่อรายได้หยุด แต่รายจ่ายไม่เคยหยุด

“เพราะหัวใจของการวางแผนเกษียณก็คือ เมื่อเราหยุดทำงาน สิ่งเดียวที่ไม่หยุดตามเราคือค่าใช้จ่าย แต่รายได้มันหายไป”

ณัฐศรันย์ ขยายความต่อว่า นี่คือความจริงที่หลายคนอาจมองข้าม คำว่า “เกษียณ” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อายุ 60 ปี แต่อาจหมายถึงวันที่เราไม่สามารถหรือไม่อยากทำงานประจำอีกต่อไป การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล เพราะเราสามารถใช้พลังของ "เวลา" และ "จำนวนเงินที่ไม่มาก" ในการสร้างความมั่งคั่งได้ ต่างจากการเริ่มต้นเมื่ออายุมาก ที่ทางเลือกจะเหลือน้อยลง การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงทำได้ยากขึ้น และการหางานใหม่แทบจะเป็นไปไม่ได้

2 หลักการตั้งเป้าหมายเกษียณ

โดยหลักการแล้ว การคำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณมี 2 แนวทางหลัก ดังนี้

1.การหารายได้ทดแทน : คือการตั้งเป้าหมายให้มีรายได้หลังเกษียณใกล้เคียงกับรายได้ก่อนเกษียณมากที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ยากสำหรับคนส่วนใหญ่ ยกเว้นข้าราชการที่มีเงินบำนาญ หรือเจ้าของธุรกิจที่กิจการยังดำเนินต่อไปได้

2.การยึดค่าใช้จ่ายเป็นที่ตั้งเป็นวิธีที่ทำได้จริงและเหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ที่สุด คือการคำนวณว่าในแต่ละเดือนหลังเกษียณ เราคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วเตรียมเงินให้เพียงพอสำหรับช่วงเวลา 20-30 ปีหลังเกษียณ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของวิธีนี้คือ “เงินเฟ้อ” ที่ทำให้มูลค่าของเงินลดลงทุกปี ของที่ราคา 100 บาทในวันนี้ อาจมีราคาสูงขึ้นเป็น 150 หรือ 200 บาทในอีก 20 ปีข้างหน้า ดังนั้น การวางแผนจึงต้องคำนวณเผื่ออัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วยเสมอ

เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณ

การจะไปให้ถึงเป้าหมายเงินล้านสำหรับวัยเกษียณนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเรารู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างชาญฉลาด

1.การลงทุน (Investment):หัวใจสำคัญคือ "การรู้จักลงทุนให้เป็น" คนที่เริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงได้มากกว่า เพราะมีเวลาในการรับความผันผวนของตลาดได้นานกว่า

2.การวางแผนภาษี (Tax Planning): ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี แต่คือการ "ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างเต็มที่" ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มีเงินเหลือไปลงทุนเพิ่มขึ้น เช่น การลงทุนใน:

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): กองทุนที่ออกแบบมาเพื่อการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณโดยเฉพาะ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund): สวัสดิการที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันออมเงินเพื่อเป็นหลักประกันหลังเกษียณ ซึ่งเป็นเงินออมภาคบังคับที่เติบโตได้ดี
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ: เป็นการการันตีว่าเราจะมีกระแสเงินสดที่แน่นอนจ่ายให้ทุกปีหลังเกษียณ

3.การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation): แบ่งเงินให้เหมาะสม ทั้งส่วนของเงินสดสำรองเผื่อฉุกเฉิน และส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

เปลี่ยนทัศนคติ “พึ่งพาตัวเองคือทางรอดที่ดีที่สุด”

ในอดีต สังคมไทยคุ้นเคยกับการที่ลูกหลานจะคอยเลี้ยงดูพ่อแม่ในวัยชรา แต่ ณัฐศรันย์ย้ำว่า “อย่าเพิ่งไปคาดหวังแบบนั้น เพราะแค่ลูกเราจะเอาชีวิตรอดในแต่ละวัน…ก็เหนื่อยมากพอแล้ว”

ดังนั้นทัศนคติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือ การพึ่งพาและดูแลตัวเองให้ได้ การวางแผนเกษียณคือการสร้างหลักประกันให้ตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและสมศักดิ์ศรี ไม่ต้องลดมาตรฐานการใช้ชีวิตลงเมื่อแก่ตัวไป

แล้วการเกษียณอย่างมีคุณภาพคืออะไร?

ณัฐศรันย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษียณอย่างมีคุณภาพ หมายความว่า เราสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ทั้งก่อนเกษียณและหลังเกษียณ ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ…แต่เราแค่ดำรงชีวิตของเราได้ต่อเนื่องแบบปกติที่เราเคยเป็น

ดังนั้นเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการเงินให้สำเร็จคือ "เลิกเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น" เส้นทางและเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การมุ่งมั่นทำตามแผนของตัวเองอย่างมีวินัย คือกุญแจที่จะนำไปสู่บั้นปลายชีวิตที่มีความสุขและมั่นคงอย่างแท้จริง เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีของคุณเอง

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เลิกหวังพึ่งลูกหลาน! “อิสรภาพทางการเงิน” สร้างได้ จัดทัพลงทุน-บริหารภาษี-มีเงินใช้ยามเกษียณ

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...