โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิจัยเผย “โกโก้” มีโพลีฟีนอล ลดความดัน คุมเบาหวาน ป้องกันอัลไซเมอร์

PPTV HD 36

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 09.53 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 20.00 น.
โกโก้และช็อกโกแลตมีสารฟลาโวนอลต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดันโลหิต เสริมสมอง หัวใจ ลดเสี่ยงเบาหวาน มะเร็ง แต่ควรเลือกแบบโกโก้แท้หรือดาร์กช็อกโกแลตที่น้ำตาลต่ำ

รู้หรือไม่ ? โกโก้และช็อกโกแลตต่างก็เป็นผลผลิตจากต้นโกโก้ หรือต้นคาเคา (Theobroma cacao) โดยการนำเมล็ดโกโก้มาผ่านกระบวนการหมัก ตากแห้ง คั่ว ปอกเปลือก บด และแปรรูปเป็นของเหลว (Cocoa liquor) จากนั้นนำโกโก้เหลวไปผ่านกระบวนการรีดเอาไขมันโกโก้ (Cocoa butter) ออกจากเนื้อโกโก้ (Cocoa cake) แล้วเอาเนื้อโกโก้ที่เหลือไปบดละเอียด เป็นผงโกโก้ธรรมชาติที่มีไขมันอยู่เพียง 10-24% โกโก้ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากไม่มีไขมันผสมอยู่เลย หรือมีไขมันผสมอยู่น้อยมาก

เงาะผลไม้หวานฉ่ำ บำรุงผิวพรรณ กินแต่พอดีอร่อยแถมสุขภาพดี!

5 อาหารบำรุงสมอง หาซื้อง่าย อุดมด้วยประโยชน์ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

สำหรับช็อกโกแลต เป็นการนำโกโก้เหลวไปขึ้นรูปหรือเทใส่แม่พิมพ์โดยไม่แยกไขมัน จึงยังคงมีไขมันโกโก้ในปริมาณมาก ดาร์กช็อกโกแลต 100% มีรสขม ส่วนใหญ่จึงมีการเติมนมและน้ำตาลได้เป็นช็อกโกแลตนม เพื่อให้ได้รสชาติหอมหวานและรับประทานง่ายขึ้น

ประโยชน์ของโกโก้

โกโก้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยอารยธรรมมายาในอเมริกากลาง และถูกนำกลับไปยุโรปโดยนักเดินเรือชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 และกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในฐานะยาเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันมีการวิจัยว่าโกโก้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

อุดมด้วยโพลีฟีนอล

โพลีฟีนอล (Polyphenol) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบได้ในอาหาร เช่น ผลไม้ ผัก ชา ไวน์ โกโก้ และช็อกโกแลต มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระลดการอักเสบ ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และลดระดับน้ำตาลในเลือด โกโก้เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยฟลาวานอล (Flavanols) สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบของเซลล์ในร่างกาย

ช่วยลดความดันโลหิต

จากการศึกษาพบว่าทั้งผงโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตสามารถลดความดันโลหิตได้ พบว่าชาวเกาะในแถบอเมริกากลาง ที่ดื่มโกโก้เป็นประจำมีความดันโลหิตต่ำกว่าญาติบนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ดื่มโกโก้ หรือดื่มในปริมาณน้อย เนื่องจากฟลาวานอลในโกโก้มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มระดับไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ในเลือด ซึ่งสามารถเพิ่มการทำงานของหลอดเลือดและลดความดันโลหิต

มีการทดลองในผู้ป่วย 35 ราย รับประทานโกโก้ 0.05–3.7 ออนซ์ (1.4–105 กรัม) ซึ่งมีฟลาวานอล ประมาณ 30–1,218 มิลลิกรัม พบว่าโกโก้ทำให้ความดันโลหิตลดลงถึง 2 มิลลิเมตรปรอท ทั้งนี้ยังพบว่าช่วยลดความดันโลหิต ในผู้ป่วยมากกว่าผู้ที่มีความดันปกติ และในผู้สูงอายุ

