โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

หมอเมืองนอก เตือน "โรคข้าวผัด" มีอยู่จริง อาจถึงตายได้ คิดให้ดีก่อนกินข้าวเหลือ

sanook.com

เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 14.30 น. • Sanook
หมอเมืองนอก เตือน “โรคข้าวผัด” มีอยู่จริง และอาจถึงตายได้ คิดให้ดีก่อนกินข้าวที่เหลือจากเมื่อวาน

หมอเมืองนอก เตือน “โรคข้าวผัด” มีอยู่จริง และอาจถึงตายได้ คิดให้ดีก่อนกินข้าวที่เหลือจากเมื่อวาน

แม้ว่าอาหารที่กินเหลือควรแช่ตู้เย็นไว้ แต่โดยทั่วไป ถ้าไม่ได้วางทิ้งไว้นานเกินไป ก็ยังพอรับประทานได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับข้าวและพาสต้า กลับต่างออกไป ถ้าปล่อยไว้ที่อุณหภูมิห้องแล้วนำมากินต่อ อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง หรือร้ายที่สุดถึงขั้นเสียชีวิตได้

“โรคข้าวผัด” คืออะไร?

“โรคข้าวผัด” คืออาการอาหารเป็นพิษชนิดหนึ่งที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Bacillus cereus

Bacillus cereus เป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปมาก แต่จะก่อปัญหาเมื่อปนเปื้อนในอาหารที่เก็บไม่ถูกวิธี

แม้ว่าข้าวและพาสต้าจะเป็นสาเหตุหลักของอาหารเป็นพิษจากแบคทีเรียชนิดนี้ แต่อาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่างผักหรือเนื้อสัตว์ก็สามารถปนเปื้อนและทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน

อาการของ “โรคข้าวผัด” ได้แก่ ท้องเสียและอาเจียน ซึ่งบางคนอาจมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ส่วนใหญ่โรคนี้ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ในปี 2008 เคยมีกรณีเศร้าเมื่อชายวัย 20 ปีเสียชีวิตจากภาวะนี้

วิธีป้องกัน “โรคข้าวผัด”

ในโพสต์อินสตาแกรมของ @drjoe_md ได้แนะนำวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้อาหารปลอดภัยมากขึ้น

เขาอธิบายในวิดีโอว่า ข้าวและพาสต้าควรหลีกเลี่ยงการวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงก่อนรับประทาน

นอกจากนี้ ยังเล่าว่า ตอนเรียนแพทย์มีประโยคจำง่าย ๆ ว่า “Re-heat rice, B. cereus” (อุ่นข้าวใหม่ ระวังบาซิลลัส ซีเรียส) เพื่อเตือนใจว่า ถ้าจะกินข้าวที่เหลือ ต้องอุ่นให้ร้อนก่อนเสมอ เพราะมีความเสี่ยงจากแบคทีเรีย Bacillus cereus

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...