โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกันเรื่องใต้โต๊ะ 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2568 เวลา 06.25 น.

คุยกันเรื่องใต้โต๊ะ ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’

ผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้บริหารหลายวงการเกี่ยวกับผลงานของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ คุยกันไปก็วนเกี่ยวกับเรื่องว่าเราจะหาทางออกเพื่อทำให้เศรษฐกิจโตตามศักยภาพได้อย่างไร แล้วก็เห็นตรงกันว่ามันไม่มีทางออกจริงๆ เลย ภายใต้บริบทแนวคิดแบบเอาเหล้าเก่ามาใส่ในขวดใหม่ เพราะเป็นเรื่องทำเก่าๆ 20 ปีมาแล้วทั้งนั้น ที่แทบไม่มีนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศเขาขานรับความคิดพวกนี้เลย ไม่ว่าในเชิงผลประโยชน์ทางการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ ในแทบจะทุกๆเรื่องที่ได้ขานชื่อโครงการออกมาในระหว่างการบรรยายใน Dinner Talk ทั้งหลาย

เรื่องเดิมๆ อย่างเช่นพวกเงินกระตุ้นจากโครงการกระเป๋าเงินที่ไม่ใช่ดิจิทัลอีกต่อไปแล้ว ก็ไม่มีหวังเหมือนอย่างที่เคยโปรยเป้าหมายไว้อีกต่อไปเพราะเอาแค่แจกให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุและเปราะบางก็แทบไม่มีเงินในคลังเหลือมาให้แจกอีกง่ายๆ แหล่งข่าววีไอพีก็เล่าให้ฟังต่อว่า แนวคิดในการกระตุ้นมันหมดจริงๆ แต่แอบได้ยินมาว่ารัฐบาลท่านหวังจะเอาเงินจากโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เป็นเรือธงในการกระตุ้นต่อแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่กำหนดไว้ครั้งแรกรายละ 5,000 ล้านบาท รายปีปีละ 1,000 ล้านบาท ตอนนี้มีคนที่ใกล้ชิดยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใกล้ชิดรัฐบาลได้รับมอบหมายให้ไปดูรายละเอียดในเรื่องพวกนี้แล้ว

ผมฟังแล้ว ผมก็มานั่งคิดต่อว่า การทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หากเป็นส่วนอื่นที่ไม่ใช่กาสิโน ในปัจจุบันมันก็ไม่มีค่าธรรมเนียมพิเศษแบบนี้อยู่แล้ว ดังนั้นพวกค่าธรรมเนียมพิเศษเหล่านี้ มันคงต้องมาจากโมเดลธุรกิจกาสิโนเป็นหลักแน่เลย หากนักลงทุนเขาลงทุนทำกาสิโนรายหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะค่าธรรมเนียมแรกเข้าก็ปาไปแล้ว 5,000 ล้านบาท แล้วเขาต้องกำไรเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มเงินลงทุนระดับหนึ่งหมื่นล้าน แสดงว่าเอ็นเตอร์เทนต์ คอมเพล็กซ์ รายหนึ่งต้องใหญ่มากๆ เพราะรัฐบาลท่านบอกว่า กาสิโน ถือเป็นสัดส่วนน้อยมาก จะใหญ่เป็นกว่าแสนล้านเลยหรือรายหนึ่ง ผมไม่ค่อยเชื่อเลย ถ้าใหญ่เป็นแสนล้านต้องใหญ่เท่าๆกับ TheOneBangkok เลย และหากมากกว่าหนึ่งราย หรือหลายๆ ราย มูลค่าการลงทุนจะเป็นล้านๆเลยหรือ ผมก็ไม่ค่อยเชื่ออีก แต่ผมเชื่อว่าสัดส่วนของกาสิโนเทียบกับทั้งหมด คงไม่น้อยมากกว่า และกาสิโนเป็นธุรกิจที่กำไรมาก เรียกว่าเป็นหลายๆ เท่าตัว

ประเด็นที่ผมคิดกับเพื่อนผมคือ หากรายหนึ่งลงทุนเป็นหมื่นล้านเรื่องกาสิโน แล้วมีหลายราย เขาต้องทำยอดการเล่นกาสิโน กี่เท่าตัว ถ้าน้อยๆสิบเท่าตัว ก็เป็นหลายแสนล้านแล้ว หรือจะสูงถึงเป็นล้านล้าน หรือเกือบล้านล้านบาท หากเทียบกับธุรกิจการพนันใต้ดินผิดกฎหมายในขณะนี้ มันคงจะแซงหน้าและมากกว่าขนาดไหน

