โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากอู่ฮั่นสู่ JN.1 : 5 ปีที่เปลี่ยนโลก ย้อนเส้นทางการต่อสู้กับโควิด-19

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 02.34 น.
จากจุดเริ่มต้นที่อู่ฮั่นในปี 2562 สู่การกลายเป็นโรคประจำถิ่น ติดตามเส้นทางการต่อสู้กับโควิด-19 การกลายพันธุ์ของไวรัส และการปรับตัวของสังคมไทยในช่วง 5 ปีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล พร้อมมุมมองเชิงลึกถึงสายพันธุ์ NB.1.8.1 ล่าสุดจากจีนและอนาคตของการอยู่ร่วมกับไวรัส

โควิด-19 จากจุดเริ่มต้นที่อู่ฮั่น สู่การอยู่ร่วมกับไวรัสกลายพันธุ์ในปัจจุบัน

วิกฤตสุขภาพที่เปลี่ยนโลก

เมื่อระฆังเตือนภัยดังขึ้นครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในช่วงปลายปี 2562 แทบไม่มีใครคาดคิดว่าเชื้อโรคใหม่ที่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า SARS-CoV-2 จะกลายเป็นปัจจัยเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรุนแรง กลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุในตลาดหัวอี่ซีอานกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

นักวิทยาศาสตร์จีนได้ถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อโรคใหม่นี้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และพบว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีความคล้ายคลึงกับไวรัสซาร์ส แต่มีความสามารถในการแพร่กระจายที่แตกต่างและน่าเป็นห่วงมากกว่า ในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เชื้อโรคได้แพร่กระจายออกนอกเขตแดนจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

การบุกรุกสู่ดินแดนไทย

ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่สองรองจากจีนที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 ด้วยกรณีของนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนวัย 61 ปี ที่เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น สถานการณ์ในช่วงแรกดูเหมือนจะควบคุมได้ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ยังไม่มากและส่วนใหญ่มีประวัติเดินทางจากต่างประเทศ

แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการแพร่เชื้อในชุมชนครั้งแรก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่สนามมวยลุมพินีในเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งกลายเป็นจุดระบาดสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ การจัดการแข่งขันมวยไทยในช่วงนั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะมีความเข้าใจเรื่องการแพร่เชื้อทางอากาศอย่างชัดเจน ส่งผลให้มีผู้เข้าชมและนักมวยติดเชื้อจำนวนมาก

รัฐบาลไทยจึงต้องประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีการปิดประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน และสถานที่ชุมชนต่างๆ ต้องปิดตัวลง ชีวิตของคนไทยหลายสิบล้านคนเปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืน

ระลอกที่สองและการเผชิญหน้าความจริง

หลังจากที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงในช่วงกลางปี 2563 ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับระลอกการระบาดครั้งที่สองในช่วงปลายปีเดียวกัน การระบาดครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากตลาดกลางกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเชื่อมโยงกับชุมชนแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาร์

สิ่งที่น่าสนใจคือการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมพบว่าเชื้อโรคในระลอกนี้เป็นสายพันธุ์ G หรือที่มีการกลายพันธุ์ D614G ซึ่งมีความสามารถในการแพร่เชื้อที่สูงกว่าสายพันธุ์เดิมถึง 3-9 เท่า การค้นพบนี้เป็นสัญญาณเตือนแรกที่ชี้ให้เห็นว่าไวรัสโควิด-19 ไม่ใช่เชื้อโรคที่นิ่งเฉย แต่มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด

จำนวนผู้ติดเชื้อในระลอกนี้สูงกว่าระลอกแรกอย่างมีนัยสำคัญ และการแพร่กระจายเกิดขึ้นในพื้นที่หนาแน่นของชุมชนแรงงาน ทำให้การติดตามและควบคุมเป็นไปได้ยากกว่าเดิม ระบบสาธารณสุขเริ่มประสบกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