ลดความเสี่ยงหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง

การเพิ่มระดับไนตริกออกไซด์ในเลือด ยังช่วยขยายหลอดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ โกโก้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิด LDL หรือ “ไขมันไม่ดี” ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดคล้ายกับการใช้แอสไพริน ลดระดับน้ำตาลในเลือด และลดการอักเสบ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงภาวะหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง จากการศึกษาในคน 157,809 คน พบว่า การบริโภคช็อกโกแลตมากขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาในสวีเดน 2 ชิ้นงาน พบว่าการบริโภคช็อกโกแลต 0.7–1.1 ออนซ์ (19–30 กรัม) ทุกวัน เชื่อมโยงกับอัตราหัวใจล้มเหลวที่ลดลง แต่ไม่เห็นผลเมื่อบริโภคในปริมาณที่มากขึ้น

ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคช็อกโกแลตที่อุดมด้วยโกโก้ในปริมาณเล็กน้อยเป็นประจำมีประโยชน์ในการป้องกันหัวใจ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองและช่วยให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าโพลีฟีนอลที่อยู่ในโกโก้ สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและเพิ่มการไหลเวียนของเลือด

นอกจากนี้ ฟลาโวนอลยังมีผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น จากการศึกษาผู้สูงอายุ 34 คน ให้รับประทานโกโก้ที่มีฟลาวานอลสูง พบว่าการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองเพิ่มขึ้น 8% หลังจาก 1 สัปดาห์ และ 10% หลังจาก 2 สัปดาห์

ช่วยให้อารมณ์ดีและลดอาการซึมเศร้า

สารฟลาโวนอลในโกโก้ ช่วยเปลี่ยนทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร ให้เป็นเซโรโทนิน (Serotonin) หรือสารแห่งความสุข ที่มีความสำคัญในการพัฒนาระบบสื่อประสาท สามารถส่งผลต่ออารมณ์ หากร่างกายมีระดับเซโรโทนินที่สมดุล จะทำให้สามารถควบคุมอารมณ์ให้ดีขึ้น ลดความเครียด ลดไมเกรน และลดอาการซึมเศร้า

การศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการบริโภคช็อกโกแลตและระดับความเครียดในหญิงตั้งครรภ์ พบว่า การรับประทานช็อกโกแลตบ่อยขึ้นสัมพันธ์กับความเครียดที่ลดลงและอารมณ์ที่ดีขึ้นในทารก นอกจากนี้ การศึกษาในชายสูงอายุ พบว่า การรับประทานช็อกโกแลตเชื่อมโยงกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยรวมที่ดีขึ้น

คุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2

แม้การบริโภคช็อกโกแลตมากเกินไปจะไม่ดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่โกโก้มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน เนื่องจากฟลาโวนอลในโกโก้สามารถชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและการดูดซึมในลำไส้ ควบคุมการหลั่งอินซูลิน ลดการอักเสบ และกระตุ้นการดูดซึมน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่กล้ามเนื้อ งานวิจัยบางงาน แสดงให้เห็นว่าการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้ที่อุดมด้วยฟลาโวนอล ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 ลดลง

ช่วยควบคุมน้ำหนัก

การบริโภคโกโก้ หรือแม้แต่ช็อกโกแลตอาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ เชื่อกันว่าโกโก้อาจช่วยควบคุมการใช้พลังงาน ลดความอยากอาหารและการอักเสบ รวมถึงเพิ่มการออกซิเดชั่นของไขมันและทำให้รู้สึกอิ่ม

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่าคนที่รับประทานช็อกโกแลตน้อยกว่า หรือไม่รับประทานเลยนอกจากนี้ การศึกษาการลดน้ำหนักโดยใช้อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำพบว่ากลุ่มที่ได้รับประทานช็อกโกแลต ที่มีปริมาณโกโก้ 81% วันละ 42 กรัม จะลดน้ำหนักได้เร็วกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารปกติ

ป้องกันมะเร็ง

ฟลาโวนอลในผัก ผลไม้ และอาหารอื่นๆ มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง รวมถึงความเป็นพิษต่ำ และผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เพียงเล็กน้อย ซึ่งโกโก้มีฟลาโวนอลที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดในบรรดาอาหารต่อน้ำหนักทั้งหมด การศึกษาส่วนประกอบของโกโก้พบว่ามีผลในการต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ต่อสู้กับการอักเสบ ยับยั้งการเติบโตของเซลล์ และช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีการทดลองในสัตว์โดยให้อาหารที่อุดมด้วยโกโก้หรือสารสกัดจากโกโก้ ปรากฏว่าสามารถลดมะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาว สำหรับการศึกษาในมนุษย์พบว่าฟลาโวนอลมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของมะเร็ง เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ซึ่งมีบทบาทในการป้องกันมะเร็ง อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมอีก

ลดอาการของโรคหอบหืด

โกโก้มีประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดอย่างมาก เนื่องจากมีสารต่อต้านโรคหืด เช่น ธีโอโบรมีน (Theobromine) และธีโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ปอดขยายออกทำให้หายใจผ่อนคลายและลดการอักเสบ ทั้งนี้ธีโอฟิลลีน ยังใช้ในการรักษาและป้องกันอาการหายใจผิดปกติ และหายใจลำบากที่เกิดจากโรคปอดเรื้อรังโดยการศึกษาในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากโกโก้สามารถลดทั้งการหดตัวของทางเดินหายใจและความหนาของเนื้อเยื่อ

ต้านเชื้อแบคทีเรียและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ทำการวิจัยผงโกโก้ต่อภาวะฟันผุและโรคเหงือก เนื่องจากโกโก้มีสารประกอบมากมายที่มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย ต้านเอนไซม์ และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพช่องปาก ซึ่งจะเห็นได้จากการศึกษาหนึ่ง โดยนำหนูที่ติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากให้สารสกัดจากโกโก้ ปรากฏว่าภาวะฟันผุลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับหนูที่ได้รับน้ำเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเพิ่มเติมแน่ชัดแล้วว่าโกโก้ในช็อกโกแลตไม่ได้เป็นสาเหตุของสิว แต่ในทางกลับกันพบว่าโกโก้ที่อุดมด้วยโพลีฟีนอลให้ประโยชน์อย่างมากต่อผิว การบริโภคโกโก้ในระยะยาวมีส่วนช่วยในการป้องกันแสงแดด ช่วยการไหลเวียนโลหิตของผิวหนัง และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอีกด้วย

รับประทานโกโก้อย่างไรให้ได้ประโยชน์

ปริมาณโกโก้ที่แน่นอนที่ควรรวมไว้ในอาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพนั้นไม่ชัดเจน โดยหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของยุโรปแนะนำให้รับประทานผงโกโก้ หรือดาร์กช็อกโกแลต ดังนี้

  • เลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มีคุณภาพดีและมีโกโก้อย่างน้อย 70%
  • ควรใช้ผงโกโก้ที่ไม่ผ่านการอัลคาไลซ์
  • ดาร์กช็อกโกแลตมีโกโก้และฟลาโวนอลมากกว่าช็อกโกแลตนม
  • ช็อกโกแลตขาวและช็อกโกแลตนมไม่มีประโยชน์เท่ากับดาร์ก ช็อกโกแลต
  • ควรเลือกโกโก้ที่เป็นโกโก้แท้ 100% และไม่ควรใส่ส่วนผสมอย่างนม หรือน้ำตาล เพิ่มมากเกินไป
  • สำหรับสุขภาพของหัวใจ ให้เลือกผงโกโก้ฟลาวานอลสูง 0.1 ออนซ์ (2.5 กรัม) หรือ ช็อกโกแลตฟลาวานอลสูง 0.4 ออนซ์ (10 กรัม) เพิ่มในอาหารทุกวัน

ข้อควรระวังการกินโกโก้

  • ปริมาณโกโก้ที่ใช้ในช็อกโกแลตจะแตกต่างกันไปตามผู้ผลิต และฟลาโวนอลมักถูกทำลายในการผลิตช็อกโกแลต
  • ช็อกโกแลตยังมีน้ำตาลและไขมันในปริมาณมาก จึงควรบริโภคในปริมาณที่พอดี
  • การรับประทานโกโก้แบบเพิ่มนม และน้ำตาล จะทำให้ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดสูงขึ้น
  • โกโก้มีสารธีโอโบรมีนสูง มีฤทธิ์คล้ายคาเฟอีน หากรับประทานมากอาจส่งผลให้ใจสั่น หรือนอนไม่หลับ
  • การแปรรูปและให้ความร้อนแก่โกโก้อาจทำให้สูญเสียคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ไปได้
  • กระบวนการฆ่าเชื้อเพื่อลดความขมในโกโก้ ส่งผลให้ปริมาณฟลาโวนอลลดลง 60%
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากแพทย์

โกโก้และช็อกโกแลตอุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย จึงควรเลือกรับประทานโกโก้ที่มีไขมันน้อยมาก และดาร์กช็อกโกแลตที่ไม่ผสมนมและน้ำตาลเพิ่มในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...