ผมเห็นด้วยกับการเอาการพนันผิดกฎหมายขึ้นมาบนโต๊ะให้ถูกกฎหมาย หากควบคุมคนเล่นได้จริงจัง คือควบคุมคนเล่นหน้าเดิม แต่ผมไม่เห็นด้วยว่าการอนุญาตให้เปิดกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย แล้วจะเพิ่มปริมาณการเล่นการพนันในประเทศเป็นสิบๆ เท่าตัว หรือมากมายมหาศาล เพราะมันจะเป็นการมอมเมาประชาชน ใช่หรือไม่ จริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวมากขนาดไหนที่จะมาเล่นการพนันเวลามาเที่ยวประเทศไทย ประเทศซึ่งมีความงดงามด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ ส่วนใหญ่มันก็คนไทยทั้งนั้นแหละครับที่ออกไปเล่นที่ประเทศเพื่อนบ้านในเวลานี้ ขาเดิมๆ หน้าเดิมๆ แม้แต่ที่สิงคโปร์ก็เหมือนกัน เพียงแต่ประเทศเขาเล็ก มันก็เลยดูใหญ่โต

ประเด็นที่สำคัญคือเพื่อนผมบอกว่า รัฐบาลท่านหวังว่า ค่าธรรมเนียมพวกนี้ รัฐจะเก็บได้เป็นแสนล้าน เอามาให้รัฐบาลท่านกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป หลังจากโครงการกระเป๋าเงินเดินต่อไปยาก และคนที่เป็นคนนอกรัฐบาลที่มาดูแลโครงการ ก็กำลังจะเลือกเฟ้นรายที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ให้เข้ามาทำโครงการ เลือกอย่างไร คิดเอาเองครับ ผมฟังแบบนี้แล้ว อดกังวลอนาคตของประเทศไม่ได้เลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หากโครงการนี้ สำเร็จและเกิดได้จริง

จริงๆ แล้วทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข คือคนอยู่ในระบบ อยากอยู่ต่อ เพราะสามารถสร้างกำไรและผลตอบแทนที่จูงใจได้ เห็นทุกอย่างเติบโตไปพร้อมๆกัน รัฐจึงต้องเก็บภาษีจากเงินที่สร้างกำไรที่น่าพอใจ สำหรับประเทศไทยตอนนี้ ที่ผมเห็นได้ชัดเจนคือธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจที่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ถ้ารัฐบาลศึกษาเกมส์การเก็บภาษีเพิ่มเติมจากธุรกิจเหล่านี้ โดยอาจเพิ่มภาษีที่เราเรียกว่า Windfall Taxes หรือภาษีลาภลอย รัฐบาลสามารถหาเงินได้เพิ่มเติมอีกเป็นแสนล้านได้แน่นอน แต่ท่านไม่ได้มอง หรือไม่ได้สนใจที่จะทำ ทั้งๆที่หลายประเทศในโลก ทั้งอังกฤษ อินเดีย มาเลเซีย หรือเนเธอร์แลนด์ เขาทำสำเร็จมานานแล้ว ทำไมท่านผู้มีอำนาจไม่ลองถามท่านอันวาร์ ผู้นำมาเลเซียดูบ้างละครับ สนิทกันมากไม่ใช่หรือ

ผมกำลังกังวลใจมากเลยครับว่า โมเดลค่าธรรมเนียมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ของท่านมันเป็นการเหนี่ยวนำให้เกิดธุรกิจการพนัน กาสิโน อย่างยิ่งใหญ่มาก อันจะเป็นผลกระทบมากกว่าการนำการพนันผิดกฎหมายมาทำให้ถูกกฎหมาย แต่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่เมืองการพนัน แล้วจะดูดเงินคนไทยออกไปอีกมากมาย แลกกับเงินกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณแสนล้านที่ท่านจะได้มา แล้วในที่สุดก็คงจะใช้แวบเดียวแล้วก็หมดไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดังเช่นที่ผ่านมา