ปี 2564 ปีแห่งการทดสอบขีดจำกัด

ปีที่ผ่านมานี้กลายเป็นปีที่ท้าทายที่สุดสำหรับประเทศไทยในการต้านทานโควิด-19 การเข้ามาของสายพันธุ์อัลฟ่า (B.1.1.7) ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในอังกฤษ และต่อมาด้วยสายพันธุ์เดลต้า (B.1.617.2) จากอินเดีย ได้เปลี่ยนแปลงเกมกติกาของการต่อสู้กับโรคนี้โดยสิ้นเชิง

สายพันธุ์เดลต้าโดยเฉพาะ มีความสามารถในการแพร่เชื้อที่สูงขึ้นกว่าสายพันธุ์เดิมถึง 40-60 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้น โรงพยาบาลทั่วประเทศต้องขยายเตียงผู้ป่วยวิกฤต จัดหาเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติม และเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 ประเทศไทยบันทึกสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีวันที่พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 20,000 รายต่อวัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วัคซีน ความหวังท่ามกลางความมืดมน

ในขณะที่สถานการณ์การระบาดดูจะควบคุมไม่ได้ การพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ได้เดินหน้าไปอย่างรวดเร็วในระดับโลก เทคโนโลยี mRNA ที่ใช้ในวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคและโมเดอร์นา รวมไปถึงเทคโนโลยีเวกเตอร์ไวรัสใน แอสตรา เซเนกา และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้แสดงประสิทธิภาพที่น่าประทับใจในการป้องกันการเสียชีวิตและอาการรุนแรง

ประเทศไทยเริ่มการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยเริ่มจากบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงสูง แม้จะเผชิญกับความท้าทายในการจัดหาวัคซีนและการกระจายในช่วงแรก แต่โครงการฉีดวัคซีนได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ผลของการฉีดวัคซีนเริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงปลายปี 2564 เมื่ออัตราการเสียชีวิตและผู้ป่วยรุนแรงเริ่มลดลงแม้จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงสูง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันผลลัพธ์ที่รุนแรงของโรค

โอมิครอน เกมเชนเจอร์ตัวจริง

ปลายปี 2564 และต้นปี 2565 โลกต้องเผชิญกับสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากที่เคยพบมา นั่นคือสายพันธุ์โอมิครอน (B.1.1.529) ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และบอตสวานา

โอมิครอนมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (Spike protein) มากกว่า 30 จุด ซึ่งมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยพบมา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้โอมิครอนสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนหรือการติดเชื้อก่ อนหน้านี้ได้ดีขึ้น และแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลต้าถึง 2-3 เท่า

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้โอมิครอนจะแพร่กระจายได้ง่ายกว่า แต่ข้อมูลจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่าอาการที่เกิดขึ้นมักไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลต้า โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว อาการที่พบบ่อยจะคล้ายกับหวัดธรรมดา เช่น เจ็บคอ น้ำมูกไหล และเหนื่อยง่าย

ในประเทศไทย โอมิครอนเริ่มแพร่กระจายอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่อัตราผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ความหลากหลายของสายพันธุ์ย่อย

หลังจากโอมิครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลก การกลายพันธุ์ยังคงดำเนินต่อไป เกิดสายพันธุ์ย่อยต่างๆ เช่น BA.1, BA.2, BA.4, BA.5 และล่าสุด JN.1 ที่กำลังเป็นที่จับตามองในปี 2567

แต่ละสายพันธุ์ย่อยมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเล็กน้อย บางสายพันธุ์แพร่เชื้อได้ดีกว่า บางสายพันธุ์หลบภูมิคุ้มกันได้เก่งกว่า การติดตามและวิเคราะห์ลักษณะของสายพันธุ์เหล่านี้จึงเป็นงานสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันพบว่า SARS-CoV-2 มีอัตราการกลายพันธุ์ที่สูงกว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่ประมาณ 4 เท่า ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงเห็นสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การปรับตัวของสังคมไทย

