โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะปม ‘เงินบาท’ ทำไมแข็งค่าต่อเนื่อง แม้ ‘ทรัมป์’ ประกาศเดินหน้าเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36%

THE STANDARD

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 13.13 น. • thestandard.co
เจาะปม ‘เงินบาท’ ทำไมแข็งค่าต่อเนื่อง แม้ ‘ทรัมป์’ ประกาศเดินหน้าเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36%

แม้มีความกังวลกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศจะเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% แต่เงินบาทกลับยังแข็งค่าอยู่ได้ โดย Year to Date เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นเกือบ 6% เป็นเพราะอะไร

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทยสูงถึง 36% และตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศดูอ่อนแอ แต่เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว

โดยมีปัจจัยหลักมาจากดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง เนื่องจากความเชื่อมั่นในสินทรัพย์สหรัฐฯ ลดลง และตลาดมองว่าการประกาศขึ้นภาษีในอดีตที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มักจะไม่เป็นไปตามที่พูดทั้งหมด โดยมีการตั้งฉายาให้ทรัมป์ว่า ‘Trump always chicken out’ ซึ่งหมายถึงการที่ทรัมป์มักจะประกาศแต่ไม่ดำเนินการจริง หรือมีการปรับลดเงื่อนไขลงในภายหลัง รวมทั้งตลาดการเงินเริ่มมีความคุ้นชินกับข้อมูลของสถานการณ์ภาษีสหรัฐฯ ไปแล้ว

ดังนั้น ปฏิกิริยาของตลาดต่อการประกาศภาษีจึงไม่รุนแรงมากนัก สกุลเงินทั่วโลก รวมถึงค่าเงินบาท จึงไม่ได้รับผลกระทบให้บาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ มองว่าการประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ โดยมีการประกาศอัตราภาษีเป็นรายประเทศ จากที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศแบบ Across the Board ซึ่งสร้างความกังวลและส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าอย่างรุนแรง แต่ในครั้งนี้เป็นการประกาศเก็บภาษีทีละประเทศ ทำให้ปฏิกิริยาของตลาดไม่รุนแรงเท่าเดิม สินทรัพย์สหรัฐฯ ไม่ได้ถูกเทขายอย่างหนัก และดอลลาร์ยังคงทรงตัวหรือแข็งค่าขึ้นได้ในบางวัน

แม้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปประมาณ 30 สตางค์ หรือคิดเป็น 1% ในช่วงแรกหลังการประกาศ แต่ด้วยความที่ตลาดมองว่าทรัมป์จะไม่ดำเนินการเก็บภาษี 36% จริงจัง ทำให้เงินบาทกลับมาที่ระดับเดิม และหากดูตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน (Year to Date) เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นเกือบ 6%

ปัจจัยหนุนบาทแข็งจากราคาทองคำขยับขึ้น-แรงหนุนเงินหยวนแข็งค่า

นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาสนับสนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ได้แก่

  • เงินบาทเป็นสกุลเงินที่ได้รับอิทธิพลจากราคาทองคำค่อนข้างมาก โดยเมื่อราคาทองคำปรับสูงขึ้น เงินบาทก็มักจะแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงขึ้น ราคาทองคำมักจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

  • เงินบาทมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับเงินหยวนของจีนค่อนข้างสูง หรือประมาณ 60% และในช่วงที่ผ่านมา เงินหยวนก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มที่จะทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น

คาดแนวโน้มเงินบาทครึ่งปีหลัง แข็งค่าต่อได้แต่ไม่มาก

วชิรวัฒน์ มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าต่อไปได้อีกเล็กน้อยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 โดยมีเหตุผลหลักมาจากแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่มองว่าเทร็นด์การลงทุนในปี 2025 แตกต่างจากปี 2023 – 2024 ที่นักลงทุนแห่ลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า แต่ในปีนี้ นักลงทุนพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ ไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางในเอเชียมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้การถือครองพันธบัตรเอเชียได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น และยังมีโอกาสได้รับผลบวกจากค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าขึ้นด้วย

นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ที่ลดลงหลังมาตรการงบประมาณล่าสุดที่อาจทำให้ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เงินลงทุนไหลออกจากสหรัฐฯ ไปยังภูมิภาคอื่น

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินบาทจะไม่แข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง โดยกรอบที่คาดการณ์ไว้สิ้นปีอยู่ที่ประมาณ 31.50 – 32 50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้นได้สะท้อนในราคาไปพอสมควรแล้ว

แนะต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชี้นำทิศทางดอลลาร์

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาต่อไปคือ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะมีผลกระทบจากมาตรการภาษีของทรัมป์ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในคืนนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เช่น 0.3% เดือนต่อเดือน อาจส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ แต่หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่คาด เช่น 0% หรือ 0.1% ใกล้เคียงกับช่วงเดือนก่อนหน้านี้ จะยิ่งหนุนให้ดอลลาร์อ่อนค่าและเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้อีกในระยะสั้น

นอกจากนี้ การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 3.4 – 4 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 10 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการงบประมาณล่าสุดที่ผ่านออกมา ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ลดลง และนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์และโยกย้ายเงินลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้นทั้งในตลาดยุโรปกับเอเชีย

สำหรับกรณีที่หุ้นสหรัฐฯ ยังคงทำ New High แต่ดอลลาร์กลับไม่อ่อนค่า คำตอบคือ แม้จะมีเงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่นักลงทุนเหล่านี้มักจะทำประกันความเสี่ยง (Hedging) ด้วยการทำธุรกรรมสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) เพื่อขายดอลลาร์ในอนาคต ทำให้ผลกระทบต่อตลาดเงินสด (Spot Market) ไม่เกิดขึ้นและดอลลาร์จึงไม่แข็งค่าตามไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...