โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'สัญญาณยืดเวลาโลก' AIS ตั้งเป้าลดคาร์บอน จัดการ e-Waste ทั่วภูมิภาค

PostToday

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 00.15 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 06.51 น.

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวในงานสัมมนา “Road to Net Zero 2025: Thailand Green Action” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “AIS Signal of Sustainable Future สัญญาณยืดเวลาโลก” ว่า “Signal” หรือ “สัญญาณ” ไม่ได้หมายถึงเพียงสัญญาณเครือข่าย แต่เป็นตัวแทนของพลังเชื่อมต่อผู้คน เทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและระดับโลก โดยมองว่าสัญญาณที่องค์กรส่งออกไปควรต้องเป็นสัญญาณที่มีความหมาย และตอบรับกับสัญญาณจากโลกใบนี้ที่เรียกร้องความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

AIS นิยามความหมายของ “สัญญาณ” ออกเป็น 2 แกนหลัก ได้แก่ แกนแรก คือ “สัญญาณจากภายใน” ที่สะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะองค์กรเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่โอเปอเรเตอร์ แต่เป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ (Cognitive Telco) ภายใต้วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนผ่านร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ

AIS ยึดหลักการทำงานภายใต้ 3 แกนยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย

1. การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล

AIS มีการพัฒนาสินค้าและบรริการโดยโซลูชั่นต่าง ๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ถึง 7% จากดิจิทัลโซลูชั่นต่าง ๆ รวมถึงการปกป้องระบบสารสนเทศ ความปลอดภัยข้อมูลลูกค้า ทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร

ทั้งยังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี พร้อมพัฒนา Digital Services และ Ecosystem ที่รองรับการใช้งานทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

2. ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในสังคม โดย AIS มุ่งส่งเสริม Digital Literacy ผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง และใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย รวมถึงสร้างความเข้าใจเรื่องภัยไซเบอร์และกลโกงออนไลน์ อีกทั้งยังมีการขยายสัญญาณไปยังพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากหลายพื้นที่ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในโลกดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม

3. การรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ AIS มีสถานีฐานเกือบ 50,000 สถานีฐาน มีดาต้าเซ็นเตอร์ มีชุมสายโทรศัพย์อยู่ทั่วประเทศ หลายๆ สถานีฐานรวมแล้วเกือบ 14,000 สถานีฐาน มีการใช้พลังงานจากโซลาเซลล์ รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยความมุ่งมั่นลดก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยหลัก ๆ AIS ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจาก 25% ภายในปี 2030 และดำเนินโครงการเพื่อขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดในทุกภาคส่วนขององค์กร โดยเฉพาะสถานีฐานและศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมกันนี้ยังมีการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เช่น การใช้ AI ในการปรับโหลดพลังงานเครือข่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ AIS ยังมีฮับลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ e-Waste เพื่อนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไปกำจัดอย่างถูกวิธี โดยมีพันธมิตรในประเทศ 240 องค์กร มีจุดรับ e-Waste มากกว่า 2,700 จุด จำกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบถูกวิธี ไปมากกว่า 1 ล้านชิ้น

AIS เชื่อว่าเทคโนโลยี AI ไม่เพียงประยุกต์ใช้งานในธุรกิจ แต่สามารถช่วยรับมือภัยพิบัติ เช่น ระบบอัตโนมัติและ AI คาดการณ์แนวโน้มโครงข่าย ปรับการใช้พลังงาน เมื่อมีเหตุการณ์น้ำหลากในเชียงราย ระบบสามารถแจ้งเตือนและรักษาสถานีฐานไม่ให้ล่ม

ในด้านองค์กร AIS ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และซัพพลายเชนในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานธรรมชาติ วัสดุเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมในอาคารสำนักงานและศูนย์ลูกค้า ขยายใช้รถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริม Greener Supply‑chain รวมถึงแนวคิด Green Building เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืน

สำหรับ “สัญญาณที่สอง” จากโลก คือ ข้อมูลที่บ่งชี้ปัญหาโลก เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะพุ่งถึง 110 ล้านตันในปี 2050 AIS จึงร่วมกับกลุ่ม Singtel ประกอบด้วย Bharti Airtel (อินเดีย) , Globe Telecom (ฟิลิปปินส์), Telkomsel (อินโดนีเซีย) , Singtel (สิงคโปร์) และ Optus (ออสเตรเลีย) จัดแคมเปญระดมรับขยะ e‑Waste นำเข้าสู่การรีไซเคิลอย่างถูกวิธี เพื่อ “ยืดเวลาโลก” โดยสื่อสารว่า ทุกการแยกทิ้งอุปกรณ์ 3 ชิ้น จะช่วยยืดเวลาโลกได้อีกหนึ่งวัน ความร่วมมือครั้งนี้ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นในระดับโลก ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณมหาศาลและส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม

นางสายชล กล่าวต่อไปว่า ทุกก้าวขององค์กรจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ “สัญญาณแห่งความยั่งยืน” นี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนสูง ขอเพียงมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“เพราะสัญญาณที่เราส่งออกไปวันนี้ คือโอกาสที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ในวันข้างหน้า”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...