โควิด-19 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงแค่ภูมิทัศน์ทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง การทำงานจากบ้านกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับหลายอาชีพ การเรียนออนไลน์ได้รับการพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมีจำนวนเกิน 40 ล้านคนต่อปีหายไปเกือบหมด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อยนับไม่ถ้วน

การใส่หน้ากากอนามัยซึ่งเคยเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และการใช้เจลแอลกอฮอล์กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ฝังรากลึกในสังคม

บทบาทของเทคโนโลยีและการสื่อสาร

การระบาดใหญ่ได้เร่งการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในหลายด้าน แอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ของรัฐบาลไทยกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามการแพร่เชื้อและให้ข้อมูลสุขภาพ ระบบ QR Code สำหรับการเช็คอินเข้า-ออกสถานที่ต่างๆ ได้รับการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ในด้านการศึกษา ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภาครัฐและเอกชน Google Meet, Zoom, Microsoft Teams กลายเป็นเครื่องมือที่คุ้นเคยสำหรับนักเรียน นักศึกษา และครูอาจารย์ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นก็ได้เผยให้เห็นช่องว่างทางดิจิทัลที่มีอยู่ในสังคมไทย เด็กและครอบครัวที่ไม่มีอุปกรณ์หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมต้องเผชิญกับความเสียเปรียบในการเข้าถึงการศึกษา

วิวัฒนาการสู่ยุคโรคประจำถิ่น

เมื่อเข้าสู่ปี 2566 และ 2567 สถานการณ์โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นโรคระบาดใหญ่สู่การเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกได้ประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินทางสาธารณสุข

ในช่วงต้นปี 2568 สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนได้เริ่มสร้างความกังวลเมื่อทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในจีนและแพร่กระจายไปยังหลายประเทศ สายพันธุ์ NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักในจีน ส่งผลให้มีผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินและเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น และได้รับการตรวจพบแล้วในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา

องค์การอนามัยโลกได้ประกาศในสัปดาห์ที่แล้วว่ากำลังติดตามสายพันธุ์ NB.1.8.1 หลังจากมีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยในหลายส่วนของโลก สายพันธุ์นี้มีความสามารถในการแพร่เชื้อที่สูงกว่าสายพันธุ์ LP.8.1 ที่เป็นหลักในปัจจุบัน แต่ไม่มีหลักฐานว่าจะทำให้เกิดอาการรุนแรงกว่าเดิม

แม้จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่อัตราผู้ป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ระบบสาธารณสุขสามารถรองรับผู้ป่วยได้โดยไม่เกิดการล้นหลาม เช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดรุนแรง

---------

การต่อสู้กับโควิด-19 ในช่วงกว่า 4 ปีที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ ความสำคัญของระบบเฝ้าระวังโรคระบาดที่มีประสิทธิภาพได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและยารักษาโรคเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมพร้อมในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการจัดหาวัคซีนได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันในการเผชิญกับภัยคุกคามต่อสุขภาพโลก ขณะเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนและการรักษาก็เป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขในอนาคต

การเตรียมพร้อมของระบบสาธารณสุขทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์ และระบบการจัดการในภาวะฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ การระบาดครั้งนี้ได้เผยให้เห็นจุดอ่อนของระบบสาธารณสุขในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

สำหรับอนาคต นักวิทยาศาสตร์ยังคงเฝ้าติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัส การพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ที่สามารถป้องกันสายพันธุ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และการวิจัยยารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความท้าทายที่สำคัญคือการทำให้ประชาชนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคในยุคที่โรคนี้ไม่ได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกต่อไป

โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกและประเทศไทยไปตลอดกาล ไม่เพียงแต่ในด้านสาธารณสุข แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิต การทำงาน การศึกษา และความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในชีวิต การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัสนี้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นทักษะสำคัญที่เราทุกคนต้องพัฒนาต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...