อนิจจัง เราถูกเว็บพนันออนไลน์และ Call Center หลอกและดูดเงินคนไทยออกไปก็เป็นแสนล้านแล้วเหมือนกันครับ กว่าจะไปตัดไฟเขาจริงจัง ก็ต้องรอให้ทางรัฐบาลจีนบีบมาจนหน้าเขียว ต้องรอให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีจีนออกมาเดินสั่งการในประเทศเรา รัฐบาลถึงจะกล้ารับความเสี่ยงสั่งตัดไฟ แต่นี่ อนาคตเราจะถูกกาสิโนถูกกฎหมายดูดออกไปอีกบนกติกาที่เราเชิญเขามาเองหรือครับ

ผมคุยกับเพื่อนผมคนนี้ เรียกว่าเรากังวลใจกันมากว่า ตอนนี้รัฐบาลหมดมุขในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่เห็นทางสว่างว่าเศรษฐกิจมันจะโตได้ ทุกๆคนรอบข้างเขาคุยกันลับหลังว่าเหนื่อยเพราะมันไม่มีแผนอะไรในกอไผ่อีกต่อไป แผนอื่นๆ มันอยู่ระหว่างศึกษาหมด แม้ว่ามันเคยมีเอกชนศึกษาแล้วว่ามันไม่เวิร์ค จะไปหวังฝ่ายนิติบัญญัติให้ช่วยตรวจสอบว่าโครงการแบบนี้ มันสร้างความน่าเป็นห่วงอย่างไร จะทัดท้านได้ก็คงจะนิดเดียว หวังอะไรไม่ได้มาก ปัญหาตอนนี้ของประเทศไทยคือ เราขาดความน่าเชื่อถือทั้งนโยบาย และการบริหาร และไม่มีอะไรอยู่ในมือที่น่าสนใจขายได้

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รอบข้างเขาพัฒนาเทคโนโลยี อุตสาหกรรม S-curve ปรับโครงสร้างภาษีทั้งภายในและภาษีนำเข้ากันอย่างมากมาย สนับสนุนเอกชนให้พัฒนาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและการค้า ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศ แต่ประเทศเรากลับเงียบเชียบมาก แผนการทำการค้าคือไรครับ ปล่อยให้ธุรกิจออนไลน์ในบ้านเรา อยู่บนแพลตฟอร์มของต่างชาติหมดเลย 100 % ทำไมเราไม่ทำแพลตฟอร์มของเราเอง แล้วมาเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ในอัตราต่ำๆ แต่มีปริมาณการค้าเติบโตอย่างเข้มแข็งไปเรื่อยๆ มันก็คงได้ภาษีเป็นกอบเป็นกำเหมือนกัน

ทำไมเราไม่ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ S-curve อย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจหลักๆที่ส่งออกได้ดีในอดีตมันกำลังจะหมดยุคการพัฒนาตัวเองได้ต่อแล้ว เราเคยว่าลุงตู่มากมาย แต่ท่านก็ยังดันเรื่อง S-curve เป็นวาระสำคัญ

ตลาดหุ้นไทยเราตกลงมากกว่าทุกประเทศรอบข้างเพราะมันสะท้อนวิกฤตศรัทธา บนระบบรัฐสภาที่เป็นที่พึ่งไม่ได้มาก แต่ขณะนี้มันก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นมันจะตกลงไปเรื่อยๆตลอดไป เพราะตอนนี้มันตกลงจนมูลค่าธุรกิจและกิจการมันเกิดความน่าสนใจขึ้นมาแล้ว อย่างที่บอกครับว่า เศรษฐกิจมันประกอบด้วยเอกชนประมาณร้อยละ 80 เอกชนเราก็เหมือนในทุกๆประเทศที่ตั้งรับและปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมาโดยตลอด และผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายอย่างโควิด19 มาด้วยแล้ว ธุรกิจที่ดีจำนวนมาก มันจึงมีภูมิต้านทานที่สามารถอยู่รอดต่อไปได้ มูลค่ากิจการในรูปส่วนของผู้ถือหุ้นบางราย ตกลงกว่าครึ่ง หรือเหลือหนึ่งในสาม จนสัดส่วนค่า PE ต่ำกว่า 10 เป็น 7 เป็น 8 อยู่ในระดับน่าสนใจมากแล้ว ผมจึงเชื่อว่าหุ้นไทยก็พร้อมจะฟื้นตัวได้บ้างแม้ว่าภาพใหญ่ของประเทศจะไม่มีอะไรดีขึ้นมาก็ตาม

อัตตาหิ อัตโนนาโถ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุยกันเรื่องใต้โต๊ะ ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...